กลศึกที่ 2: การบิดเบือน
  • หน้าแรก
  • การอัปเดตเนื้อหา
  • บทที่ 1: เกี่ยวกับกลศึก
  • บทที่ 2: กลศึกทั้งหมด
    • หมวดหมู่ที่ 1: การรับรู้
      • กลศึกที่ 1: การปรับมุมมอง
      • กลศึกที่ 2: การบิดเบือน
      • กลศึกที่ 3: ความเชื่อ
      • กลศึกที่ 4: ความชอบธรรม
      • กลศึกที่ 5: การหลอกล่อ
      • กลศึกที่ 6: ความแนบเนียน
      • กลศึกที่ 7: ภาพลักษณ์
    • หมวดหมู่ที่ 2: ข้อมูลข่าวสาร
      • กลศึกที่ 8: การซ่อนเร้น
      • กลศึกที่ 9: การเปิดเผย
      • กลศึกที่ 10: ร่องรอย
      • กลศึกที่ 11: การล่วงรู้
      • กลศึกที่ 12: ความชัดเจน
      • กลศึกที่ 13: ความไม่ชัดเจน
    • หมวดหมู่ที่ 3: จิตใจ
      • กลศึกที่ 14: จิตใจ
    • หมวดหมู่ที่ 4: กระบวนการ
      • กลศึกที่ 15: พันธะ
      • กลศึกที่ 16: กระบวนการ
      • กลศึกที่ 17: กับดัก
      • กลศึกที่ 18: ผลพลอยได้
      • กลศึกที่ 19: ทางเลือกได้เปล่า
      • กลศึกที่ 20: การทำให้เลยตามเลย
      • กลศึกที่ 21: การแพร่กระจาย
      • กลศึกที่ 22: ตัวแทน
      • กลศึกที่ 23: การเข้าถึง
      • กลศึกที่ 24: การเผื่อ
      • กลศึกที่ 25: ช่องโหว่
      • กลศึกที่ 26: เส้นเกณฑ์
      • กลศึกที่ 27: การแปรสภาพ
      • กลศึกที่ 28: เทคนิคเฉพาะ
    • หมวดหมู่ที่ 5: จังหวะเวลา
      • กลศึกที่ 29: จังหวะเวลา
      • กลศึกที่ 30: การทำทีละนิด
      • กลศึกที่ 31: การทำโดยฉับพลัน
    • หมวดหมู่ที่ 6: การบริหารทรัพยากร
      • กลศึกที่ 32: การใช้จำนวน
      • กลศึกที่ 33: การรวมตัว
      • กลศึกที่ 34: การแบ่งแยก
      • กลศึกที่ 35: การหมุนเวียน
      • กลศึกที่ 36: การแบ่งปัน
      • กลศึกที่ 37: การสละ
    • หมวดหมู่ที่ 7: การแสวงหาผลประโยชน์
      • กลศึกที่ 38: การช่วงใช้
      • กลศึกที่ 39: การช่วงชิง
      • กลศึกที่ 40: การลอกเลียน
      • กลศึกที่ 41: การเกาะ
      • กลศึกที่ 42: การรับแทน
    • หมวดหมู่ที่ 8: พลังอำนาจ
      • กลศึกที่ 43: คุณสมบัติ
      • กลศึกที่ 44: ความสัมพันธ์
      • กลศึกที่ 45: สิทธิพิเศษ
      • กลศึกที่ 46: อำนาจ
      • กลศึกที่ 47: การควบคุม
      • กลศึกที่ 48: การโจมตี

กลศึกที่ 2: การบิดเบือน

กลศึกประเภท “การบิดเบือน” เป็นกลอุบายที่เกี่ยวกับ “การทำให้ความเข้าใจในบางอย่างของผู้อื่น เกิดความคลาดเคลื่อนไป”

.
*** คำเตือน : ความหมายของคำว่า “บิดเบือน” ในหนังสือเล่มนี้ อาจแตกต่างจากที่อื่นในบางบริบท

ส่วนใหญ่แล้ว ความหมายของคำว่าบิดเบือนที่เราใช้กันมักเป็นลบ แต่ในหนังสือเล่มนี้ บางกรณีก็ไม่ได้เป็นลบขนาดนั้น . จึงขอเตือนให้ผู้อ่านระวังเวลาเอาคำนี้ไปใช้ที่อื่น เพราะคนอื่นอาจจะตกใจว่า ทำไมเราถึงใช้คำว่าบิดเบือนกับเรื่องแค่นี้ ทำให้เราดูเป็นคนพูดจารุนแรงเกินเหตุ และเข้าใจไม่ตรงกันได้
ซึ่งการบิดเบือนนั้น แบ่งออกเป็น 4 วิธี ได้แก่ การบิดเบือนโดยการ…
  1. สื่อสาร
  2. แสดง
  3. ประดิษฐ์ หรือ ดัดแปลง
  4. จัดฉาก
และการบิดเบือน ยังแบ่งออกเป็น 6 รูปแบบ ได้แก่ การ…
  1. ทำให้เข้าใจจากแบบหนึ่งเป็นอีกแบบ
  2. สร้างขึ้นมาใหม่
  3. เปลี่ยนแปลงบางส่วน
  4. เอาสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องมาเชื่อมโยง
  5. ไม่เอาสิ่งที่เกี่ยวข้องมาเชื่อมโยง
  6. ใช้จิตวิทยา

(เรียงตามความแนบเนียน จากน้อยไปมาก)


(ตัวอย่างการบิดเบือน วิธีการและรูปแบบต่าง ๆ) :
ตัวอย่างวิธีการรูปแบบ
บอกว่าไม่ได้ทำ แต่จริง ๆ ทำ11
คนขายแซนวิช เอาไส้มาแปะตรงขอบ แต่ข้างในกลวง31
เมื่อจะตีใกล้ พึงแสร้งว่าจะตีไกล เมื่อจะตีไกล พึงแสร้งว่าจะตีใกล้ (พิชัยสงครามซุนวู)2 + 41
ใช้เอไอสร้างภาพหรือวิดีโอปลอม ๆ ขึ้นมา32
จัดฉากให้ใครบางคนเป็นฮีโร่2 + 42
ทำบางอย่างแค่พอเป็น แต่บอกว่าตัวเอง “เป็นผู้เชี่ยวชาญ”13
แก้ไขดัดแปลงเอกสารบางส่วน33
สั่งของจากร้านอื่นมาโพสต์ขาย ถ้าลูกค้าถามว่าทำไมแพงกว่าร้านนั้น ก็ตอบไปว่า “ของเราเป็นของแท้”14
บริษัทน้ำอัดลม พยายามเอาเครื่องดื่มไปวางที่ร้านขายยา เพื่อให้คนโยงไปถึงการเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ44
เอากล่องเปล่าจำนวนมากมาวางเป็นฉากหลัง เพื่อให้คนเข้าใจว่าขายดี44
“กว่า 100 คน ใช้แล้วเห็นผล” แต่ไม่ได้บอกว่า คนที่ใช้แล้วไม่เห็นผลมีเท่าไหร่ ? (อาจจะมีเป็น 100 คนเหมือนกันก็ได้)15
ตัดคลิปหรือหยิบคำพูดเพียงบางส่วน ออกมาเผยแพร่ ทำให้คนเข้าใจผิด35
เปิดร้านค้าแบบมีหน้าร้าน ทำตัวยุ่ง ๆ ทำนู่นทำนี่ คนจะได้นึกว่าเราขายดี26
เวลาทำพลาดก็แสร้งทำเป็นโมโห ให้คนอื่นไม่กล้าเอาผิด26

(1. บิดเบือนโดยการ “สื่อสาร”)

บางคน เวลาซื้อของแพง แล้วกลัวโดนคนที่บ้านด่า เลยบอกว่าซื้อมาไม่แพง หรือบางคนจะแอบไปเที่ยวกับเพื่อน แต่กลัวโดนห้ามไม่ให้ไป เลยบอกว่าจะไปทำธุระ(บิดเบือน)หรือบางคนแอบไปเที่ยวมาแล้ว แต่บอกว่าไปทำอย่างอื่นมา จะได้ไม่โดนด่า(บิดเบือน → ซ่อนเร้น)⦅⦅👎👎 / 👎⦆🖐️❓⦆

เวลาได้ไปสถานที่บางแห่งเป็นครั้งแรก หรือได้ลองทำอะไรบางอย่างครั้งแรก แล้วถ้ามีคนถามว่า “เคยมาไหมครับ ?” ถ้าเราตอบว่า “พึ่งเคยมาครั้งแรก” ก็กลัวถูกมองว่าเป็นมือใหม่ ไม่รู้เรื่องอะไร อาจจะโดนข่ม หรือโดนเอาเปรียบได้ เลยอาจจะตอบไปว่า “เคยมา แต่นานแล้วครับ”(บิดเบือน → สร้างภาพลักษณ์)⦅👎🖐️❓⦆

ภาพเบอร์เกอร์ในโฆษณา มักจะมีขนมปังพองและหนา ผักมีสีเขียวสด มะเขือเทศมีสีแดงสด ชีสมีสีเหลืองสวย วัตถุดิบแต่ละอย่างแยกเป็นชั้น ๆ ชัดเจน ส่วนของจริง อาจจะมีสีซีด แฟบ เหี่ยว เหลือแค่ชิ้นเล็กนิดเดียว . หรือภาพเฟรนช์ฟรายส์ในโฆษณา ที่ดูฟู หนา มีสีเหลืองทองสวย ส่วนของจริง มีสีเหลืองซีด เหี่ยว(บิดเบือน)⦅👎🖐️❓⦆

(2. บิดเบือนโดยการ “แสดง”)

สมมติว่า เราอยู่ที่ร้านขายของของเรา แล้วกำลังว่างอยู่ ยังไม่มีงานให้ทำตอนนี้ แล้วเรากลัวว่า ลูกค้าที่เดินผ่านไปผ่านมาหน้าร้าน จะมองว่าร้านเราขายไม่ดี เราเลยอาจจะแกล้งทำตัวยุ่ง ๆ เช่น ทำเป็นจัดของ นับของ แพ็คของ จัดร้าน คุยงานกัน ฯลฯ เพื่อให้คนอื่นที่เดินผ่านไปผ่านมา คิดว่าร้านเราขายดี(บิดเบือน → สร้างภาพลักษณ์)⦅🖐️❓⦆

หรือถ้าไหน ๆ ก็จะทำตัวยุ่ง ๆ แล้ว ก็อาจจะหางานที่มีประโยชน์จริง ๆ มาทำเลยก็ได้ เช่น ทดลองคิดค้นสินค้าสูตรใหม่ไปในตัว หรือพูดคุยกันเพื่อระดมไอเดียใหม่ ๆ ฯลฯ(ปรับมุมมอง → (สร้างภาพลักษณ์ + เพิ่มผลพลอยได้))⦅👍❓⦆

สมมติว่า กุญแจบ้านเราเสีย ไม่สามารถออกล็อกกุญแจได้ แต่เราจำเป็นต้องออกจากบ้านชั่วคราว อย่างน้อย เราแสร้งทำเป็นล็อกกุญแจก็ยังดี เช่น แกล้งทำเป็นหมุนกุญแจ แล้วเก็บใส่กระเป๋า เผื่อมีโจรเดินผ่านมา เขาก็อาจจะเชื่อว่า บ้านนี้ล็อกประตูแล้วจริง ๆ(บิดเบือน + ทำเผื่อ)⦅👍👍🖐️⦆

ในการเล่นเกมที่ต้องมีเรื่องของการโกหก เวลามีคนกำลังพูดโกหกอยู่ บางคนที่รู้ความจริงก็อาจจะหลุดขำออกมา หรือเผลอทำหน้ายิ้ม ส่งผลให้คนอื่นรู้ว่าคนคนนี้กำลังโกหก . ซึ่งเราอาจจะทำแบบเดียวกันนี้ซ้อนอีกชั้นหนึ่ง คือถ้าเราไม่อยากให้คนอื่นเชื่อว่า คนที่กำลังพูดอยู่พูดความจริง เราก็อาจจะทำเป็นแกล้งหัวเราะ หรือทำหน้ายิ้ม เพื่อให้คนอื่นไม่เชื่อคำพูดของเขา(บิดเบือน → ทำลายความเชื่อ)

ถ้าเราต้องการสร้างความสัมพันธ์กับใครสักคน เวลาเขาเล่าอะไรให้เราฟัง เราอาจจะทำสีหน้าและท่าทางตื่นเต้น ทำเป็นอยากรู้อยากเห็นเรื่องที่เขาเล่า แม้ว่าบางครั้งจะเป็นเรื่องที่น่าเบื่อสำหรับเราก็ตาม เพื่อให้เขาอยากเล่าให้เราฟัง อยู่กับเราแล้วมีความสุข(บิดเบือน → ทำให้รู้สึกดี → สร้างความสัมพันธ์)⦅👍👍🖐️❓⦆

สมมติว่า ลูกของเราที่ยังเป็นเด็กทารกอยู่ เห็นเรากินอะไรบางอย่าง แล้วเขาอยากกินด้วย แต่มันเป็นของกินสำหรับผู้ใหญ่ เด็กทารกไม่ควรกินแน่นอน เราอาจจะแกล้งทำเป็นไม่อร่อย ทำหน้าหยี แหวะ เวลากิน ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ มันจะอร่อยก็ตาม ทำให้เด็กพอเห็นหน้าเราแล้ว เขาก็อาจจะไม่อยากกินไปเองก็ได้(บิดเบือน)⦅❓⦆

ในทางกลับกัน ยิ่งเราทำหน้าอร่อย เขาก็จะยิ่งอยากกิน . เราอาจจะเอาวิธีนี้ มาใช้กับของกินที่ดีต่อเด็ก แม้ว่าของกินสำหรับเด็กมักมีรสชาติจืดชืด ไม่อร่อยสำหรับผู้ใหญ่ก็ตาม แต่เราก็อาจจะแกล้งทำเป็นอร่อย พอเด็กเห็น เขาก็อาจจะรู้สึกอยากกินตามก็ได้(บิดเบือน)⦅👍❓⦆

สมมติว่า ลูกของเราที่ยังเป็นเด็กทารกอยู่ อยากเล่นขวดอะไรสักอย่าง แล้วร้องงอแงให้เราเปิดให้ แต่เราไม่อยากให้เขาเล่น ขวดแบบนี้ไม่ได้มีไว้สำหรับเด็ก แต่ถ้าเราไม่ยอมเปิดให้ เขาก็จะร้องไห้โวยวาย เราเลยอาจจะทำเป็นเปิดไม่ออก ทำหน้าตาเกร็ง ๆ ทำท่าทางออกแรงเปิด พอพยายามแล้วเปิดไม่ออก ก็เอาอย่างอื่นให้เล่นแทน(บิดเบือน)⦅❓⦆

(3. บิดเบือนโดยการ "ประดิษฐ์” หรือ “ดัดแปลง")

ตัวอย่างที่พบเห็นได้ทั่วไป เช่น การปลอมลายเซ็นต์ หรือปลอมลายมือ หรือปลอมลายนิ้วมือ หรือแอบแก้ไขเอกสารบางจุด หรือตัดต่อภาพหรือวิดีโอ หรือใช้เอไอสร้างภาพหรือวิดีโอปลอม ๆ ขึ้นมา หรือใช้เอไอปลอมเป็นคนอื่น ฯลฯ(บิดเบือน)⦅👎👎👎 / 👎👎⦆

บางทีเราเห็นแซนวิชวางขาย แล้วเรามองไปที่ไส้ด้านข้างแล้วรู้สึกน่ากิน แต่พอซื้อมากินจริง ๆ กลับพบว่า ข้างในกลวง เพราะคนขายใส่ไส้แค่ตรงขอบ ให้ดูเหมือนมีไส้เยอะเวลามองจากด้านข้าง(บิดเบือน)⦅👎🖐️⦆

เวลาลูกค้าสั่งข้าวผัด ถ้าแม่ครัวอยากให้ลูกค้ารู้สึกว่า ข้าวผัดร้านตัวเองให้เครื่องเยอะ แต่ก็อยากประหยัดต้นทุนเช่นกัน . เวลาผัด เขาอาจจะยังไม่ได้ใส่เครื่องลงไปทั้งหมด ใส่แค่นิดหน่อยไปก่อน เน้นข้าวกับไข่เป็นหลัก แล้วพอผัดเสร็จก็ตัก 2 ใน 3 ใส่จานไปก่อน จากนั้นเอาเครื่องที่เหลือมาผัดรวมกับอีก 1 ใน 3 ที่เหลือ แล้วเอามาโปะด้านบน จะได้ดูเหมือนมีเครื่องเยอะ(บิดเบือน)⦅👎🖐️⦆

เวลาผู้เขียนอยู่ในสังคมที่เขากินเหล้ากัน ซึ่งผู้เขียนเป็นคนไม่กินเหล้า บางทีก็จะเอาน้ำอัดลมผสมกับน้ำเปล่า สีที่ออกมาจะเป็นสีน้ำตาลอ่อน ๆ คล้ายสีของเหล้า ก็อาจจะพอเนียนไปกับเขาได้(บิดเบือน)⦅👍❓⦆

ตอนไปทัศนศึกษา แล้วครูแจกกระดาษที่เป็นแบบทดสอบให้นักเรียนทำ เด็กบางคนอาจจะลอกคำตอบของเพื่อนบนรถบัส เพราะไม่อยากเอาลงไปทำ . แน่นอนว่า ถ้ากระดาษที่ถูกเอาลงไปทำในสถานที่จริง จะมีลอยยับ ลอยเลอะต่าง ๆ บางคนเลยใช้วิธีขยำกระดาษตัวเองให้ยับ ๆ แล้วก็ทำให้มันเลอะ ๆ สกปรก ๆ หน่อย เวลาครูตรวจจะได้รู้สึกว่า กระดาษแผ่นนี้ถูกเอาลงไปทำมาจริง ๆ(ลอกเลียน + (สร้างร่องรอย → บิดเบือน))⦅⦅👎 / 👎👎⦆🖐️⦆

(4. บิดเบือนโดยการ “จัดฉาก”)

ในการขายของออนไลน์ บางคนอาจจะเอากล่องเปล่ามาเป็นฉากหลัง เวลาถ่ายวิดีโอหรือไลฟ์ขายของ ให้คนคิดว่ามีออเดอร์เยอะ(บิดเบือน)⦅👎🖐️⦆

ในละครน้ำเน่า บางทีก็จะมีฉากที่นางร้ายจัดฉากให้คนเข้าใจผิดว่า ตัวเองมีอะไรกับพระเอก หรือหนังบางเรื่อง บางตัวละครก็จะจัดฉากสร้างสถานการณ์ที่เลวร้าย เพื่อให้ตัวเองหรือพวกของตัวเองเป็นพระเอกมาแก้สถานการณ์(บิดเบือน)⦅👎👎👎 / 👎👎⦆

ผู้พัฒนาคอนโด อาจจะทำห้องตัวอย่างให้ใหญ่กว่าห้องจริงเล็กน้อย เพื่อที่เวลามีลูกค้าดูห้อง จะได้รู้สึกว่าห้องใหญ่กว่าความเป็นจริง(บิดเบือน)⦅⦅👎👎 / 👎⦆🖐️⦆

นักธุรกิจบางคน เวลามีคนมาตรวจสอบที่โรงงานหรือคลังสินค้า ก็อาจจะเอาของที่ไม่ดีหรือมีตำหนิไปซ่อนไว้ลึก ๆ เหลือแต่ของดี ๆ ที่ถูกต้องตามมาตรฐานไว้ให้เห็น(ซ่อนเร้น → บิดเบือน)⦅👎👎👎⦆

ถ้ากลัวขโมยขึ้นบ้าน เวลาไม่อยู่ นอกจากการล็อกประตูและหน้าต่างแล้ว บางคนก็อาจจะเปิดไฟ หรือทีวี หรือวิดีโอที่มีเสียงทิ้งไว้ ให้เหมือนมีคนอยู่ แม้ว่าไม่อยู่ก็ตาม หรือเอารองเท้าหลาย ๆ คู่มาวางไว้ ให้คนภายนอกคิดว่า มีคนอยู่มากกว่าความเป็นจริง(สร้างร่องรอย → บิดเบือน)⦅👍❓⦆

ถ้าอยากให้ฝ่ายศัตรูคิดว่า กองทัพฝ่ายเรามีทหารอยู่จำนวนมากกว่าความเป็นจริง แม่ทัพบางคนก็อาจจะเอาทหารมาเดินกลับไปกลับมาให้ฝุ่นตลบ(บิดเบือน)หรือสร้างรอยเท้าตามทางเดินให้มากกว่าปกติ(สร้างร่องรอย → บิดเบือน)⦅👎👎👎⦆

(1. บิดเบือนโดยการ “ทำให้เข้าใจจากแบบหนึ่งเป็นอีกแบบ”)

การบิดเบือนโดยการ “ทำให้เข้าใจจากแบบหนึ่งเป็นอีกแบบ” เป็นการทำให้ผู้อื่นเข้าใจบางอย่างในทิศทางหรือรูปแบบที่ต่างกับความเป็นจริง

การบิดเบือนที่ตรงไปตรงมาที่สุด คือการบิดเบือนโดยวิธี “สื่อสาร” และรูปแบบ “การทำให้เข้าใจจากแบบหนึ่งเป็นอีกแบบ” เช่น เห็นคนทำผิดแบบจะจะกลับบอกว่าถูก แต่พอเห็นคนทำถูกกลับบอกว่าผิด หรือแอบทำบางอย่างกลับบอกว่าไม่ได้ทำ แต่พอไม่ได้ทำกลับบอกว่าทำ หรือซื้อของมาแพงกลับบอกว่าถูก หรือซื้อของมาถูกกลับบอกว่าแพง หรือบอกราคาผิด ๆ ไปเลย ฯลฯ(บิดเบือน)⦅⦅👎👎👎 / 👎👎 / 👎⦆🖐️⦆

ในพิชัยสงครามซุนวูกล่าวว่า เวลาจะตีใกล้ ก็แสร้งทำเป็นว่าจะตีไกล ส่วนเวลาจะตีไกล ก็แสร้งทำเป็นว่าจะตีใกล้ หรือถ้ากำลังมาก ก็แสร้งทำเป็นมีกำลังน้อย แต่ถ้ามีกำลังน้อย ก็แสร้งทำเป็นมีกำลังมาก เพื่อให้ข้าศึกอ่านทางผิดพลาด(บิดเบือน)⦅👎👎👎⦆

สมมติว่า เราเป็นคนไม่ฆ่าสัตว์ แล้วมีคนมาขอให้ช่วยตบยุง แล้วเราก็ไม่อยากถกเถียงเรื่องความเชื่อ เราอาจจะทำเป็นมองไม่เห็นยุง หรือทำเป็นตบไม่โดน เพื่อไล่ให้มันไปแทน(บิดเบือน)⦅👍👍👍⦆

ถ้าเราเป็นคนออกแบบสินค้าชนิดหนึ่ง แล้วคนรู้จักเราใช้หรือพูดถึงสินค้าตัวนั้น เราก็อาจจะถามเขาว่า “มันคือสินค้าเกี่ยวกับอะไรหรอครับ ?” หรือ “ใช้แล้ว คิดว่าเป็นไงบ้างครับ ?” เขาจะได้แสดงความเห็นออกมาอย่างเต็มที่ ไม่ต้องเกรงใจเรา . หรือถ้าเป็นผู้เขียนเอง เวลามีคนรู้จักพอถึงหนังสือเล่นนี้ แทนที่จะบอกว่าตัวเองเป็นคนเขียน ผู้เขียนก็อาจจะถามว่า “มันคือหนังสือเกี่ยวกับอะไรหรอครับ ?” หรือ “อ่านแล้ว คิดว่าเป็นยังไงบ้างครับ ?”(บิดเบือน → ล่วงรู้)⦅❓⦆

(2. บิดเบือนโดยการ “สร้างขึ้นมาใหม่”)

การบิดเบือนโดยการ “สร้างขึ้นมาใหม่” เป็นการสร้างบางอย่างขึ้นมาใหม่จากที่ไม่มีมาก่อน เพื่อให้ผู้อื่นรับรู้และเข้าใจในสิ่งที่เราสร้างขึ้นมา

บางคนก็สร้างตัวตนปลอม ๆ ของตัวเองขึ้นมา เช่น กุเรื่องหน้าที่การงาน หรือแต่งประวัติการศึกษา หรือถ่ายภาพกับสิ่งที่ไม่ใช่ของของตัวเอง หรือถ่ายภาพกับคนมีชื่อเสียงแล้วอ้างว่ารู้จักส่วนตัว หรือสร้างแชทปลอมๆกับคนอื่นขึ้นมา ฯลฯ อาจจะเอาไว้สร้างภาพลักษณ์ในการจีบคนอื่น(บิดเบือน → สร้างภาพลักษณ์)⦅👎👎⦆หรือเพื่อหลอกโกงเงินของคนอื่น(บิดเบือน → ช่วงชิง)⦅👎👎👎⦆

ผู้บริหารของบางบริษัท ใช้วิธีแต่งเรื่องให้บริษัทตัวเองดูน่าสนใจ เช่น มีลูกค้าเท่านู้นเท่านี้ มีคอนเนกชันมากมาย จะขยายสาขาไปทั่วประเทศ จะขยายไปต่างประเทศ หรือจะไปลงทุนที่นู่นที่นี่ ฯลฯ จะได้ให้คนมาลงทุนเยอะ ๆ(บิดเบือน → ช่วงชิง)⦅⦅👎👎👎 / 👎⦆🖐️⦆

ในทางการแพทย์ก็จะมีการใช้ยาหลอก ซึ่งผู้ป่วยบางคนทานแล้วรู้สึกดี คิดว่ายาได้ผล รู้สึกว่าตัวเองสุขภาพดีขึ้น เจ็บป่วยน้อยลง สดชื่น มีพลัง กระปรี้กระเปร่า แต่จริง ๆ เป็นเพียงแป้งที่มีรูปลักษณ์เหมือนยา(บิดเบือน → ปรับมุมมอง)⦅👍❓⦆

ซึ่งหลาย ๆ ครั้ง ยาหลอกก็ดันได้ผลจริงซะด้วย เพราะสภาพจิตใจและความเชื่อของผู้ป่วย ก็ส่งผลต่อมุมมองที่มีต่อสภาพร่างกายของตัวเองเช่นกัน เช่น ถ้าเรามีมุมมองว่าเราเหนื่อย เราก็อาจจะรู้สึกว่าร่างกายของเราหมดพลัง ต้องการพักผ่อน ทั้ง ๆ ที่ข้างในร่างกายอาจจะปกติดีทุกอย่างเลยก็มี

นี่จึงเป็นเหตุที่ทำให้อาหารเสริมหรือศาสตร์การแพทย์แปลก ๆ ที่ไม่ได้มีสรรพคุณอย่างที่อวดอ้างจริง กลับทำให้บางคนที่กินหรือทำตามรู้สึกดีขึ้นได้ คิดว่าตัวเองมีสุขภาพดีขึ้น ซึ่งก็เป็นเหตุผลเดียวกับยาหลอกนั่นเอง(บิดเบือน)⦅⦅👎👎👎 / 👎⦆🖐️⦆

เกมออนไลน์ที่มีผู้เล่นน้อย พัฒนาบางราย อาจจะแอบใส่บอทที่เหมือนผู้เล่นจริงเข้าไปผสมในนั้นด้วย ทำให้รู้สึกเหมือนว่า เกมมีความคึกคัก มีคนเล่นเยอะกว่าความเป็นจริง(บิดเบือน)

แพลตฟอร์มที่พึ่งเปิดตัว ยังไม่มีผู้ใช้ เลยยังไม่ค่อยมีเนื้อหาอะไรข้างใน เมื่อผู้ใช้โหลดมาเล่นแล้ว ไม่มีอะไรให้เขาเล่น เขาก็อาจจะลบไปเลยก็ได้ ผู้พัฒนาเลยอาจจะใส่เนื้อหาบางอย่างลงไปเอง แต่ทำเหมือนเป็นผู้ใช้คนอื่นสร้างขึ้นมา(บิดเบือน)

ในปัจจุบันก็มีเอไอช่วยทำสิ่งเหล่านี้ได้ง่ายขึ้น บางคนก็ใช้เอไอสร้างภาพหรือวิดีโอปลอม ๆ ขึ้นมา หรือใช้เอไอปลอมเป็นคนอื่น หรือบางครั้ง ถึงขนาดปลอมทั้งการประชุมเลยก็มี เป็นการประชุมออนไลน์ที่มีผู้เข้าร่วมประชุมเป็นเอไอ หน้าตาและเสียงพูดก็เป็นเอไอ บทสนาและการโต้ตอบต่าง ๆ ก็ใช้เอไอแต่ง ไม่มีคนจริงเลย(บิดเบือน)⦅👎👎👎⦆

(3. บิดเบือนโดยการ “เปลี่ยนแปลงบางส่วน”)

การบิดเบือนโดยการ “เปลี่ยนแปลงบางส่วน” เป็นการนำสิ่งที่มีอยู่แล้วมาผสมหรือปรับแต่งบางส่วน เพื่อให้ผู้อื่นเข้าใจสิ่งนั้นในแบบที่เราต้องการ

ตัวอย่างทั่วไป เช่น การการตัดต่อภาพหรือวิดีโอให้คนเข้าใจผิด หรือการแอบดัดแปลงเอกสาร ฯลฯ(บิดเบือน)⦅👎👎👎⦆

ร้านอาหารบางแห่ง ก็จะตัดต่อรูปอาหารที่ถ่ายออกมาให้ดูน่ากินกว่าความเป็นจริง แล้วเอามาใช้เป็นภาพโฆษณา หรือภาพอาหารหน้าร้านอาหาร หรือภาพเมนู(บิดเบือน)⦅⦅👎👎 / 👎⦆🖐️❓⦆

บางคน พอทำอะไรบางอย่างเป็นนิด ๆ หน่อย ๆ ก็อาจจะบอกว่าตัวเองเป็น “ผู้เชี่ยวชาญ”(บิดเบือน → สร้างภาพลักษณ์)⦅👎🖐️❓⦆

กิจการบางแห่ง อาจจะมีกิจการสาขาย่อย หรือมีความเกี่ยวข้องเล็ก ๆ น้อย ๆ กับต่างประเทศ แต่นักธุรกิจอาจจะบอกว่า “ธุรกิจนี้เป็นธุรกิจนานาชาติ” หรือ “ธุรกิจนี้อยู่ในระดับโลก” (บิดเบือน → สร้างภาพลักษณ์)(บิดเบือน → สร้างภาพลักษณ์)⦅👎🖐️❓⦆

ในทางการฑูต เวลาอีกฝ่ายมาขอเจรจาด้วย ก็อาจจะบอกว่า “อีกฝ่ายมาง้อ” หรือ “อีกฝ่ายต้องยอมเรา” ทั้ง ๆ ที่เขาแค่มาขอคุยด้วยเฉย ๆ ไม่ได้มีท่าทีการวางตัวที่อ้อนวอน ขอร้อง หรือโอนอ่อนอะไรเลย(บิดเบือน → สร้างภาพลักษณ์)⦅👎🖐️❓⦆

เวลามีคน 2 คนมาเจอกันในงานงานหนึ่ง แล้วมีภาพถ่ายหรือวิดีโอในขณะที่เขากำลังคุยกัน หรือยิ้มให้กันพอดี หรือนั่งใกล้กันพอดี บางคนก็อาจจะเอามาแต่งเติมว่า เขาสนิทกัน หรือเขารู้จักกันมาก่อน . ในทางกลับกัน ภาพถ่ายหรือวิดีโอ ในจังหวะที่เขานั่งห่างกันพอดี หรือเดินผ่านกันเฉย ๆ บางคนก็อาจจะเอามาแต่งเติมว่า เขาไม่ถูกกัน หรือทะเลาะกัน ฯลฯ(บิดเบือน)⦅👎👎🖐️⦆

เจ้าของแพลตฟอร์ม อาจจะโฆษณาในเว็บไซต์ของตัวเองว่า “ทำไมคน 4 ล้านคน ถึงเลือกใช้บริการของเรา” . ซึ่งแม้จะมี 4 ล้านคนก็จริง แต่จริง ๆ คือ ส่วนใหญ่เป็นเพียงคนที่กดเข้ามาดูเฉย ๆ หรือสมัครสมาชิกทิ้งไว้ เพื่อติดตามข้อมูล หรือได้ของวัลแลกกับการสมัครสมาชิก หรือหวังชิงรางวัล ฯลฯ . ส่วนคนที่ใช้บริการจริง ๆ อาจจะมีแค่ไม่ถึง 1 ล้านคนก็ได้(บิดเบือน)⦅👎👎⦆

สมมติว่า มีคนประเทศ A บางคน ซึ่งเป็นคนที่ต่อต้านยาหัวหนึ่ง ออกมาให้ความเห็นว่ายาตัวนั้นไม่ดี แต่สื่อบางเจ้าอาจจะพาดหัวข่าวว่า “ทางประเทศ A ออกมายอมรับแล้วว่า ยาตัวนั้นมีปัญหา”(บิดเบือน)⦅👎👎👎⦆ซึ่งถ้าไม่เข้าไปอ่านรายละเอียด ก็อาจจะเข้าใจผิด ไม่รู้ว่าเป็นแค่ความเห็นของคนไม่กี่คน

บางคนชอบการขยายประเด็นให้รุนแรงกว่าความเป็นจริง เพื่อใส่ร้ายอีกฝ่าย เช่น ถ้าอีกฝ่ายบอกว่า “ไม่เห็นด้วยกับกฎข้อนี้” ก็อาจจะบอกว่า “เป็นพวกไม่ทำตามกฎ” หรือ “เป็นพวกไม่เคารพกติกา” หรือถ้าอีกฝ่ายบอกว่าไม่เห็นด้วยกับสิ่งใดแค่ในบางบริบท ก็อาจจะบอกเลยว่า “เป็นพวกต่อต้านสิ่งนั้น” ฯลฯ(บิดเบือน → โจมตี)⦅👎👎👎⦆

สมมติว่า มีพ่อแม่คู่หนึ่ง ต้องการตั้งชื่อลูกของตัวเองที่กำลังอยู่ในท้อง แต่กลับชอบคนละชื่อกัน เลยตัดสินใจว่าจะไปไล่ถามคนอื่นว่าชื่อไหนดี แล้วเอาความเห็นที่ได้มาตัดสินอีกที ซึ่งพ่ออาจจะถามกับญาติว่า “ระหว่างชื่อ A กับชื่อ B คิดว่าชื่อไหนเท่ห์กว่ากัน ?” แล้วญาติก็ตอบกับมาว่า “ชื่อ B เท่ห์กว่า” แล้วพ่อก็มาบอกว่ากับแม่ว่า “ญาติคนนี้ชอบชื่อ B มากกว่า” ทำให้ได้เสียงเพิ่มมาอีกหนึ่งความเห็นสนับสนุน . แต่จริง ๆ คือ ถ้าถามเรื่องความเท่ห์ ชื่อ B มักจะเท่ห์กว่า แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ญาติคนนั้นเขาจะชอบชื่อ B มากกว่า แค่ตอบไปตามคำถามเท่านั้น(บิดเบือน → เพิ่มจำนวน)⦅👎🖐️❓⦆.ซึ่งกรณีนี้ ถือเป็นการบิดเบือนที่ค่อนข้างมีชั้นเชิง เพราะบิดเบือนตั้งแต่ตัวคำถามเลย ไม่ใช่แค่เอาคำตอบของญาติมาบิดเบือนเฉย ๆ

(4. บิดเบือนโดยการ “เอาสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องมาเชื่อมโยง”)

การบิดเบือนโดยการ “เอาสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องมาเชื่อมโยง” เป็นการเอาสิ่งที่ไม่สมควรเกี่ยวข้องกับสิ่งหนึ่ง มาพยายามเชื่อมโยงกับสิ่งนั้น เพื่อให้ผู้อื่นเกิดความเข้าใจสิ่งนั้นในแบบที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ถูกนำมาเชื่อมโยง

บางคน เวลาซื้อของออนไลน์จากร้านหนึ่ง แล้วเอามาวางขายในร้านค้าออนไลน์ของตัวเอง ถ้าลูกค้าถามว่า “ทำไมแพงกว่าร้านนั้น ?” ก็อาจจะตอบว่า “ของเราเป็นของแท้”(บิดเบือน)⦅👎🖐️❓⦆

บริษัทเครื่องดื่มแห่งหนึ่ง เอาน้ำอัดลมไปวางขายที่ร้านขายยา เพื่อให้คนโยงไปถึงการเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ทั้ง ๆ ที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ(ใช้พันธะ → บิดเบือน)⦅👎👎⦆

บางคนเปิดปิดประตูห้องให้เกิดเสียงเฉย ๆ แต่ไม่ได้ออกไปไหน ยังอยู่ในห้องหรืออยู่นอกห้องเหมือนเดิม เพื่อให้คนอื่นคิดว่า ตัวเองเดินออกมาหรือเข้าไปในห้องแล้ว(สร้างร่องรอย → บิดเบือน)⦅👎👎👎 / 👎👎 / 👎⦆

สมมติว่า มีเด็กวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งอยู่ด้วยกันในลิฟต์เงียบ ๆ แล้วอยู่ๆมีคนตดขึ้นมา นาย A: “มีคนตด” นาย B: “ใครมันตดกันนะ ?” ซึ่งจริง ๆ แล้ว นาย A หรือนาย B นั่นแหละที่เป็นคนตด(บิดเบือน)⦅🖐️❓⦆

เวลาไปสถานที่แห่งหนึ่งครั้งแรก แล้วมีคนถามว่า “เคยมาไหมครับ ?” ถ้าตอบว่า “พึ่งเคยมาครั้งแรก” ก็อาจจะกลัวถูกมองเป็นมือใหม่ อาจจะโดนข่มหรือเอาเปรียบได้ แต่ถ้าตอบไปว่า “เคยมา แต่นานแล้วครับ” ก็กลายเป็นการโกหก แต่เราไม่อยากโกหก ก็อาจจะตอบไปว่า “ถ้าเป็นที่นี่ ผมพึ่งเคยมาครั้งแรกครับ”(บิดเบือน → สร้างภาพลักษณ์)⦅👎🖐️❓⦆

สื่อบางเจ้าชอบใช้วิธีนำเสนอเนื้อหาบางอย่าง โดยพยายามพาดพิงไปถึงบุคคลอื่นหรือสิ่งอื่นที่แทบไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเนื้อหาเลย เช่น มีดาราทะเลาะกัน สื่อก็อาจจะเอาภาพดาราที่ดังมาก ๆ อีกคนมาเป็นภาพประกอบในพาดหัวข่าว ซึ่งเขาไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้เลย แค่เป็นเพื่อนกับหนึ่งในดาราที่ทะเลาะกันเฉย ๆ ฯลฯ เพื่อให้คนเข้าใจผิด(บิดเบือน)หรือเกิดความสงสัย แล้วกดเข้ามาดู(บิดเบือน → ทำให้น่าสนใจ → หลอกล่อ)⦅👎👎👎⦆

เวลามีคนออกมาแสดงความเห็นในอินเทอร์เน็ต บางครั้งเขาอาจจะพูดในบริบทกลาง ๆ ไม่ได้ตั้งใจเจาะจงว่าเป็นใคร แต่บางคนกลับพยายามโยงให้คนอื่นเข้าใจว่า เขาตั้งใจสื่อถึงใครบางคน

เช่น มีพระรูปหนึ่งได้ว่ากล่าวตักเตือนนักการเมืองที่ทุจริต ซึ่งท่านเทศน์กลาง ๆ ว่า “การทุจริตเป็นสิ่งชั่วร้าย เงินที่ได้มาก็เป็นเงินบาป อย่าไปทำนะ” บางคนก็อาจจะเอาคลิปที่ท่านเทศน์ไปตัดต่อ พยายามโยงว่าพระท่านกำลังพูดถึงนักการเมืองคนไหน อาจจะเพื่อยืมมือท่านมาโจมตีนักการเมืองคนนั้น(บิดเบือน → ช่วงใช้ → โจมตี)⦅👎👎👎⦆หรือเพื่อโยงท่านให้มาเกี่ยวกับการเมือง(บิดเบือน → สร้างพันธะ)⦅👎👎👎⦆

หรือมีหมอคนหนึ่งบอกว่า “สมัยนี้มีคนออกมาพูดเรื่องเกี่ยวกับสุขภาพมากมาย ซึ่งก็มีความรู้ผิด ๆ จำนวนมาก” คนก็อาจจะเอาไปโยงกับใครบางคนที่เขาชอบให้ความรู้ผิด ๆ ทั้ง ๆ ที่เขาอาจจะแค่พูดกลาง ๆ ไม่ได้พาดพิงใครก็ได้ อาจจะเพื่อให้คนเข้าใจว่าหมอคนนี้โจมตีคนคนนั้น(บิดเบือน → ช่วงใช้ → โจมตี)⦅👎👎👎⦆หรือเพื่อยุให้พวกเขาทะเลาะกัน(บิดเบือน → ทำลายความสัมพันธ์)⦅👎👎👎⦆

บางครั้ง แม้แต่เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างภาพประกอบ หรือดนตรีประกอบ ก็มีผลต่อความเข้าใจ และสามารถที่จะบิดเบือนความจริงได้

คนบางคนอาจจะแค่เห็นต่างกันนิดหน่อย ไม่ได้ทะเลาะผิดใจกันเลย แต่คนที่นำมาเล่าต่อ ใส่ดนตรีประกอบอย่างกับจะมาเชียร์มวย หรืออยู่ในหนังสงคราม หรือใช้คำพูดซะอย่างกะเขาด่ากันเอาเป็นเอาตาย แค่นี้ความเข้าใจของคนอื่นก็เปลี่ยนไปได้แล้ว(บิดเบือน)⦅👎👎👎⦆. แล้วถ้าวันหนึ่ง พวกเขาเกิดแสดงความเห็นไม่ตรงกันในเรื่องเรื่องหนึ่ง คนก็อาจจะคาดเดาไปต่าง ๆ นานา ลุกลามใหญ่โตเกินความเป็นจริง ทั้ง ๆ ที่พวกเขาอาจจะแทบไม่มีปัญหาอะไรกันเลยก็ได้

ในการทำงานที่ต้องมีคนเกี่ยวข้องกันหลายฝ่าย คนบางคน แม้ไม่ได้อยู่ทีมเดียวกัน หรือไม่เคยรู้จักกันมาก่อนเลยก็ตาม ก็เป็นเรื่องปกติที่จะมีการพูดคุยประสานงานกันไว้ก่อน อาจจะแค่คุยกันหลวม ๆ จะได้เข้าใจตรงกัน . แต่พอมีคนเอาเรื่องราวของพวกเขามาเล่าต่อ ก็อาจจะใส่ภาพประกอบคลิปวิดีโอ เป็นห้องประชุมที่มีคนมานั่งคุยกันเป็นเรื่องเป็นราว . แค่นี้มุมมองของคนที่ได้ดูคลิปก็อาจจะเบี่ยงออกจริงความจริงประมาณหนึ่งไปแล้ว(บิดเบือน)⦅👎👎🖐️⦆.แล้วถ้าสมมติว่า วันหนึ่ง มีหนึ่งในคนกลุ่มนี้เกิดสร้างปัญหาขึ้นมา ทำให้โดนสังคมวิพากษ์วิจารณ์ในทางไม่ดี คนอื่นก็อาจจะถูกมองว่าเป็นพวกเดียวกัน ถูกพาลไม่ชอบไปด้วยก็ได้ . จะเห็นได้ว่า แม้แต่ภาพประกอบเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็สามารถทำให้เกิดความเข้าใจผิดกันใหญ่โตได้

(5. บิดเบือนโดยการ “ไม่เอาสิ่งที่เกี่ยวข้องมาเชื่อมโยง”)

การบิดเบือนโดยการ “ไม่เอาสิ่งที่เกี่ยวข้องมาเชื่อมโยง” เป็นการพยายามไม่นำสิ่งที่อีกฝ่ายสมควรรู้และมองว่าเกี่ยวข้องกับสิ่งหนึ่ง มาเชื่อมโยงกับสิ่งนั้น เพื่อให้ผู้อื่นมองไม่เห็นในแบบที่มีความเชื่อมโยงกัน.บางครั้งก็เรียกว่าการ “บอกไม่ครบ” หรือ “บอกไม่หมด” หรือ “ไม่บอกบริบท” หรือ “ไม่บอกรายละเอียด”

สมมติว่า เราอยู่ในครอบครัวที่ยากจน แล้วพอเรากลับถึงบ้านตอนเย็น แม่ก็ถามว่า “กินอะไรมารึยัง ?” เราอาจจะตอบว่า “กินมาแล้ว” แต่จริง ๆ คือ หมายถึงกินมาตั้งแต่ตอนเที่ยงแล้ว แต่บอกไม่ครบ เพื่อให้แม่ได้กินอย่างเต็มที่ ไม่ต้องมาแบ่งให้เรา(ใช้ความคลุมเครือ → บิดเบือน)⦅👍👍👍⦆

สมมติว่า เรากำลังจะไปเก็บผ้า แล้วแฟนของเราอยากจะไปช่วย แต่เราเห็นว่า ช่วงนี้เขางานยุ่ง ส่วนเราว่าง เลยบอกแฟนว่า “เดี๋ยวขึ้นไปเก็บผ้าห่ม ไม่เป็นไร” ซึ่งอาจจะทำให้เขาคิดว่า วันนี้เราตากแค่ผ้าห่มอย่างเดียว เก็บแค่ผ้าห่มคนเดียวก็พอแล้ว แต่จริง ๆ คือ เราซักและตากผ้าทั้งหมดตามปกติ แค่อยากให้เขาได้ทำงาน ไม่ต้องมาช่วยเราก็ได้(บิดเบือน)⦅👍👍👍⦆

บางคน เมื่อแอบแฟนซื้อของราคาแพงหลายอย่าง เช่น เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า เครื่องประดับ ฯลฯ แล้วพอแฟนของเขาเกิดความสงสัย แล้วถามว่า “มีอะไรปิดบังรึเปล่า ?” หรือ “ได้แอบซื้ออะไรรึเปล่า ?” เขาก็อาจจะยอมรับว่า “ขอโทษที่แอบซื้อกระเป๋ามาแพง กลัวเธอว่า เลยไม่กล้าบอก” แม้ว่าจริง ๆ จะแอบซื้อมาแพงหลายอย่างก็ตาม . แต่การโยนไปให้กระเป๋าเพียงอย่างเดียว ซึ่งเป็นตัวหลอก ก็อาจทำให้แฟนเขาหยุดสงสัยและไม่ถามต่อ เพราะคิดว่ารู้ความจริงทั้งหมดแล้ว(บิดเบือน → หลอกล่อ → ซ่อนเร้น)⦅⦅👎👎 / 👎⦆❓⦆

ผู้รับเหมาก่อสร้างบางราย หลังจากตกลงราคากับผู้ว่าจ้างแล้ว พอลงมือทำเข้าจริง ก็อาจจะติดปัญหานู่นนี่ ทำให้มีค่าใช้จ่ายที่คนจ้างไม่รู้มาก่อนเพิ่มมาอีกมากมาย . ซึ่งถ้าเขารู้แบบนี้ตั้งแต่แรก ก็อาจจะจ้างเจ้าอื่นไปแล้วก็ได้(บิดเบือน → ช่วงชิง)⦅👎👎👎🖐️⦆

คนที่ต้องการจะใส่ร้ายคนอื่นว่าแอบมีชู้ หรือเป็นพวกเดียวกับคนที่กำลังถูกสังคมเกลียดชัง ก็อาจจะใช้วิธีเผยแพร่สื่อที่ทำให้คนเข้าใจผิด เช่น วิดีโอผู้ชายกำลังเทน้ำให้ผู้หญิงคนหนึ่ง แต่จริง ๆ คือ เขาก็เทให้ทุกคน แค่ตัดมาเฉพาะจังหวะที่เขากำลังเทน้ำให้ผู้หญิงคนนั้นพอดี หรือรูปที่เขากำลังยิ้มให้กับคนคนหนึ่ง ซึ่งจริง ๆ แล้ว การที่คนอื่นยิ้มมาแล้วเรายิ้มตอบ ก็ถือเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว หรือเอาภาพมาตัดขอบให้คนอื่นหายไป จะได้เหมือนพวกเขาไปด้วยกันสองต่อสอง ฯลฯ(บิดเบือน → โจมตี)⦅👎👎👎⦆

สมมติว่า มีคนมีชื่อเสียง 2 คน มานั่งถกเถียงกันในรายการแห่งหนึ่ง . ซึ่งปกติของการถกเถียง ก็จะมีคนพูดคนหนึ่ง คนฟังคนหนึ่ง สลับกันไปมา . คนที่เชียร์ฝั่งหนึ่งและเกลียดอีกฝั่ง ก็อาจจะตัดต่อวิดีโอ โดยเลือกตัดเฉพาะตอนที่ฝั่งที่ตัวเองเชียร์กำลังพูดจาอย่างมีหลักการ และตัดตอนที่อีกฝั่งกำลังนั่งฟังเงียบ ๆ อยู่ หรือกำลังทำท่าทางครุ่นคิดอยู่ หรือกำลังรีบพูดเลยทำให้ดูเหมือนร้อนรน แล้วก็ใส่คำพูดประมาณว่า “เถียงสู้ไม่ได้” หรือ “อึ้ง” หรือ “แพ้” หรือ “โดนสอน” หรือ “โดนต้อน” หรือ “เลิ่กลั่ก” ฯลฯ(บิดเบือน → (โจมตี + ทำลายภาพลักษณ์))⦅👎👎👎⦆. ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเนื้อหาสาระที่เขาคุยกันเลยด้วยซ้ำ

ไม่ว่าจะเป็นเมืองที่สวยงาม น่าเที่ยว น่าอยู่แค่ไหน ก็ต้องมีมุมที่เป็นจุดด้อย ไม่สวยงาม ไม่น่าดู เป็นธรรมดา เช่น จุดทิ้งขยะ หรือจุดทิ้งของเสีย หรือจุดระบายน้ำ หรือแหล่งชุมชนแออัด ฯลฯ . ในทางกลับกัน เมืองที่เต็มไปด้วยสิ่งที่ไม่น่าดู ล้าหลัง ก็อาจจะมีมุมดี ๆ สวยงามอยู่ด้วยก็ได้ . เวลารัฐบาล หรือกองเชียร์ หรือคนที่ไม่ชอบ หรือกลุ่มคนที่มีอคติ ต้องการเชียร์หรือใส่ร้ายประเทศหนึ่ง ก็อาจจะเลือกที่จะเผยแพร่ภาพถ่ายหรือเลือกพูดถึง เฉพาะในด้านที่ดีหรือไม่ดีของประเทศนั้น(บิดเบือน → (สร้างภาพลักษณ์ / ทำลายภาพลักษณ์))⦅⦅👎👎👎 / 👎⦆🖐️❓⦆

ถ้าเรากำลังเล่นเกมอยู่ แล้วน้องของเราที่ยังเป็นเด็กอยู่ อยากจะเล่นด้วย ซึ่งน้องก็ไม่รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับเกมเลย แค่อยากมีส่วนร่วมเฉยๆ . เราก็อาจจะเอาอุปกรณ์เปล่า ๆ ที่ไม่ได้เชื่อมต่อกับตัวเกม มาให้น้องเรากดเล่น ให้เขาได้มีส่วนร่วม แค่นี้เขาก็พอใจแล้ว(บิดเบือน)⦅👍❓⦆

“หลังจากที่ผมทานสิ่งนี้ต่อเนื่อง 1 เดือน น้ำหนักของผมก็ลดลง” ซึ่งจริง ๆ แล้ว เขาอาจจะลดน้ำหนักโดยการทำอย่างอื่นควบคู่กันด้วยก็ได้ และก็ไม่แน่ว่า การที่เขามีน้ำหนักลดลง สาเหตุอื่นอาจจะมีผลมากกว่าก็ได้(บิดเบือน)⦅👎🖐️⦆

(การบิดเบือนทาง “ภาษา”)

การบิดเบือนใด ๆ ที่เกี่ยวกับการใช้ลูกเล่นทางภาษา การเล่นคำ การเล่นกับคำนิยามของคำศัพท์ เราจะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า การบิดเบือนทาง “ภาษา”

สมมติว่า มีแฮมเบิร์กโฆษณาว่า มีส่วนผสมเป็นเนื้อบดถึง 90% น้ำตาล 2% เกลือ 2% ที่เหลือเป็นเครื่องปรุง . แต่จริง ๆ แล้ว ในเนื้อบด 90% นั้น อาจจะหมักมาแล้วอีกที โดยมีน้ำตาล เกลือ และเครื่องปรุงอื่น ๆ ผสมในนั้นมาแล้วก็ได้ (เป็นการเล่นกับคำว่า “เนื้อบด”)(ใช้ความคลุมเครือ → บิดเบือน)⦅👎👎🖐️⦆

(การบิดเบือนทาง “คณิตศาสตร์”)

“หุ้น A เป็นหุ้นที่น่าสนใจมาก เพราะเติบโตเร็ว แค่ปีเดียวก็มียอดขายเพิ่มขึ้น 2 เท่า” แต่จริง ๆ คือ ปีก่อนหน้ายอดขายอาจจะตกลงไปประมาณสองเท่า ก็เลยแค่ขึ้นมาเท่าเดิม(บิดเบือน)⦅👎👎🖐️⦆

“ประเทศ A มีจำนวนคนที่ป่วยเป็นโรคชนิดหนึ่ง เป็นอันดับต้น ๆ ของโลก” แต่จริง ๆ แล้ว จำนวนประชากรของประเทศ A อาจจะมากเป็นอันดับต้น ๆ ของโลกก็ได้ เลยดูเหมือนป่วยเยอะ ซึ่งถ้านับเป็นเปอร์เซ็นต์อาจจะไม่เยอะเท่าไหร่ก็ได้(บิดเบือน)⦅👎👎👎🖐️⦆

“กว่า 100 คน ใช้แล้วเห็นผล” แต่ไม่ได้บอกว่า คนที่ใช้แล้วไม่เห็นผลมีกี่คน ? อาจจะมีเป็น 100 คนเหมือนกันก็ได้ และไม่ได้บอกด้วยว่าเห็นผลแค่ไหน ? อาจจะเห็นผลนิด ๆ หน่อย ๆ ก็ได้(บิดเบือน)⦅👎👎🖐️⦆

บางคนรีวิวอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ชนิดหนึ่งลงออนไลน์ อาจจะเปรียบเทียบอุปกรณ์ 2 ค่าย โดยเปรียบเทียบไปทีละฟีเชอร์ . “ฟีเชอร์ 1 ค่าย A ชนะ” “ฟีเชอร์ 2 ค่าย A ชนะ” “ฟีเชอร์ 3 ค่าย B ชนะ” “ฟีเชอร์ 4 ค่าย B ชนะ” “ฟีเชอร์ 5 ค่าย A ชนะ” “ฟีเชอร์ 6 ค่าย A ชนะ” “สรุปคือ ให้ค่าย A ชนะไปที่คะแนน 4 ต่อ 2” . ซึ่งจริง ๆ แล้ว ฟีเชอร์ 1, 2, 5, 6 อาจจะสำคัญน้อยมาก ส่วนฟีเชอร์ 3, 4 อาจเป็นฟีเชอร์ที่สำคัญมากก็ได้ . ค่าย B อาจจะโฟกัสไปที่การทำฟีเชอร์ 3, 4 ให้ดี เพราะเห็นว่าสำคัญต่อผู้ใช้ แต่การเปรียบเทียบแบบนี้ จะทำให้ค่าย A ดูดีกว่า(ใช้จำนวน → บิดเบือน)⦅👎🖐️⦆

สมมติว่า มีพรรคการเมืองพรรคหนึ่งหาเสียงว่า “ในสมัยที่ผมเป็นรัฐบาล ผมทำสัญญาการค้ากับประเทศ B, C, D, E ได้ แต่พอสมัยที่พรรคนั้นเป็นรัฐบาล กลับทำสัญญาการค้าได้แค่กับประเทศ A เท่านั้น” แต่จริง ๆ แล้ว สัญญาการค้าที่ทำไว้กับประเทศ B, C, D, E อาจจะทำให้ประเทศไม่ได้ประโยชน์เท่ากับสัญญาที่ทำกับประเทศ A ประเทศเดียวเลยก็ได้ แต่พูดเหมือนตัวเองทำได้ดีกว่าเขา(ใช้จำนวน → บิดเบือน)⦅👎👎👎🖐️⦆

(6. บิดเบือนโดยการ “ใช้จิตวิทยา”)

การบิดเบือนโดยการ “ใช้จิตวิทยา” เป็นการบิดเบือนในแง่ของภาพลักษณ์หรือความรู้สึกที่มีต่อของสิ่งสิ่งหนึ่ง . ซึ่งแตกต่างจากรูปแบบอื่นตรงที่ไม่ได้บิดเบือนที่ตัวข้อมูลตรง ๆ แต่เป็นการบิดเบือนที่ตัวความรู้สึกแทน.เป็นการคอมโบระหว่างกลศึกประเภท “การบิดเบือน” และ “ภาพลักษณ์”(บิดเบือน → สร้างภาพลักษณ์)หรือ “จิตวิทยา”(บิดเบือน → ใช้จิตวิทยา)

การบิดเบือนโดยการ “ใช้จิตวิทยา” เป็นการบิดเบือนในแง่ของภาพลักษณ์หรือความรู้สึกที่มีต่อของสิ่งสิ่งหนึ่ง . ซึ่งแตกต่างจากรูปแบบอื่นตรงที่ไม่ได้บิดเบือนที่ตัวข้อมูลตรง ๆ แต่เป็นการบิดเบือนที่ตัวความรู้สึกแทน

บางคน เวลาทำบางอย่างผิดพลาด อาจจะแสร้งทำเป็นหงุดหงิด ฉุนเฉียว อารมณ์เสีย หรือทำท่าทางโวยวายใหญ่โต เพื่อโมโหกลบเกลื่อน คนอื่นจะได้ไม่กล้าต่อว่าหรือเอาผิดตนเอง(บิดเบือน → ทำให้กลัว)⦅⦅👎👎 / 👎⦆🖐️❓⦆

เวลามีคนให้ของที่เราอยากได้มาก ๆ หรือตอนที่เราได้รับข้อเสนอดี ๆ เราก็อาจจะทำเป็นไม่ได้ดีใจมาก หรือทำเป็นลังเลนิดหน่อย จะรับหรือไม่รับดี หรือทำเป็นสอบถามรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อรักษาภาพลักษณ์ ไม่ให้ดูกระเหี้ยนกระหือรืออยากได้จนเกินงาม(บิดเบือน → สร้างภาพลักษณ์)⦅🖐️❓⦆

เวลาที่เราเข้าไปเลือกของที่ร้าน แล้วคนขายแนะนำของราคาแพง ซึ่งเราซื้อไม่ไหว หรือมองว่ามันสิ้นเปลืองเกินไป แต่ก็ไม่อยากให้คนอื่นมองว่าจน เลยอาจจะแสร้งทำเป็นครุ่นคิด หรือถามคำถามนิดหน่อย แล้วค่อยปฏิเสธ(บิดเบือน → สร้างภาพลักษณ์)หรือถามหาสีอื่น รุ่นอื่น ไซต์อื่น ที่ไม่มีที่ร้าน จะได้มีเหตุผลในการปฏิเสธ(บิดเบือน → สร้างความชอบธรรม → สร้างภาพลักษณ์)⦅🖐️⦆

บางคน เวลาได้รับข่าวดี หรือทำอะไรบางอย่างสำเร็จ ก็อาจจะไม่แสดงท่าทางดีใจอะไรมากมาย ทำเป็นขรึมไว้ ให้ดูเหมือนว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยสำหรับตัวเอง ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตหรือน่ายินดีอะไรมากมาย คนอื่นจะได้มองว่า เขาเป็นคนยิ่งใหญ่ เห็นเรื่องที่น่ายินดีขนาดนี้เป็นแค่เรื่องเล็ก ๆ(บิดเบือน → สร้างภาพลักษณ์)

ในทางกลับกัน บางคน เวลาได้รับข่าวร้าย หรือมีอะไรบางอย่างผิดพลาด ก็อาจจะไม่แสดงท่าทีวิตกกังวลอะไรมากมาย ทำตัวสบาย ๆ ให้ดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อย ไม่ได้เลวร้ายอะไรมากมาย เพื่อให้คนอื่นสบายใจ พอเห็นใจเรานิ่งคนอื่นก็นิ่งตาม จะได้ไม่วิตกกังวล ลนลานกันไปหมด(บิดเบือน → ทำให้สบายใจ)⦅👍👍🖐️⦆หรือเพื่อให้คนอื่นมองว่า เขาเป็นคนยิ่งใหญ่ ที่เห็นเรื่องใหญ่ขนาดนี้เป็นแค่เรื่องเล็ก ๆ(บิดเบือน → สร้างภาพลักษณ์)

เวลาเราเจอคู่แข่งหรือศัตรูที่น่ากลัว หรือผู้ที่อาจจะมาทำร้ายเราได้ เช่น เจอสัตว์ป่าบางชนิด ฯลฯ เราก็อาจจะทำเป็นไม่กลัว ทำตัวสบาย ๆ นิ่งเข้าไว้ เพราะถ้าเราทำท่าทางกลัว อีกฝ่ายอาจจะยิ่งมองว่าเราอ่อนแอ อาจจะข่มเรายิ่งกว่าเดิม หรือเข้ามาทำร้ายเราก็ได้ (ดั่งสุภาษิตที่บอกว่า “ใจดีสู้เสือ”)(บิดเบือน → สร้างภาพลักษณ์)

บางคน เวลาเจอคนที่ไม่อยากคุยด้วย หรือไม่อยากคุยกับใคร ก็อาจจะแกล้งทำตัวยุ่ง ๆ หรือแกล้งหงุดหงิด อารมณ์เสียในวันนั้น เขาจะได้ไม่อยากทัก(บิดเบือน → ทำให้ไม่อยาก)⦅👎🖐️❓⦆หรือบางคน เมื่อเจอคนที่ไม่อยากสนิทด้วย เวลาเราเขาพูดอะไรมา ก็อาจจะทำเป็นมึน ๆ งง ๆ ไม่ค่อยเข้าใจ อาจจะทำให้เขารำคาญ จนเลิกเข้ามาวุ่นวายไปเองก็ได้(บิดเบือน → ทำให้รำคาญ)⦅👎🖐️❓⦆

นักการตลาดบางคน เวลานักแสดงใช้ผลิตภัณฑ์ของตัวเอง ก็จะให้นักแสดงทำหน้าตาและท่าทางตื่นเต้น ยิ้มแย้ม มีความสุข แต่เวลาใช้ของเจ้าอื่น ก็อาจจะให้ทำหน้าบึ้ง ไม่มีความสุข ราวกับถูกบังคับฝืนใจให้มาใช้⦅👎👎🖐️⦆

(การ “บิดเบือนภาพลักษณ์”)

นอกจากบิดเบือนของฝั่งตัวเองแล้ว ยังมีการบิดเบือนภาพลักษณ์ของฝั่งอื่นด้วย เราเรียกวิธีนี้ว่าการ “บิดเบือนภาพลักษณ์”.เป็นการคอมโบระหว่างกลศึกประเภท “การบิดเบือน” และ “ภาพลักษณ์”(บิดเบือนภาพลักษณ์ = บิดเบือน → เปลี่ยนภาพลักษณ์)

เวลามีข่าวคน 2 ฝ่ายทะเลาะกัน หลายครั้งสังคมมักจะแบ่งเป็น 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายที่คนเห็นใจ กับฝ่ายที่คนเกลียด . สื่อบางเจ้า เวลานำเสนอข่าว ถ้าเป็นฝ่ายที่คนเกลียด ก็อาจจะใช้ภาพที่ทำให้เขาดูเป็นตัวตลก เช่น เลือกรูปที่ถ่ายออกมาไม่สวย หรือมีหน้าตาตลก ๆ หรือใช้ภาพที่เขาทำหน้าตาเกรี้ยวกราด หรือกำลังทำหน้าตาน่ากลัวพอดี เพื่อล่อให้คนมาแสดงความเห็นล้อเลียนเขา หรือด่าทอเขา หรือเกลียดชังเขา . ในทางกลับกัน ฝ่ายที่คนเห็นใจ ก็จะใช้ภาพที่เขาดูน่าสงสาร หรือดูน่ารัก น่าเอ็นดู เพื่อล่อให้คนมาแสดงความเห็นสงสารเขาเยอะ ๆ . ซึ่งมันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเนื้อหา ทำให้คนอคติเปล่า ๆ(บิดเบือนภาพลักษณ์ → สร้างอารมณ์ → หลอกล่อ)⦅👎👎👎⦆

การ์ตูนเสียดสีหรือล้อเลียนเหตุการณ์ต่าง ๆ ในสังคม เช่น ภาพการ์ตูนล้อเลียนการเมือง บางคน พอเป็นฝ่ายที่ตัวเองชอบ ก็จะวาดออกมาให้ดูสุขุม มีหน้าตาน่าเชื่อถือ บุคลิกดี ส่วนคำพูดในบทสนทนาก็ดูเป็นคนใช้เหตุผล แต่พอฝ่ายที่ตัวเองเกลียด ก็จะวาดออกมาให้ดูเป็นคนฉุนเฉียว อารมณ์ร้าย มีหน้าตาน่าเกลียดน่ากลัว หรือวาดให้ดูเป็นตัวตลกไปเลย ส่วนคำพูดในบทสนนาก็ดูเป็นคนก้าวร้าว หรือชั่วร้าย หรือดูโง่ไปเลย(บิดเบือนภาพลักษณ์). ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับตัวเนื้อหาเลยด้วยซ้ำ . ยิ่งสมัยนี้ สามารถใช้เอไอสร้างแอนิเมชันได้แล้ว ก็ยิ่งแย่เข้าไปใหญ่⦅👎👎👎⦆

สมมติว่า มีเศรษฐีคนหนึ่ง พึ่งเสียกิจการมูลค่าร้อยล้านไปด้วยเหตุผลโง่ ๆ บางอย่าง แล้วมีคนเอาเรื่องนี้มาแซวตลก ๆ ในอินเทอร์เน็ตประมาณว่า ป่านนี้เขาคงกำลังนั่งร้องไห้อยู่ หรือเอาภาพหน้าของเขามาตัดต่อ ใส่น้ำตาลงไปให้ดูตลก ก็ถือเป็นการบิดเบือนภาพลักษณ์ของเขา เพราะทำให้เขาดูเป็นคนที่มีภาพลักษณ์อ่อนแอ น่าสงสาร . ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้ว เขาอาจจะชิล ๆ มีเงินเป็นพัน ๆ ล้าน จนไม่ได้มองว่าเป็นเรื่องใหญ่อะไรเลยก็ได้(บิดเบือนภาพลักษณ์)⦅👎👎🖐️⦆

การเล่นมุกหรือการแซวกัน ไม่ว่าจะในโลกความจริงหรือในอินเทอร์เน็ตก็ตาม จึงเป็นสิ่งที่ควรระวังมาก ๆ เพราะทำให้เกิดการบิดเบือนภาพลักษณ์แบบไม่รู้ตัวได้ เช่น ถ้าในที่ทำงาน มีคนทำอะไรกวน ๆ เราก็อาจจะแซวกันขำ ๆ ว่า “ระวังหัวหน้าจะโกรธเอานะ” ซึ่งถ้าดันมีคนที่ไม่รู้จักหัวหน้าคนนี้ดีพอ ก็อาจจะเกิดความเข้าใจผิด คิดว่าเขาเป็นคนขี้หงุดหงิด เป็นคนที่ไม่พอใจกับอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ แค่นี้ . ทั้ง ๆ ในความเป็นจริง ที่เขาอาจจะเฉย ๆ ไม่ได้รู้สึกอะไรเลยก็ได้(บิดเบือนภาพลักษณ์)⦅👎👎🖐️⦆

คนที่ชอบนำคำพูดของคนอื่นมาเล่าต่อ ถ้าเขาไม่ได้พูดแบบนี้ก็ถือเป็นการบิดเบือนอย่างชัดเจน แต่ถึงแม้เขาจะเป็นคนพูดแบบนี้ออกมาเองก็ตาม แต่หากคนที่เล่าต่อนำคำพูดของเขามาเปลี่ยนสไตล์ ก็อาจเป็นการไปบิดเบือนภาพลักษณ์ของเขาได้.เช่น นาย A บอกว่า “คุณไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ตัวเองให้คนอื่นก็ได้นะ” ซึ่งพอฟังแล้ว เราจะรู้สึกเหมือนนาย A เป็นคนอ่อนโยน ชอบปลอบใจคนอื่น แต่ถ้ามีคนบอกว่า นาย A บอกว่า “เราไม่จำเป็นต้องเสียเวลาพิสูจน์ตัวเองให้คนอื่นเห็น” เราจะรู้สึกเหมือนนาย A เป็นครูที่กำลังสอนคนอื่นมากกว่า ทำให้เรามองภาพลักษณ์ของนาย A เปลี่ยนไป แม้ความหมายจะใกล้เคียงกันมากก็ตาม(บิดเบือนภาพลักษณ์)⦅👎👎🖐️⦆

(การ “หลอกตัวเอง” หรือ “เข้าใจผิดไปเอง")

ที่กล่าวมาก่อนหน้านี้ เป็นการบิดเบือนที่มีเป้าหมายเป็นคนอื่น แต่บางครั้ง คนเราก็เผลอบิดเบือนตัวเองได้เช่นกัน หรือที่เรียกว่าการ “หลอกตัวเอง“ หรือการ “เข้าใจผิดไปเอง”

คนที่ชอบนำประวัติศาสตร์หรือเรื่องราวของคนอื่นมาเล่าต่อให้ฟัง หรือเอามาสร้างเป็นหนัง ก็ควรระวังเรื่องการบิดเบือนเช่นกัน เพราะส่วนมากเรื่องราวที่เราสามารถสืบค้นได้ มักจะไม่ได้ลงละเอียดถึงขนาดที่จะมีน้ำเสียง หรือบุคลิกท่าทาง หรือบทสนทนาทั้งหมด ฯลฯ ทำให้คนเล่าเรื่องจำเป็นต้องตีความด้วยตัวเอง หรืออาจจะเผลอใส่ความเป็นตัวเองลงไปโดยไม่รู้ตัว ทำให้ภาพลักษณ์ของคนคนนั้นเปลี่ยนไปได้.เช่น ในเหตุการณ์จริง จักรพรรดิ A อาจจะบอกกับคณะฑูตว่า “จากที่ข้าพิจารณาดูแล้ว ข้าไม่เห็นด้วยกับนโยบายนี้” (แต่ในบันทึกไม่ได้ละเอียดขนาดนี้ แค่บอกว่าจักรพรรดิไม่ตกลงเฉย ๆ) แต่คนที่มาเล่าต่ออาจจะบอกว่า “จักรพรรดิ A ทรงไม่ชอบนโยบายนี้ เลยปฏิเสธคณะฑูตไป” ซึ่งอาจทำให้ผู้ฟังมองภาพลักษณ์ของจักรพรรดิ A เปลี่ยนไป จากคนที่ใช้เหตุผลเป็นคนที่ใช้ความอารมณ์มากขึ้นก็ได้(บิดเบือนภาพลักษณ์)⦅🖐️⦆

บางครั้ง การบิดเบือนตัวเองก็เกิดจากการตีความผิดไปเอง เช่น ประเทศ A อาจจะมีอาชญากรรมมากกว่าประเทศ B แต่ประเทศ B ชอบนำเสนอข่าวอาชญากรรมมากกว่า ในขณะที่ประเทศ A ไม่ค่อยให้ความสำคัญกับข่าวประเภทนี้เท่าไหร่ คนเลยรู้สึกว่า ประเทศ A ปลอดภัยกว่าประเทศ B(ใช้จำนวน → บิดเบือน)⦅👎👎👎🖐️⦆. ซึ่งบางครั้ง สื่ออาจจะไม่ได้ตั้งใจบิดเบือนก็ได้ แต่พอเห็นว่าคนชอบเสพข่าวแบบไหน ก็แค่นำเสนอข่าวแบบนั้น พอเห็นข่าวแบบนั้นบ่อย ๆ ก็เลยเข้าใจผิดกันไปเอง

มีนางแบบคนหนึ่ง ได้ถ่ายแบบให้กับนิตยสารชื่อดังแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นการไล่ถ่ายแบบตามประเทศต่าง ๆ ตามธีมของประเทศนั้น ๆ ซึ่งในแต่ละประเทศ ทางนิตยสารก็จะใส่ชื่อประเทศนั้น ๆ ไว้ด้านล่างของภาพนางแบบ ซึ่งถ้าถ่ายครึ่งตัว ชื่อประเทศก็อาจจะตรงสะโพกหรือเอวของนางแบบ แต่ถ้าถ่ายเต็มตัว ชื่อประเทศก็จะอยู่ตรงเท้าของนางแบบ . ความโชคร้ายก็คือ นางแบบเป็นคนประเทศ A ซึ่งกำลังมีความขัดแย้งรุนแรงกับประเทศ B พอดี และคนทั้ง 2 ประเทศ ก็กำลังด่ากันไปมาตามอินเทอร์เน็ต แล้วประเทศ B ดันเป็นหนึ่งในประเทศที่นางแบบคนนี้ได้ไปถ่ายแบบ และดันเป็นการถ่ายแบบเต็มตัวพอดี เลยทำให้ตัวอักษรที่เป็นชื่อของประเทศ B อยู่ที่เท้าของนางแบบพอดี . คนประเทศ B เลยโกรธจัดมาก พากันรุมด่านางแบบคนนี้แบบรุนแรงมาก บางคนถึงขนาดอัดคลิปวิดีโอเอาเท้าของตัวเองเหยียบไปที่ภาพของนางแบบคนนี้ ทั้ง ๆ ที่เขาไม่ได้ทำอะไรผิดเลย(บิดเบือน → สร้างความเกลียดชัง)⦅👎👎👎⦆

ในทางการฑูต เวลาอีกฝ่ายมาขอเจรจาด้วย แล้วเราคุยโวว่า “อีกฝ่ายมาง้อ” หรือ “อีกฝ่ายต้องยอมเรา” ทั้ง ๆ ที่เขาแค่มาขอคุยด้วยเฉยๆ แต่ก็ไม่แน่ว่า พอบ่อยครั้งเข้า เราอาจจะหลงเชื่อไปจริง ๆ ก็ได้ว่า เราสำคัญถึงขนาดที่อีกฝ่ายต้องมาง้อเราบ่อย ๆ . ซึ่งจริง ๆ แล้ว การเจรจาอะไรก็ตามที่ได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย มันก็เป็นเรื่องธรรมดา ถ้าจะมีฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่ายไปขอเจรจาก่อน เพราะเขาเองก็ได้ประโยชน์ด้วย เราอาจจะไม่ได้สำคัญขนาดนั้นก็ได้

การคาดเดาเล็ก ๆ น้อย ๆ หรือการแต่งเรื่องมาแซวเล่นกัน หรือการนินทากัน ก็เช่นกัน พอทำบ่อยครั้งเข้า ก็ทำให้เกิดการสร้างภาพแบบนี้ในหัวของเราซ้ำ ๆ จนวันหนึ่ง เราอาจจะเผลอเชื่อภาพในหัวของเรา จนหลงลืมข้อเท็จจริง ทั้ง ๆ ที่เป็นเรื่องที่เราแต่งขึ้นมาเองกับมือด้วยซ้ำ . พูดตามตรงว่า ผู้เขียนสังเกตเห็นเรื่องแบบนี้บ่อยมาก ทั้งในโลกแห่งความเป็นจริง และในอินเทอร์เน็ต แต่แทบไม่เคยเห็นใครที่รู้ตัวเลยว่า ตัวเองกำลังหลงเชื่อในสิ่งที่ตัวเองแต่งขึ้นมาเอง เราจึงไม่ควรเชื่อความคิดในหัวของตัวเองมากนัก และหมั่นทบทวนความคิดของตัวเองอย่างสม่ำเสมอ





← กลศึกที่ 1 : การปรับมุมมองกลศึกที่ 3 : ความเชื่อ →