กลศึกที่ 6: ความแนบเนียน
กลศึกประเภท “ความแนบเนียน” หรือ “การสื่อสารทางอ้อม” เป็นกลอุบายที่เกี่ยวกับ “การสื่อสารบางอย่างออกมา แต่เพื่อแอบแฝงสิ่งอื่นที่ต้องการให้ผู้อื่นรับรู้ลงไป”
- แทรกรายละเอียด
- ชิ่งกระทบ
- บิดบริบท
- ทำให้เหมือนบังเอิญ
- เป็นข้อความ (วัจนภาษา)
- ไม่ใช่ข้อความ (อวัจนภาษา)
| ตัวอย่าง | ความตั้งใจที่แท้จริง | รูปแบบ | ประเภท |
|---|---|---|---|
| โพสต์ภาพอาหารที่ตัวเองทานลงออนไลน์ | อวดของราคาแพงที่วางอยู่บนโต๊ะอาหาร | แทรกรายละเอียด | อวัจนภาษา |
| เขียนบล็อก “จัดอันดับของน่าใช้ที่ควรมีในห้องนอน” | แอบขายสินค้าของตัวเองไปในนั้นด้วย | แทรกรายละเอียด | วัจนภาษา |
| “คนอย่างนาย A ไม่มีทางคิดอะไรซับซ้อนขนาดนี้ได้หรอก” | เพื่อช่วยนาย A ให้ไม่ถูกสงสัย | บิดบริบท | วัจนภาษา |
| “มันมีคนที่เลือกแบบที่ 1 ด้วยหรอ ?” (จาก 2 ตัวเลือก) | ชี้นำให้คนที่ได้ยินเลือกตัวเลือกที่ 2 | บิดบริบท | วัจนภาษา |
| “ขอบคุณมากนะคะ ที่บอกว่าจะช่วยเรื่อง…” | เตือนไม่ให้เขาลืมสิ่งที่รับปากว่าจะช่วย | บิดบริบท | วัจนภาษา |
| “ชอบมากเลย เวลาเห็นคนแต่งตัวแบบนี้” | อยากบอกแฟนว่า ให้แต่งตัวแบบนี้บ้าง | ชิ่งกระทบ | วัจภาษา |
| “คนที่สอบติดมหาลัยนี้ได้นี่ แสดงว่าต้องเก่งมาก” | ชมตัวเองไปในตัว เพราะเป็นศิษย์เก่า | ชิ่งกระทบ | วัจภาษา |
| ดูแลเอาใจใส่ใครบางคนอย่างดี | ให้คนที่แอบชอบหรือแฟนเก่าเห็น | ชิ่งกระทบ | อวัจภาษา |
| ฟังพอร์ตแคสหรือวิดีโอ จิตวิทยาการปฏิบัติกับแฟน | จงใจให้แฟนได้ยิน | ทำให้เหมือนบังเอิญ | วัจภาษา |
| วางหนังสือเกี่ยวกับจิตวิทยาครอบครัวทิ้งไว้ | เผื่อพ่อแม่จะสงสัย แล้วหยิบมาอ่าน | ทำให้เหมือนบังเอิญ | อวัจภาษา |
(1. การ “แทรกรายละเอียด”)
การใช้ความแนบเนียนโดยการ “แทรกรายละเอียด” เป็นการสื่อสารบางอย่างออกไป แต่แอบแทรกรายละเอียดที่ต้องการจะสื่อจริง ๆ อยู่ในการสื่อสารนั้นอีกที.เป็นการคอมโบระหว่างกลศึกประเภท “กระบวนการ” และ “ความแนบเนียน” (สอดแทรก → ทำอย่างแนบเนียน)
บางคนอาจจะโพสต์ภาพลูก ๆ กำลังช่วยกันทำงานบ้าน หรือวิดีโอแฟนกำลังทำอาหาร แล้วแอบเห็นประกาศนียบัตร หรือถ้วยรางวัล หรือเหรียญรางวัลต่าง ๆ . ถ้ามีคนที่เข้าใจในสิ่งเหล่านี้ผ่านมาดูแล้วสังเกตเห็น ก็อาจจะนึกออก แล้วแสดงความเห็นออกมา “เคยไปแข่งรายการนี้มาด้วยหรอครับ ?” หรือ “เป็นถ้วยรางวัลของรายการนี้ใช่ไหมครับ ?” ฯลฯ (สอดแทรก → ทำอย่างแนบเนียน → สร้างร่องรอย → สร้างภาพลักษณ์)
ในบทความหรือวิดีโอจัดอันดับ เช่น “ไอเท็มที่ควรมีติดห้องนอน เพิ่มความสะดวกสบาย” หรือ “10 สิ่งที่ควรพกติดตัว เวลาเดินทางไกล” ฯลฯ . คนที่ทำคอนเทนต์นี้ขึ้นมา อาจจะแอบแทรกสินค้าของตัวเองแบบเนียน ๆ ในนี้ด้วยก็ได้ (สอดแทรก → ทำอย่างแนบเนียน)
(2. การ “บิดบริบท”)
การใช้ความแนบเนียนโดยการ “บิดบริบท” เป็นการสื่อสารที่เหมือนจะสื่อสารในบริบทหนึ่ง แต่แอบซ้อนใจความที่แท้จริงในอีกบริบทหนึ่งแทน
ช่างตัดผม ระหว่างตัดผม อาจจะชวนคุย “หลายร้านชอบสอนให้คนเซ็ตแบบนี้ แต่จริง ๆ มันต้องดูที่ผมของเราก่อน ทางผมของลูกค้า ความหยิกความตรง ความหนาของเส้นผม แต่ละคนจะไม่เหมือนกัน” อาจจะทำให้เรามองว่า ช่างคนนี้ต่างจากช่างคนอื่นที่เคยเจอมา เขาเข้าใจทรงผมจริง ๆ ไม่ได้รู้แค่ฉาบฉวยก็ได้ (ทำอย่างแนบเนียน → สร้างภาพลักษณ์) . เป็นการบิดบริบทจากการ “โฆษณาตัวเอง” เป็นการ “ชวนคุย” แทน
บางคนอาจจะตั้งคำถามในออนไลน์ เช่น “สังเกตคู่รักคบกันมานาน พอเลิกกันแล้ว ผู้(ชาย/หญิง)มักไปได้ดีกว่าผู้(หญิง/ชาย)เสมอ” ฯลฯ . แต่จริง ๆ คือ อาจจะเพื่อจิกกัดแฟนเก่าตัวเอง ((ทำอย่างแนบเนียน + บิดเบือน) → โจมตี) . เป็นการบิดบริบทจากการ “ด่า” เป็นการ “ถามคำถาม” แทน()
เราอาจจะพูดขอบคุณคนที่รับปากว่าจะช่วยเรา “ขอบคุณมากนะครับ ที่พี่จะช่วยผมเรื่องนั้น” หรือ “ขอบใจนะเพื่อน ที่มึงบอกจะช่วยกู” . แต่จริง ๆ คือ เราแค่อยากเตือนไม่ให้เขาลืม . แต่ถ้าเราพูดตรง ๆ “พี่อย่าลืมทำให้ผมนะ” หรือ “มึงอย่าลืมทำให้กูนะเว้ย” ก็จะดูเหมือนเราไปสั่งเขา ทั้ง ๆ ที่เขาอุตส่าห์เป็นฝ่ายมาช่วยเรา (ทำอย่างแนบเนียน) . เป็นการบิดบริบทจากการ “เตือน” เป็นการ “ขอบคุณ” แทน
(3. การ “ชิ่งกระทบ”)
การใช้ความแนบเนียนโดยการ “ชิ่งกระทบ” เป็นการสื่อสารถึงสิ่งหนึ่งออกไป แต่เป้าหมายที่แท้จริงไม่ใช่สิ่งนั้น แต่เป็นการชิ่งให้ไปกระทบอีกสิ่งหนึ่งแทน.เป็นการคอมโบระหว่างกลศึกประเภท “ความแนบเนียน” และ “พันธะ” (ทำอย่างแนบเนียน → ใช้พันธะ)
ถ้ามีคนบอกว่า “คนจะเข้าที่นี่ได้เนี่ย ต้องเก่งมากเลยนะ” ก็เหมือนกับเขากำลังชมคนอื่น . แต่พอเรามารู้ทีหลังว่า ที่ที่เขาพูดถึงเป็นสถานศึกษาที่เขาเรียนจบมา หรือเป็นที่ทำงานเก่าของเขา ก็ถือเป็นการชมตัวเองแบบเนียน ๆ ไปด้วย()(ทำอย่างแนบเนียน → ใช้พันธะ → สร้างภาพลักษณ์)
บางคนอาจจะไม่เห็นด้วยกับพฤติกรรมของใครบางคน แต่ก็ไม่อยากเตือนตรง ๆ เช่น เห็นว่าเขากำลังได้ใจ เลยไม่น่าจะฟังเรา แถมยังทะเลาะกันเปล่า ๆ หรือกลัวเสียบรรยากาศ หรือไม่อยากทำให้ใครเสียหน้า ฯลฯ . เลยตำหนิคนที่ทำพฤติกรรมคล้าย ๆ กับเขาแทน เพื่อให้เขาย้อนกลับมามองตัวเองแบบเนียน ๆ()(ทำอย่างแนบเนียน → ใช้พันธะ)
เวลาเราเห็นสินค้าที่คล้าย ๆ กับตัวที่เราเคยใช้มาก่อน ก็อาจจะทำให้เรานึกถึงตัวนั้น และอาจเกิดการเปรียบเทียบขึ้นมาในหัว . บางแบรนด์เลยอาจจะจงใจออกแบบสินค้าให้ดูคล้ายกับแบรนด์อื่น ผู้บริโภคจะได้รู้สึกเชื่อมโยงไปที่แบรนด์นั้นโดยไม่รู้ตัว และเกิดการเปรียบเทียบในหัว (ทำอย่างแนบเนียน → ยืมภาพลักษณ์)
(4. การ “ทำให้เหมือนบังเอิญ”)
การใช้ความแนบเนียนโดยการ “ทำให้เหมือนบังเอิญ” เป็นการสื่อสารบางอย่างออกไป โดยที่เป้าหมายไม่ได้คิดว่าเราจงใจสื่อสารให้เขารู้
ถ้าแฟนของเรามีมุมมองเกี่ยวกับการเลี้ยงลูกเป็นของตัวเอง และเชื่อในความคิดของตัวเองอย่างมาก และถกเถียงกันเป็นประจำ เขาไม่คิดจะฟังเราเลย . เราอาจจะทำเป็นเปิดพอดแคสต์จิตวิทยาการเลี้ยงลูกฟัง แต่จริง ๆ คือ เพื่อให้เขาที่อยู่ใกล้ ๆ ได้ยิน . แทนที่จะยัดเยียดเขา ก็ให้เขาคิดด้วยตัวเองแทน (ทำอย่างแนบเนียน → ปรับมุมมอง)
นาย A อาจจะทำเป็นคุยแผนการลับหรือเรื่องที่เป็นความลับกับคนอื่น . แต่จริง ๆ คือ จงใจให้ใครบางคนที่ดูเหมือนกำลังแอบฟังอยู่ได้ยิน เขาจะได้เชื่อว่า นาย A ไม่รู้ว่าเขารู้ แล้วค่อยซ้อนแผนทีหลัง (ทำอย่างแนบเนียน → บิดเบือน → วางกับดัก)
ซึ่งกลศึกประเภทนี้ สามารถใช้ได้หลากหลายวัตถุประสงค์ เช่น …
(1. เพื่อ “อวด” แบบเนียน ๆ)
บางคนอาจจะโพสต์ภาพอาหารที่พึ่งไปกินมา แต่แอบมีกุญแจรถราคาแพงวางอยู่บนโต๊ะ หรือโพสต์วิดีโอตัวเองกำลังทำกิจกรรมบางอย่าง แต่แอบเห็นนาฬิกาข้อมือหายาก หรือโพสต์ภาพโต๊ะทำงาน ซึ่งมีหนังสือการเงินวางอยู่บนโต๊ะ ฯลฯ . ถ้าทำได้แนบเนียน ก็อาจจะทำให้คนอื่นมองเราด้วยภาพลักษณ์บางอย่าง โดยไม่ดูโอ้อวด หรือดูพยายามมากไปก็ได้ (สอดแทรก → ทำอย่างแนบเนียน → สร้างร่องรอย → สร้างภาพลักษณ์)
บางคนอาจจะดูแลเอาใจใส่ เอาอกเอาใจ คอยบริการใครบางคนเป็นอย่างดี แถมยังใจดี ใจเย็น สุภาพเรียบร้อย . แต่จริง ๆ คือ อาจจะทำเพื่อให้คนที่ตัวเองแอบชอบ เห็นว่าเขาดูแลเอาใจใส่คนอื่นมากแค่ไหน เผื่อจะอยากได้เขามาเป็นแฟนบ้าง หรือเพื่อให้แฟนเก่าที่เลิกกันไปแล้วเห็นว่า เขาเปลี่ยนไปแล้ว เป็นคนที่ดีขึ้นแล้ว เผื่อจะยอมใจอ่อนกลับมาชอบตัวเองอีกครั้ง หรือเขาอาจจะเปลี่ยนไปแล้วจริง ๆ ก็ได้ (ทำอย่างแนบเนียน → สร้างภาพลักษณ์ → สร้างความสัมพันธ์)
ขุนนางที่ชมตัวเองตรง ๆ ต่อหน้าพระราชาผู้ยิ่งใหญ่ ก็อาจจะถูกมองว่าอวดเก่ง ไม่รู้จักเจียมตัวได้ เลยบอกว่า “ถ้ามีคนเก่งกว่าข้า แสดงว่าท่านมองคนผิด” . ซึ่งเป็นคำพูดที่ให้ความรู้สึกถ่อมตัวมากกว่า เพราะเป็นการชมตัวเองก็จริง แต่ก็ไม่ได้ยกตัวเสมอพระราชา แถมยังเป็นการยกย่องพระราชาไปในตัวด้วย (ทำอย่างแนบเนียน → (สร้างภาพลักษณ์ + (ทำให้รู้สึกดี → สร้างความสัมพันธ์)))
สมมติว่า มีนักการเมืองคนหนึ่งพึ่งรอดจากอุบัติเหตุบางอย่างมาอย่างฉิวเฉียด แล้วเขาบอกว่า “ที่ผมรอดมาได้ ก็เพราะโชคชะตาได้ลิขิตไว้” . แต่จริง ๆ แล้ว เขาอาจจะสื่อเป็นนัยว่า โชคชะตาเลือกอยู่ข้างเขา ทำให้คนอื่นรู้สึกราวกับว่า เขาเป็นตัวเอกของบทละครเรื่องนี้ เขานี่แหละคือผู้ที่ถูกลิขิตให้ชนะการเลือกตั้ง (ทำอย่างแนบเนียน → สร้างความเชื่อ)
บางคนก็อาจจะใช้วิธีอวดโดยการแทรกในตัวอย่าง เช่น มีคนกำลังคุยกันเรื่องการลงทุนอยู่ แล้วก็มีคนยกตัวอย่างขึ้นมาว่า “ยกตัวอย่างตัวที่ผมเคยลงทุน เป็นหุ้นแบรนด์ร้านอาหาร A ตอนแรกคิดว่าจะขาดทุนแล้ว แต่อยู่ ๆ นักการเมืองคนนั้นก็ไปกิน ทำให้ราคาพุ่งขึ้นไปเท่าเดิม ก็เลยรีบขายเลย ไม่งั้นนะ ขาดทุนหลายล้านแน่” . อย่างน้อยก็ทำให้เรารู้ว่าเขามีเงินอย่างน้อยก็หลักหลายล้าน และอาจจะมากกว่านั้น ซึ่งแนบเนียนกว่าการบอกตรง ๆ ว่าตัวเองมีเงินแค่ไหน (สอดแทรก → ทำอย่างแนบเนียน → สร้างภาพลักษณ์)
(2. เพื่อ “โฆษณา” แบบเนียน ๆ)
บางคนโพสต์คลิปสั้น ๆ เกี่ยวกับร้านอาหารของตัวเอง “คนนี้ครับ ขับรถมาไกลถึง 20 โล เพื่อมากินที่ร้านเรา” แล้วก็พูดคุยสัมภาษณ์ลูกค้าคนนั้น “คิดยังไงครับ ถึงได้ขับรถมาไกลขนาดนี้ ?” . แต่จริง ๆ เขาอาจจะอยากสื่อว่า ร้านของตัวเองอร่อยมาก จนถึงขนาดมีคนลงทุนขับรถไกล ๆ มากินเลย . ซึ่งแนบเนียนกว่าการบอกตรง ๆ ว่า อร่อยจนต่อให้เดินทางไกลมากินก็ยังคุ้ม (ทำอย่างแนบเนียน → สร้างภาพลักษณ์)
บางคนทำวิดีโอสั้น ๆ ว่า “เรามาทายกันดีกว่าว่า ขนมของเรารสชาติไหนขายดีสุด ?” . ซึ่งจริง ๆ เขาอาจจะอยากสื่อว่า ขนมร้านของตัวเองขายดีหลายรสชาติก็ได้ (ทำอย่างแนบเนียน → สร้างภาพลักษณ์)
เจ้าของร้านอาหารอาจจะทำวิดีโอรีวิวร้านอาหารสาขาของตัวเอง โดยไม่บอกพนักงานล่วงหน้า เช่น “วันนี้ข้าวแข็งไปนิดหน่อย เอาไปหุงใหม่” หรือ “อันนี้ดี ๆ ผัดออกมาได้นุ่มมาก ไม่แฉะเกินไป ถือว่าผ่าน” ฯลฯ . ซึ่งจริง ๆ เขาอาจจะอยากสื่อว่า ร้านอาหารของตัวเองมีมาตรฐานรสชาติสูงขนาดไหน แถมยังพยายามรักษามาตรฐานนั้นไว้ให้ได้ในทุกสาขาด้วย (ทำอย่างแนบเนียน → สร้างภาพลักษณ์)
บางคนก็ถ่ายรูปหรือวิดีโอตัวเองกับทีมงานทำงานอย่างหนัก เช่น นั่งแพ็กของทั้งคืน หรือนั่งอบขนมกันจนดึกดื่น ฯลฯ . หรือบางคนก็อัดคลิปเล่าเบื้องหลังธุรกิจตัวเอง เช่น “ขอบคุณทุกคนมาก กว่าจะมาเป็นอย่างทุกวันนี้ได้ บอกได้เลยว่าเหนื่อยมากกกก เราต้องทำตั้งแต่ … ” ฯลฯ . ซึ่งเป็นการสื่ออ้อม ๆ ว่า พวกเขาเอาใจใส่ และทุ่มเทกับสิ่งนี้มากขนาดไหน (ทำอย่างแนบเนียน → สร้างภาพลักษณ์)
บางคนอาจจะโพสต์ในออนไลน์ หลังจากที่ได้เรียนอะไรบางอย่างมา เช่น “ไม่รู้ว่าค่าคอร์สที่จ่ายไปคุ้มรึเปล่า ?” หรือ “มาดูกันดีกว่า หลังจากที่เรียนแล้ว เอามาใช้จริงจะเป็นยังไง ?” ฯลฯ . ซึ่งเป็นการโปรโมตตัวเองไปในตัวว่า เราเองก็มีความรู้เรื่องนี้เหมือนกัน หรือเราเองก็มีความหลงไหลในเรื่องนี้ . และยังอาจทำให้คนที่สนใจเรื่องนี้ทักมาหาก็ได้ (ทำอย่างแนบเนียน → (สร้างภาพลักษณ์ + หาความสัมพันธ์))
ป้าร้านนวด อาจจะชวนคุย “พึ่งไปวิ่งมาใช่ไหม ? เส้นที่ขาตึงมาก เดี๋ยวกดให้ แต่วิ่งผิดท่านะ มันใช้กล้ามเนื้อตรงนี้เยอะไป” อาจจะทำให้เรามองว่า ป้าคนนี้ฝีมือไม่ธรรมดา แค่จับดูก็รู้แล้วว่าเราวิ่งผิดท่า แถมยังพยายามช่วยให้เราหายปวดอีกด้วยก็ได้ (ทำอย่างแนบเนียน → สร้างภาพลักษณ์)
พนักงานดูแลลูกค้า อาจจะบ่นให้เราฟัง “เคสพี่ถือว่าง่ายแล้วนะ ผมเคยเจอเคสที่ยิ่งกว่าพี่อีก” แล้วก็เล่าปัญหาให้เราฟัง . อาจจะทำให้เรามองว่า พนักงานคนนี้มีประสบการณ์ เคยแก้เคสยาก ๆ มาก่อน และเป็นคนที่ไม่ถอดใจง่าย ๆ เวลาเจอปัญหาก็ได้ (ทำอย่างแนบเนียน → สร้างภาพลักษณ์)
เวลาเราเห็นสื่อมาถ่ายทำเบื้องหลังอะไรสักอย่าง เช่น เบื้องหลังโรงงานผลิตขนม หรือเบื้องหลังโรงงานทำครีมบำรุงผิว ฯลฯ หรือเวลามาขอสัมภาษณ์ใครบางคน เช่น เบื้องหลังการทำงานเป็นหัวหน้าพ่อครัวของโรงแรมชื่อดัง ฯลฯ . ซึ่งจริง ๆ แล้ว มีความเป็นไปได้ 3 แบบ คือ แบบแรกสื่อจ่ายเงินให้เจ้าของ เพื่อขอถ่ายทำหรือขอสัมภาษณ์ แบบที่สองสื่อไม่ได้จ่ายเงิน เพราะเจ้าของเองก็ได้ประโยชน์ จึงเป็นผลประโยชน์ร่วมกัน และแบบที่สามเจ้าของต่างหากที่เป็นคนจ่ายเงินให้สื่อ . ซึ่ง 2 แบบแรก เราพอจะเข้าใจได้ แต่แบบสุดท้าย แบบที่เจ้าของเป็นคนจ่ายเงินให้สื่อนี่แหละ ที่แนบเนียน และคนมักจะไม่ค่อยรู้
สมมติว่า เราได้ดูรายการถ่ายทำเบื้องหลังการผลิตนักเก็ตในโรงงาน แล้วเราจึงรู้ว่า เขาไม่ได้ใช้เศษไก่อย่างที่คนเขาลือกัน แต่นักเก็ตของโรงงานนี้ ทำมาจากเนื้อส่วนที่ดี ล้างสะอาด แล้วก็นำไปปรุงรส ทอดด้วยน้ำมันใหม่ จนถึงการบรรจุภัณฑ์ และก็ไม่ได้ใส่สารกันเสียอย่างที่คนเขาลือกัน ฯลฯ . พอเราได้ดูรายการนี้ เราจะรู้สึกเชื่อถือ เหมือนกับว่าสื่ออุตส่าห์ไปล้วงและเอาข้อมูลวงในออกมานำเสนอให้ดู . แต่จริง ๆ แล้ว โรงงานต่างหาก ที่อาจจะเป็นคนจ้างสื่อให้ไปถ่ายทำก็ได้ (ใช้ตัวกลาง → ทำอย่างแนบเนียน → เปิดเผย)
หนังสือเล่มนี้ก็เช่นกัน สมมติว่าผู้เขียนเป็นเจ้าของโรงงานผลิตนักเก็ต ผู้เขียนก็อาจจะทำเป็นเขียนหนังสือเล่มนี้ แต่ที่เขียนมาตลอดก็เพื่อพูดถึงตัวอย่างนี้ เป็นการโฆษณาโรงงานผลิตนักเก็ตของตัวเองแบบเนียน ๆ . นอกจากจะไม่เสียเงินค่าโฆษณาแล้ว ยังได้เงินอีกต่างหาก (อันนี้ไม่จริงนะ) (ทำอย่างแนบเนียน → เปิดเผย)
นาย A : “ขนมของเราขายดีมาก จนผลิตแทบไม่ทันแน่ะ” (สร้างภาพลักษณ์)
แบบแนบเนียน :
นาย A : “วันนี้เราจะมาแชร์ให้ทุกคนดูถึงเบื้องหลัง ว่าทำไมขนมของเราถึงขายดีขนาดนี้” (ทำอย่างแนบเนียน → สร้างภาพลักษณ์)
แบบแนบเนียนขึ้นอีก :
พิธีกร : ”วันนี้เราจะมาขุดคุ้ยเบื้องหลังไปพร้อมกัน ว่าทำไมขนมของเขาถึงได้ขายดีขนาดนี้ . ถ้าพร้อมแล้ว ขอเชิญพบกับคุณ A ได้เลยครับ” (ใช้ตัวกลาง → ทำอย่างแนบเนียน → สร้างภาพลักษณ์)
เปลี่ยนรูปลักษณ์สินค้า เปลี่ยนวิธีการสื่อสาร ออกผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ให้ทันสมัยมากขึ้น เพื่อขายให้กับคนรุ่นใหม่ (สร้างภาพลักษณ์)
แบบแนบเนียน :
นาย A : “วันนี้ผมจะมาแชร์เบื้องหลัง กลยุทธ์ที่ผมใช้ในการรีแบรนด์สินค้าเก่าแก่ของครอบครัวผม ให้ถูกใจคนรุ่นใหม่” (ทำอย่างแนบเนียน → สร้างภาพลักษณ์)
แบบแนบเนียนขึ้นอีก :
เพจธุรกิจ : “ส่องกลยุทธ์ คุณ A ทายาทรุ่นที่ 3 ของ… ทำยังไงให้เข้าถึงใจคนเจนใหม่” (ใช้ตัวกลาง → ทำอย่างแนบเนียน → สร้างภาพลักษณ์)
แต่ก็ใช่ว่าเจ้าของจะเตี๊ยมกับสื่อเสมอไป และแม้ว่าเจ้าของจะเป็นอย่างงั้นก็ตาม แต่ถ้าสิ่งที่สื่อนำเสนอเป็นความจริง ก็ยังถือว่าเป็นประโยชน์อยู่ดี แถมได้ความรู้ด้วย . ผู้เขียนกลัวว่า พอยกตัวอย่างแบบนี้ไปแล้ว ผู้อ่านบางคนอาจพยายามจับผิดคนอื่นมากเกินไป
บริษัทแห่งหนึ่ง อาจจะรับสมัครพนักงานตามแหล่งต่าง ๆ ว่า “หาวิศวกรที่สามารถใช้ภาษา A, B, C ได้ มีความสามารถสื่อสาร และพร้อมทำงานร่วมกับคนหลากหลายชาติ” . แต่อาจจะไม่ต้องการรับสมัครจริง ๆ แค่ทำเพื่อสื่อว่า บริษัทของตัวเองเป็นบริษัทระดับนานาชาติ (บิดเบือน → ทำอย่างแนบเนียน → สร้างภาพลักษณ์)
พนักงานขาย พอไปหยิบของให้ลูกค้า ก็อาจจะทำเป็นหยิบของผิดมาให้ พอลูกค้าก็ท้วงว่า “ที่บอกไปไม่ใช่อันนี้นะคะ” ก็บอกว่า “โทษทีครับ หยิบผิดอัน พอดีอันนี้เป็นของลูกค้าท่านอื่นครับ” แล้วก็เปลี่ยนไปหยิบของที่ถูกมาให้ . เพื่อให้ดูเหมือนว่าของชิ้นนั้นมีคนต้องการ (บิดเบือน → ทำอย่างแนบเนียน → บิดเบือน)
เจ้าของสินค้าอาจจะขอให้ร้านค้า วางสินค้าของตนเองไว้ใกล้ ๆ หรืออยู่แถวเดียวกับสินค้าที่มีชื่อเสียงอยู่แล้ว . เวลาคนมาเลือกของ ก็อาจจะมองว่าสินค้าเหล่านี้อยู่ระดับเดียวกันก็ได้ (ทำอย่างแนบเนียน → ยืมภาพลักษณ์)
สมมติว่า ในคอนเทนต์จัดอันดับ มีสินค้าจากแบรนด์ A, B, C, D, E ซึ่งแต่ละตัวก็จะมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป . ซึ่งจริง ๆ แล้ว แบรนด์ A, B, C, E เป็นแบรนด์ระดับโลกที่คนรู้จักกันดี ส่วนแบรนด์ D เป็นแบรนด์ใหม่ ที่ยังไม่ค่อยมีใครรู้จัก . แต่การที่แบรนด์ D มาโผล่ในการจัดอันดับเดียวกัน แถมยังถูกพูดถึงในลักษณะที่มีข้อดีข้อเสียเทียบเท่ากับแบรนด์เหล่านั้นอีก ก็อาจจะทำให้บางคนเข้าใจว่า แบรนด์ D อยู่ในระดับเดียวแบรนด์เหล่านั้น เพียงแค่ตัวเองไม่รู้จักเฉย ๆ ก็ได้ (สอดแทรก → ทำอย่างแนบเนียน → ยืมภาพลักษณ์)
(3. เพื่อ “หลอกถาม”)
หัวหน้าอาจจะถามลูกน้องว่า “จำได้ไหม ลูกค้าบอกว่าอะไร ?” . ซึ่งเหมือนเป็นการสอนลูกน้อง ให้นึกถึงสิ่งที่ลูกค้าพูด . แต่จริง ๆ คือ หัวหน้าอาจจะลืมเองก็ได้ เลยหลอกถามแบบเนียน ๆ (ทำอย่างแนบเนียน)
ถ้าเราอยากรู้ว่า คนที่เราแอบชอบอยู่ที่บ้านรึเปล่า ? แต่เราก็ไม่กล้าถามคนในครอบครัวเขาตรง ๆ ซึ่งถ้าเรารู้ว่าช่วงนี้เขากำลังป่วยอยู่ เราก็อาจจะถามว่า “เขาหายป่วยรึยัง ?” แล้วถ้าเขาตอบประมาณว่า “ยังนอนป่วยอยู่เลย” หรือ “ดีขึ้นแล้วนะ แต่ยังตัวร้อนอยู่” ก็แสดงว่าเขาน่าจะอยู่บ้าน (ทำอย่างแนบเนียน → ล่วงรู้)
สมมติว่า เรากำลังคุยกับคนคนหนึ่งอยู่ แล้วเขาถามเราว่า “พี่ไม่เคยชอบใครเลยหรอ ?” “เคยมีนะ แต่พี่ไม่ใช่สเปกของเขา” “แล้วไม่ได้บอกเขาไปหรอ ?” “สมมติว่า เธอเจอคนที่ถูกใจทุกอย่างเลย ยกเว้นรูปร่างหน้าตา เธอจะชอบปะล่ะ ?” . แต่จริง ๆ คือ คนที่พูดถึง ที่บอกว่าเราไม่ใช่สเปกของเขา ก็คือคนที่คุยอยู่ด้วยนี่แหละ (ทำอย่างแนบเนียน → ล่วงรู้)
(4. เพื่อ “เข้าถึงอีกฝ่ายแบบเนียน ๆ”)
บางคนอาจจะรู้มาว่า คนที่ตัวเองแอบชอบนั้นชอบคนแบบไหน ก็เลยทำตัวเองให้ดูเป็นคนแบบนั้น โดยทำเหมือนตัวเองเป็นคนแบบนี้อยู่แล้ว ไม่ได้พึ่งจะเป็น เช่น รู้ว่าเขาชอบคนฉลาด ก็อาจจะหาหนังสือฉลาด ๆ มาอ่านให้เขาเห็น หรือรู้ว่าเขาชอบคนที่รู้จักวางแผนอนาคต ก็อาจจะทำเป็นหนังสือการเงิน หรือชวนคุยเรื่องการเงิน ฯลฯ . และไม่แน่ว่า ถ้าเขาเห็นเราสนใจเรื่องนั้น ก็อาจเป็นฝ่ายชวนเราคุยก่อนก็ได้ (ล่วงรู้ ⇒ ทำอย่างแนบเนียน → (สร้างภาพลักษณ์ + สร้างความสัมพันธ์))
สมมติว่า มีเพื่อนกลุ่มหนึ่งที่เราอยากเข้าไปตีสนิทด้วย แต่เราแทบไม่ได้สนิทกับพวกเขามาก่อนเลย . ซึ่งปกติแล้ว คนที่อินกับเรื่องเรื่องหนึ่งมาก ๆ ก็ย่อมอยากคุยกับคนคอเดียวกันเป็นธรรมดา . ถ้าเรารู้ว่าเพื่อนกลุ่มนี้เขาอินกับเรื่องไหน เราก็อาจจะลองไปศึกษา แล้วก็อาจจะทำเป็นอ่านหนังสือเกี่ยวกับเรื่องนั้นให้เขาเห็น . เขาอาจจะเป็นฝ่ายทักมาก่อนก็ได้ แล้วพอคุยไปคุยมาก็อาจจะสนิทกันได้ ((ทำอย่างแนบเนียน + ใช้ความชอบ) → สร้างความสัมพันธ์)
บางคนอาจจะถ่ายรูปหรือวิดีโอที่บ้านลงออนไลน์ แต่ตั้งใจให้เห็นของสะสมเฉพาะทางบางอย่าง ถ้าคนที่เขาสนใจสิ่งเหล่านี้มาเห็น ก็อาจจะทักมาชวนคุย เลยอาจจะทำให้เราได้คนที่หลงไหลในสิ่งเดียวกันมาพูดคุยแลกเปลี่ยนกันก็ได้ และอาจทำให้เราถูกชวนเข้าใปอยู่ในสังคมนั้น ๆ ก็ได้ (ทำอย่างแนบเนียน → (สร้างร่องรอย + ใช้ความชอบ) → หาความสัมพันธ์)