กลศึกที่ 4: ความชอบธรรม
  • หน้าแรก
  • การอัปเดตเนื้อหา
  • บทที่ 1: เกี่ยวกับกลศึก
  • บทที่ 2: กลศึกทั้งหมด
    • หมวดหมู่ที่ 1: การรับรู้
      • กลศึกที่ 1: การปรับมุมมอง
      • กลศึกที่ 2: การบิดเบือน
      • กลศึกที่ 3: ความเชื่อ
      • กลศึกที่ 4: ความชอบธรรม
      • กลศึกที่ 5: การหลอกล่อ
      • กลศึกที่ 6: ความแนบเนียน
      • กลศึกที่ 7: ภาพลักษณ์
    • หมวดหมู่ที่ 2: ข้อมูลข่าวสาร
      • กลศึกที่ 8: การซ่อนเร้น
      • กลศึกที่ 9: การเปิดเผย
      • กลศึกที่ 10: ร่องรอย
      • กลศึกที่ 11: การล่วงรู้
      • กลศึกที่ 12: ความชัดเจน
      • กลศึกที่ 13: ความไม่ชัดเจน
    • หมวดหมู่ที่ 3: จิตใจ
      • กลศึกที่ 14: จิตใจ
    • หมวดหมู่ที่ 4: กระบวนการ
      • กลศึกที่ 15: พันธะ
      • กลศึกที่ 16: กระบวนการ
      • กลศึกที่ 17: กับดัก
      • กลศึกที่ 18: ผลพลอยได้
      • กลศึกที่ 19: ทางเลือกได้เปล่า
      • กลศึกที่ 20: การทำให้เลยตามเลย
      • กลศึกที่ 21: การแพร่กระจาย
      • กลศึกที่ 22: ตัวแทน
      • กลศึกที่ 23: การเข้าถึง
      • กลศึกที่ 24: การเผื่อ
      • กลศึกที่ 25: ช่องโหว่
      • กลศึกที่ 26: เส้นเกณฑ์
      • กลศึกที่ 27: การแปรสภาพ
      • กลศึกที่ 28: เทคนิคเฉพาะ
    • หมวดหมู่ที่ 5: จังหวะเวลา
      • กลศึกที่ 29: จังหวะเวลา
      • กลศึกที่ 30: การทำทีละนิด
      • กลศึกที่ 31: การทำโดยฉับพลัน
    • หมวดหมู่ที่ 6: การบริหารทรัพยากร
      • กลศึกที่ 32: การใช้จำนวน
      • กลศึกที่ 33: การรวมตัว
      • กลศึกที่ 34: การแบ่งแยก
      • กลศึกที่ 35: การหมุนเวียน
      • กลศึกที่ 36: การแบ่งปัน
      • กลศึกที่ 37: การสละ
    • หมวดหมู่ที่ 7: การแสวงหาผลประโยชน์
      • กลศึกที่ 38: การช่วงใช้
      • กลศึกที่ 39: การช่วงชิง
      • กลศึกที่ 40: การลอกเลียน
      • กลศึกที่ 41: การเกาะ
      • กลศึกที่ 42: การรับแทน
    • หมวดหมู่ที่ 8: พลังอำนาจ
      • กลศึกที่ 43: คุณสมบัติ
      • กลศึกที่ 44: ความสัมพันธ์
      • กลศึกที่ 45: สิทธิพิเศษ
      • กลศึกที่ 46: อำนาจ
      • กลศึกที่ 47: การควบคุม
      • กลศึกที่ 48: การโจมตี

กลศึกที่ 4: ความชอบธรรม

กลศึกประเภท “ความชอบธรรม” เป็นกลอุบายที่เกี่ยวกับ “การทำให้เหตุผลบางอย่าง มาสนับสนุนการกระทำของตนเองหรือผู้อื่น”

ซึ่งความชอบธรรมนั้น แบ่งออกเป็น 6 ประเภท ได้แก่ ความชอบธรรมที่เกิดจาก…
  1. ความสมเหตุสมผล
  2. สถานการณ์
  3. หลักการ
  4. บุคคล
  5. ความรู้สึก
  6. ความสัมพันธ์
โดยการใช้ความชอบธรรมนั้น มี 4 เป้าหมาย ได้แก่ การใช้ความชอบธรรมเพื่อให้…
  1. สามารถที่จะทำหรือไม่ทำบางอย่างได้
  2. ไม่ต้องรับผลกระทบ หรือได้รับผลกระทบน้อยลง
  3. ดูดีมากขึ้น
  4. ดูแย่น้อยลง
และการใช้ความชอบธรรม ยังแบ่งออกเป็น 2 แบบ ได้แก่ ความชอบธรรมที่ถูกใช้…
  1. ทางตรง (เอามาอ้างตรง ๆ)
  2. ทางอ้อม
(ตัวอย่างการใช้ความชอบธรรมแบบต่างๆ) :
ตัวอย่างประเภทเพื่อให้ถูกใช้
ไม่อยากกินข้าว เลยบอกว่า “มีนัดแล้ว”, “แปรงฟันแล้ว”, “กำลังลดน้ำหนักอยู่” ฯลฯความสมเหตุสมผล11
ช่วยแม่ทำงานบ้าน อยากเร่งให้เสร็จเร็ว เลยบอกว่า “รีบทำให้เสร็จกันดีกว่า แม่จะได้ไปดูทีวี”
แต่จริง ๆ คือ ตัวเองอยากรีบไปเล่มเกม
ความสมเหตุสมผล31
คนต่างชาติ เวลาทำผิดพลาดบ้าง คนก็อาจจะไม่ถือสามากนัก เพราะมองว่าเขาคงไม่รู้วัฒนธรรมความสมเหตุสมผล2, 42
หัวทำเป็นลืมของไว้ที่ออฟฟิศ เพื่อจะได้กลับมาดูว่า ใครทำอะไรกันอยู่สถานการณ์12
รัฐบาลเพิ่มภาษีน้ำตาล แต่ผู้ผลิตน้ำหวานกลับถือโอกาสขึ้นราคาน้ำหวาน มากกว่าที่รัฐบาลขึ้นภาษีสถานการณ์11
ทำเรื่องที่ไม่ควรทำ แล้วหลักการที่ว่า “ทีคนอื่นยังทำได้เลย” หรือ “ใคร ๆ เขาก็ทำกัน”หลักการ2, 41
อยากให้สมาชิกใหม่ทำบางอะไรอย่าง เลยบอกว่า “เป็นธรรมเนียมของทีมเรา”หลักการ11
ไม่อยากให้แฟนกินของหวาน เลยบอกว่า “หมอไม่ให้กิน”บุคคล11
ไม่อยากออกไปเที่ยวกับเพื่อน เลยบอกว่า “แฟนห้าม เลยไปไม่ได้”บุคคล11
อยากซื้อของให้ใครบางคน เลยบอกว่า “เห็นว่าชอบ เลยซื้อมาฝาก”ความรู้สึก1, 31
แอบทำอะไรโดยที่แฟนไม่รู้ พอถูกจับได้ก็บอกว่า “กลัวเธอดุ เลยไม่กล้าบอก”ความรู้สึก21
สนิทกับใครบางคน เลยทำให้สามารถพูดคุยในเรื่องละเอียดอ่อนได้ความสัมพันธ์12
สนิทกับใครบางคน ถึงขนาดที่สามารถเข้าไปกอดได้ความสัมพันธ์12

(1. ความชอบธรรมที่เกิดจาก “ความสมเหตุสมผล”)

ความชอบธรรมที่เกิดจาก “ความสมเหตุสมผล” เป็นความชอบธรรมที่ตรงไปตรงมาที่สุด เป็นการนำเหตุผลบางอย่างมาอธิบาย เพื่อสนับสนุนการกระทำที่ตนเองต้องการ

สมมติว่า มีคนชวนเราไปทานอาหารด้วยกัน แต่เราไม่อยากไป เราอาจจะบอกว่า "พอดีที่บ้านเตรียมอาหารไว้ให้แล้ว" หรือ “พอดีเย็นนี้มีนัดกับแฟนแล้ว” หรือ “ช่วงนี้งานเยอะมาก” ฯลฯ(ใช้ความชอบธรรม)⦅❓⦆

สมมติว่า แม่ของเราชวนกินอาหารตอนดึก แต่เราไม่ชอบอาหารของวันนี้เลย เราอาจจะบอกว่า “อิ่มแล้ว” หรือ “กินมาแล้ว” หรือ “กำลังลดน้ำหนักอยู่”(ใช้ความชอบธรรม)หรือเราอาจจะรีบแปรงฟันให้เร็วกว่าปกติ จะได้บอกแม่ว่า “แปรงฟันแล้ว”(สลับขั้นตอน → สร้างความชอบธรรม)ฯลฯ⦅❓⦆

สมมติว่า เรากำลังช่วยแม่ล้างจานอยู่ แล้วเราอยากเร่งให้เสร็จเร็ว ๆ เพราะอยากรีบไปเล่นเกม เราก็อาจจะบอกแม่ว่า “รีบล้างให้เสร็จกันดีกว่า แม่จะได้ไปดูทีวี” ดูดีกว่าการบอกว่า ตัวเองอยากเล่นเกมเอง(ใช้ความชอบธรรม → สร้างภาพลักษณ์)⦅👎❓⦆

สมมติว่า ลูกอยากซื้อเสื้อผ้าใหม่ ๆ ให้พ่อ . พ่อที่ใส่เสื้อผ้าเก่า ๆ มานาน อาจจะบอกกับลูกว่า “พ่อชอบเสื้อผ้าพวกนี้ ใส่มาเป็นสิบปีแล้ว ต่อให้มีตัวใหม่ก็ไม่ชอบเท่า” แต่จริง ๆ ที่พูดแบบนี้เพราะไม่อยากให้ลูกเสียเงิน(ใช้ความชอบธรรม)⦅👍👍👍⦆

สมมติว่า พ่อของเราชอบเติมน้ำเปล่าลงในน้ำยาล้างจาน แต่จริง ๆ แล้ว เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ เพราะจะทำให้ประสิทธิภาพของน้ำยาล้างจานลดลง . แต่พอบอกไปตรง ๆ เขาก็ไม่ยอมเปลี่ยน และบอกว่า “พ่อทำแบบนี้มาตั้งแต่เด็กแล้ว”

.🤔 ถ้าเป็นผู้อ่าน จะทำยังไง ? (ลองคิดเล่น ๆ ดูก่อนก็ได้).....

แทนที่จะอธิบายเหตุผลไปตรง ๆ เราอาจจะซื้อน้ำยาล้างจานสูตรใหม่หรือยี่ห้อใหม่เข้าบ้าน แล้วบอกพ่อว่า “ยี่ห้อนี้ไม่ต้องเติมน้ำ” หรือ “สูตรนี้เขาทำมาให้ใช้ได้เลย ไม่ต้องผสมน้ำ”(แปรสภาพ → บิดเบือน → สร้างความชอบธรรม)⦅❓⦆

สมมติว่า คนที่มีอำนาจคนหนึ่ง เผลอพูดจาข่มขู่คนอื่น คนที่อยากจะช่วยหาข้ออ้างให้เขา ก็อาจจะบอกว่า “เขาพูดเล่นไปงั้นเอง เวลาเขาเอาจริงเขาไม่ขู่หรอกครับ” เพื่อหาทางลงให้(ใช้ความชอบธรรม)⦅👎👎👎🖐️⦆

บางคน เวลามีของราคาแพงที่อยากได้ แต่พอจะซื้อก็กลัวแฟนว่า เลยอาจจะเลือกซื้อของชิ้นนั้นจากแหล่งที่ลดราคา แม้ว่าราคาที่ลดลงมาแล้ว จะเท่ากับราคาทั่วไปที่พอจะหาได้จากแหล่งอื่นก็ตาม แต่ก็เพื่อจะได้บอกแฟนว่า “เห็นลดราคาพอดี เลยซื้อมา”(ใช้ความชอบธรรม)⦅👎🖐️❓⦆

คนรวยบางคน ถ้าอยากได้ข้ออ้างในการซื้อของแพง ก็อาจจะหาของที่มีส่วนผสมแปลก ๆ หรือใช้เทคนิคในการผลิตแปลก ๆ มาใช้เป็นข้ออ้าง เช่น “เมนูนี้ทำมาจากเนื้อของปลาพันธ์ุพิเศษ ปีหนึ่งจะจับได้แค่วันเดียวเท่านั้น” หรือ “นาฬิกาเรือนนี้ทำมาจากแร่ชนิดพิเศษ ซึ่งมีเพียงแค่ 50 เรือนในโลก” หรือ “ต้องใช้ช่างฝีมือค่อย ๆ แกะสลักทีละตัวอักษรขึ้นมาถึง 3 เดือน” ฯลฯ จะได้ไม่ถูกมองว่าโง่ หรือใช้เงินฟุ่มเฟือย(ใช้ความชอบธรรม → สร้างภาพลักษณ์)⦅🖐️⦆

ในทางกลับกัน ผู้ผลิตก็เช่นเดียวกัน ถ้าอยากได้ข้ออ้างในการขายของแพงโดยไม่โดนด่า ก็อาจจะใช้ส่วนผสมแปลก ๆ หรือใส่เทคนิคแปลก ๆ ลงไป เช่น “ซอสของเราเป็นซอสสูตรพิเศษ ที่มีการผสมราสเบอร์รี่กับเห็ดทรัฟเฟิลลงไป และใช้เทคนิคลับเฉพาะในการบ่มรสชาติ เพื่อให้ได้รสชาติเข้มข้น ไม่ซ้ำใคร” ฯลฯ(ใช้ความชอบธรรม → สร้างภาพลักษณ์)⦅🖐️⦆

และยังเป็นการสร้างความชอบธรรมให้ลูกค้าสบายใจได้ด้วย เพราะลูกค้าอาจจะมองว่า “ถึงจะไม่คุ้มกับราคา แต่อย่างน้อยก็ได้ลองสักครั้ง จะได้รู้ว่าเป็นยังไง” หรือเอาไปอวดให้คนอื่นฟังได้ว่าตัวเองเคยไปลองมาแล้ว(สร้างความชอบธรรม → ทำให้สบายใจ)⦅🖐️⦆

(2. ความชอบธรรมที่เกิดจาก “สถานการณ์”)

ความชอบธรรมที่เกิดจาก “สถานการณ์” เป็นการใช้ประโยชน์จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น มาสนับสนุนการกระทำที่ตนเองต้องการ

สมมติว่า เราอยากจะคุยกับใครสักคนแบบส่วนตัว แล้วเรารู้ว่าเขาไม่ได้ขับรถมาพอดี แต่เราขับรถมา . ตอนที่ถ้าเขากำลังจะกลับบ้าน เราก็อาจจะอาสาแวะไปส่งเขา จะได้มีโอกาสพูดคุยกับเขาที่รถ(ใช้ความชอบธรรม)⦅🖐️⦆

สมมติว่า มีคนกำลังเดินทางไปทำงาน แล้วรู้ตัวว่าไปสายแน่ ๆ แล้ว ซึ่งพอดีวันนั้น ฝนเกิดตกหนักจนน้ำท่วมขังพอดี หรือรถไฟใต้ดินเกิดเสียพอดี หรือเกิดอุบัติเหตุเกิดแถวนั้นพอดี ฯลฯ เขาอาจจะใช้เหตุการณ์นี้เป็นเหตุผลในการไปสายก็ได้(ใช้จังหวะ → บิดเบือน → สร้างความชอบธรรม)⦅👎🖐️❓⦆

บริษัทที่อยากจะโละคนออกจำนวนมาก แต่ยังขาดความชอบธรรม แล้วอยู่มาวันหนึ่ง ดันเกิดวิกฤติเศรษฐกิจบางอย่างขึ้นพอดี ก็อาจจะถือโอกาสนั้นโละคนออกทีเดียว โดยใช้วิกฤติมาเป็นข้ออ้าง(ใช้จังหวะ → บิดเบือน → สร้างความชอบธรรม)⦅⦅👎👎👎 / 👎👎 / 👎⦆🖐️❓⦆

สมมติว่า วันหนึ่งรัฐบาลขึ้นภาษีน้ำตาล เพื่อลดภาระที่เกิดจากปัญหาสุขภาพของประชาชน ทำให้ผู้ผลิตน้ำหวานบางรายถือโอกาสรวมตัวกัน ขึ้นราคาน้ำหวานมากกว่าที่รัฐขึ้นภาษี ทำให้ได้กำไรเพิ่มขึ้นฟรี ๆ((รวมตัว + (ใช้จังหวะ → บิดเบือน → สร้างความชอบธรรม)) → ช่วงชิง)⦅👎👎⦆

สมมติว่า เราอยู่ในครอบครัวที่มักจะทำอาหารง่าย ๆ กินกันทุกวัน แต่วันหนึ่งเราเบื่อ อยากจะสั่งอาหารข้างนอกมากินบ้าง ซึ่งถ้าเราจะสั่งมากินก็สามารถทำได้เลย แต่พอจะสั่งก็รู้สึกแปลก ๆ เขิน ๆ เราก็อาจจะหาอะไรสักอย่างที่เกิดขึ้นในจังหวะเวลานั้นพอดีมาแก้เขิน เช่น “เห็นร้านนั้นเขามีเมนูใหม่ เลยอยากลอง” หรือ “ได้คูปอง 1 แถม 1 ร้านนั้นมาพอดี เลยคิดว่าจะสั่งมากิน” หรือ “นาน ๆ น้องจะกลับเร็ว ได้กินข้าวพร้อมกันสักที สั่งอะไรมากินกันดีไหม ?” ฯลฯ(ใช้จังหวะ → สร้างความชอบธรรม)⦅🖐️⦆

ถ้าเราอยากรู้ว่า ในตอนกลางคืนที่เรากลับไปแล้ว คนที่ยังอยู่ออฟฟิศเขาทำอะไรกัน เราอาจจะแกล้งทำเป็นลืมของ เช่น กระเป๋า หรือโน๊ตบุ๊คทำงาน หรือโทรศัพท์ ฯลฯ จะได้มีเหตุผลในการกลับไปเอาของที่ออฟฟิศอีกที(วางกับดัก → สร้างความชอบธรรม → ล่วงรู้)⦅🖐️❓⦆

เวลาอยู่ที่บ้าน แล้วเราอยากรู้ว่าแฟนงอนเราอยู่รึเปล่า แต่เขากับเราอยู่คนละห้องกัน เราก็อาจจะทำเป็นเดินไปหยิบของอะไรสักอย่างในห้องที่เขาอยู่ เพื่อดูสีหน้าและอ่านภาษากาย(ใช้ความชอบธรรม → ล่วงรู้)หรือถ้าไม่รู้ว่าจะไปหยิบอะไร ก็อาจจะทำเป็นไปหาของสักอย่างก็ได้ ถึงเราจะรู้อยู่แล้วว่าของสิ่งนั้นไม่ได้อยู่ห้องนั้นก็ไม่เป็นไร แค่เข้าไปหาเฉย ๆ(บิดเบือน → สร้างความชอบธรรม → ล่วงรู้)⦅🖐️❓⦆

สมมติว่า เราเป็นนักเรียนที่กำลังจะเข้าไปเรียนในห้องเรียน ถ้าเราอยากสนิทกับเพื่อนบางคนมากขึ้น เราอาจจะลองไปถึงเกือบสายหรือสายเล็กน้อย เพราะถ้าเราไปเร็วแล้วมีที่นั่งว่างเยอะ ซึ่งปกติแล้วคนที่ไม่รู้จักหรือไม่สนิทกัน ก็มักจะไม่นั่งติดกัน . บางครั้งการไปช้าอาจทำให้เหลือที่นั่งไม่มาก จึงเป็นความชอบธรรมที่ทำให้เราสามารถนั่งติดกับคนที่เราไม่สนิทได้(รอจังหวะ → ใช้ความชอบธรรม → สร้างความสัมพันธ์)⦅🖐️❓⦆

ขุนนาง A ได้ใช้อำนาจของตัวเองเข้าไปยุ่งวุ่นวายในหน่วยงานของขุนนาง B เพื่อค้นหาของผิดกฎหมายบางอย่าง ซึ่งมันก็มีของผิดกฎหมายอยู่ในนั้นจริง ๆ . การที่ขุนนาง A มาอย่างกะทันหัน ทำให้ขุนนาง B เอาของผิดกฎหมายไปซ่อนไม่ทัน ซึ่งแน่นอนว่าการเข้าไปยุ่งวุ่นวายกับหน่วยงานของคนอื่นเป็นเรื่องที่ผิดก็จริง แต่ถ้าเจอของผิดกฎหมาย คดีก็จะตรงกันข้ามทันที

.🤔 ถ้าผู้อ่านเป็นขุนนาง B จะทำยังไง ? (ลองคิดเล่น ๆ ดูก่อนก็ได้).....

ทันใดนั้น อยู่ ๆ ก็มีสายลับคนหนึ่ง ปามีดเข้าไปเฉียดหน้าของขุนนาง A แค่นิดเดียว ขุนนาง B จึงถือโอกาสตะโกนบอกให้ทุกคนรีบอารักขาขุนนาง A ออกไปจากที่นี่โดยเร็ว บอกว่าที่นี่มันไม่ปลอดภัยแล้ว ซึ่งเรื่องก็เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ทำให้ขุนนาง A และคนอื่น ๆ ไม่ทันตั้งตัว เลยออกไปจากที่นี่อย่างฉุกละหุก ขุนนาง B จึงรอดตัวไป . ซึ่งแท้จริงแล้ว การลอบสังหารเป็นแผนของขุนนาง B นั่นเอง((วางกับดัก → สร้างความชอบธรรม) + ทำอย่างฉับพลัน)⦅👎👎👎⦆

สมมติว่า มีพระราชาองค์หนึ่ง อยากกำจัดขุนนางคนหนึ่งให้พ้นจากตำแหน่ง ซึ่งแน่นอนว่า ถ้าจะทำก็สามารถทำได้เลย เพราะมีอำนาจเหลือเฟืออยู่แล้ว(ใช้อำนาจ → ทำลาย)แต่ถ้าทำแบบนี้จะขาดความชอบธรรม เป็นการทำตามใจชอบ ทำให้ผู้คนไม่เคารพนับถือได้ . เขาจึงจัดฉากให้ขุนนางคนนั้นทำงานผิดพลาดแทน เช่น ถ้าเขาเป็นองครักษ์ ก็อาจจะจัดฉากให้ตัวเองโดนลอบโจมตี จะได้มีความชอบธรรมในการไล่เขาออกจากตำแหน่ง ฯลฯ(วางกับดัก → สร้างความชอบธรรม → ทำลาย)⦅👎👎👎⦆

หัวหน้าที่ต้องการจะไล่ลูกน้องบางคนออก ก็อาจจะใช้วิธีหางานยาก ๆ ให้เขาทำ เป็นงานที่คิดว่าเขาทำไม่ได้ หรือเป็นงานที่ทำแล้วต้องมีข้อผิดพลาดสักอย่างแน่ ๆ จะได้นำมาเป็นข้ออ้างในการไล่เขาออกได้(วางกับดัก → สร้างความชอบธรรม → ทำลาย)⦅👎👎👎🖐️⦆

บางคนที่อยากจะเลิกกับแฟน แต่ยังขาดเหตุผลในการบอกเลิก ก็เลยใช้วิธีทำตัวแย่ ๆ ใส่แฟน เพื่อให้แฟนอารมณ์เสียแล้วแสดงพฤติกรรมแย่ ๆ กลับมา แล้วใช้จุดนี้เป็นข้ออ้างในการบอกเลิก(วางกับดัก → ทำให้โกรธ → สร้างความชอบธรรม)⦅👎👎👎🖐️⦆

ผู้ที่เป็นฝ่ายเปิดฉากโจมตีอีกฝ่ายก่อน ก็เท่ากับเอาความชอบธรรมมายื่นให้อีกฝ่าย ทำให้อีกฝ่ายมีความชอบธรรมที่จะสามารถโจมตีกลับได้ (ในระดับที่สมเหตุสมผล) เพราะปกติแล้ว การโจมตีคนอื่นก่อน มักจะเป็นสิ่งที่ไม่มีความชอบธรรม.เช่น ถ้าอยู่ ๆ ก็มีใครก็ไม่รู้เดินมาต่อยคนคนหนึ่ง 1 ครั้ง(โจมตี)⦅👎👎👎⦆แล้วคนนั้นเขาก็ต่อยกลับ 1 ครั้งเท่ากัน(ใช้ความชอบธรรม → โจมตี)⦅👎👎❓⦆คนที่มีความชอบธรรมคือคนที่ต่อยกลับ เพราะอ้างได้ว่าป้องกันตัว ส่วนคนที่ต่อยก่อนคือคนที่ไม่มีความชอบธรรม คนทีต่อยทีหลังจึงดูดีกว่า แม้ว่าจะต่อยหนึ่งครั้งเท่ากันก็ตาม

หรือบางคนอาจจะซ้อนแผน โดยการยั่วยุให้อีกฝ่ายมาเปิดก่อน จะได้มีความชอบธรรมในการโต้ตอบอีกที เช่น พระราชาที่อยากได้เมืองของคนอื่นมาครอบครอง ก็อาจจะยั่วยุให้อีกเมืองหนึ่งโกรธ แล้วเข้ามาหาเรื่องเมืองของตัวเองก่อน จะได้มีความชอบธรรมในการทำสงคราม เพื่อที่จะเข้ายึดเมืองของอีกฝ่าย(วางกับดัก → ทำให้โกรธ → หลอกล่อ → สร้างความชอบธรรม → โจมตี → ช่วงชิง)⦅👎👎👎⦆

ประเทศที่ก่อหนี้กับประเทศอื่นไว้มาก ก็อาจจะใช้วิธีก่อสงครามกับประเทศที่เป็นเจ้าหนี้ ทำให้ถ้าตนเองชนะสงคราม ก็จะมีความชอบธรรมในการไม่จ่ายหนี้(โจมตี → สร้างความชอบธรรม → ช่วงชิง)⦅👎👎👎⦆

(3. ความชอบธรรมที่เกิดจาก “หลักการ”)

ความชอบธรรมที่เกิดจาก “หลักการ” เป็นการอ้างหลักการหรือแนวคิดบางอย่าง เพื่อสนับสนุนการกระทำที่ตนเองต้องการ.(คล้ายกับความชอบธรรมประเภท “ความสมเหตุสมผล” แต่เป็น “เหตุผลเชิงหลักการ” ซึ่งเป็นเหุตผลแบบกว้าง ๆ และเฉพาะเจาะจงน้อยกว่า)

ถ้าเรามีลูกมากกว่าหนึ่งคน พอซื้อของให้ลูกคนโตแล้ว ลูกคนเล็กก็อาจจะบอกว่า “ทีแม่ยังซื้อให้พี่เลย” ฯลฯ (เป็นหลักการเกี่ยวกับ “ความยุติธรรม”)(ใช้ความชอบธรรม)⦅🖐️⦆

ผู้ใหญ่บางคน ถ้าอยากจะเอาชนะในการโต้เถียงกับเด็ก ก็อาจจะบอกประมาณว่า “ฉันมีประสบการณ์มากกว่า” หรือ “ผ่านโลกมาก่อน” ฯลฯ แทนที่จะพูดคุยแลกเปลี่ยนกันดี ๆ ด้วยเหตุผลและข้อเท็จจริง(ใช้ความชอบธรรม → ทำให้ได้เปรียบ)⦅👎👎🖐️⦆

เวลาทำในสิ่งที่ไม่สมควรทำ บางคนก็ชอบอ้างว่า “ทีคนอื่นยังทำได้เลย” หรือ “ใคร ๆ ก็ทำกันทั้งนั้น” หรือ “เขาก็ทำกันมาตลอด” ฯลฯ(ใช้ความชอบธรรม)⦅👎👎👎 / 👎👎 / 👎⦆

ในทางกลับกัน ถ้าต้องการให้คนอื่นทำบางอย่างที่เขาไม่อยากทำ บางคนก็อาจจะอ้างว่า “ทุกคนเขาก็ทำกันหมด” หรือ “รุ่นพี่เขาก็ทำกันมาแล้วทั้งนั้น” หรือ “มันเป็นธรรมเนียมของกลุ่มเรา” ฯลฯ(ใช้ความชอบธรรม)⦅👎👎👎 / 👎👎 / 👎⦆

นักการตลาดบางคน โฆษณาผลิตภัณฑ์ของตัวเองเกินจริง ทำให้ลูกค้าเข้าใจคลาดเคลื่อนบางอย่าง เขาก็อาจจะอ้างว่า “เป็นเทคนิคในการขาย” หรือ “เป็นกลยุทธ์ทางการตลาด” หรือ “คอร์สการตลาดที่ผมเรียนมา เขาสอนให้ทำแบบนั้น” ฯลฯ(ใช้ความชอบธรรม → บิดเบือน)⦅⦅👎👎👎 / 👎👎 / 👎⦆🖐️⦆

สื่อบางแห่ง ชอบนำเสนอข่าวเกินจริง เช่น “พบเชื้อปริศนา ระบาดเงียบ!” แต่จริง ๆ คือ พบผู้ติดเชื้อ 1–2 ราย ยังไม่ยืนยันการแพร่ระบาด หรือ “นักท่องเที่ยวโดนโกง! เมืองนี้อันตราย ห้ามไป” แต่จริง ๆ คือ เป็นแค่เหตุการณ์เดียว จากนักท่องเที่ยวเป็นล้านคนต่อปี ฯลฯ . เขาก็อาจจะอ้างว่า “ก็ผู้ชมเขาชอบเสพอะไรแบบนี้” หรือ “มันเป็นสไตล์การนำเสนอของเรา” หรือ “ถ้าไม่แรง คนก็ไม่อ่าน” หรือ “สื่ออื่นก็ทำเหมือนกัน” ฯลฯ(ใช้ความชอบธรรม → บิดเบือน → ทำให้น่าสนใจ → หลอกล่อ → ทำให้แพร่กระจาย)⦅👎👎👎⦆

นักธุรกิจบางคน พอทำสิ่งที่ไม่สมควรทำ สร้างความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น ก็อาจจะอ้างว่า “ทุกเจ้าก็ทำแบบนี้ทั้งนั้นแหละ” หรือ “ผมทำธุรกิจนะ ไม่ได้ทำการกุศล” หรือ “มันเป็นเรื่องธรรมดาของโลกธุรกิจ” ฯลฯ เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับตนเอง(ใช้ความชอบธรรม)⦅👎👎👎⦆

พวกอันตพาลคุมถิ่น เวลาจะหาเรื่องคนอื่น ก็อาจจะอ้างว่า เช่น “ตรงนี้เป็นพื้นที่ของพวกเรา” หรือ “รู้ไหม เขตนี้ใครคุม ?” ฯลฯ แม้ว่าจริง ๆ แล้ว จะเป็นพื้นที่สาธารณะ ไม่สามารถมีใครเป็นเจ้าของได้ก็ตาม(บิดเบือน → สร้างความชอบธรรม)⦅👎👎👎⦆

บางคน เวลามีคนเห็นต่างจากความเชื่อที่ตนเองศรัทธา ก็อาจจะบอกว่า “พวกมันเป็นศัตรูต่อพระผู้เป็นเจ้า” หรือ "มันเป็นพวกปีศาจ" ฯลฯ แทนที่จะพูดคุยแลกเปลี่ยนกันดี ๆ ด้วยเหตุผลและข้อเท็จจริง(ใช้ความเชื่อ → สร้างความชอบธรรม → โจมตี)⦅👎👎👎⦆

พระราชาหรือขุนนางบางคน เวลาตนเองทำเรื่องผิดศีลธรรม โหดเหี้ยมกับคนอื่น ก็อาจจะอ้างว่า “ที่ทำทั้งหมดก็เพื่อประเทศชาติของเรา” หรือ “คนเหล่านั้นเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ” ฯลฯ(ใช้ความชอบธรรม → โจมตี)⦅👎👎👎⦆

คนที่ไม่อยากให้คนอื่นเห็นต่างจากตนเอง หรือไม่ชอบคนบางกลุ่มเป็นพิเศษ เวลาที่พวกเขาเห็นต่าง ก็อาจจะบอกว่า “เป็นพวกสร้างความแตกแยกในสังคม” หรือ “เป็นพวกบ่อนทำลายความสามัคคี”(ใช้ความชอบธรรม → โจมตี)⦅👎👎👎⦆

บางคน เวลาทำอะไรที่ไม่ควรทำ ก็อาจจะบอกว่า “มันเป็นสิทธิ์” หรือ “ผมที่สิทธิ์ที่จะพูด/ทำ” ฯลฯ มาใช้เป็นความชอบธรรม(ใช้ความชอบธรรม)⦅👎 / 👎👎 / 👎👎👎⦆

คนในสังคม โดยเฉพาะสมัยก่อน ถ้าต้องการให้คนที่เป็นผู้ชายทำอะไรบางอย่าง ก็อาจจะพูดประมาณว่า “เกิดมาเป็นลูกผู้ชายต้อง…” หรือถ้าต้องการห้ามไม่ให้ผู้หญิงทำอะไรบางอย่าง ก็อาจจะพูดประมาณว่า “เกิดมาเป็นผู้หญิงไม่ควรที่จะ…”(ใช้ความชอบธรรม)⦅❓⦆

คนหมู่มาก หรือเสียงส่วนใหญ่ ก็ถือเป็นหลักการแบบหนึ่ง เวลาที่ต้องมีการตัดสินใจร่วมกัน หรือเวลาจะโน้มน้าวให้คนอื่นทำบางอย่าง บางคนก็อาจจะบอกว่า เช่น “นี่เป็นสิ่งที่คนจำนวนมากต้องการ แม้จะไม่พูดออกมาตรง ๆ” หรือ “จะคิดมากไปทำไม เราก็แค่ทำในสิ่งที่คนจำนวนมากต้องการก็เท่านั้น” ฯลฯ(ใช้ความชอบธรรม)⦅👎🖐️❓⦆

กฎเกณฑ์ ก็ถือเป็นหลักการแบบหนึ่ง . ถ้าต้องการให้ใครทำหรือไม่ทำบางอย่าง บางคนก็อาจจะบอกว่า เช่น “มันผิดกฎหมายนะ” หรือ “มันผิดหลักการของศาสนา” หรือ “มันขัดต่อกฎระเบียบขององค์กร” ฯลฯ . หรือบางทีก็อยู่ในรูปแบบของ “ธรรมเนียม” หรือ “จารีต” หรือ “วัฒนธรรม” เช่น “มันขัดต่อธรรมเนียมของทีมเรา” หรือ “มันขัดกับวัฒนธรรมขององค์กร” หรือ “มันขัดต่อขนบธรรมเนียมอันดีงามของประเทศ” ฯลฯ(ใช้ความชอบธรรม)⦅❓⦆

บางคนก็ชอบบิดเบือนหลักการโดยการเล่นกับคำนิยามของคำ (บิดเบือนทางภาษา) เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับตนเอง เช่น เวลามีคนที่อยู่คนละฝ่ายกับตนเอง แล้วอยากจะหาเรื่องมาจัดการกับอีกฝ่าย ก็อาจจะบอกว่า “ทำร้ายคนผิดก็จริง แต่พวกนั้นมันไม่ใช่คน”(บิดเบือน → สร้างความชอบธรรม → โจมตี)(เป็นการทำเหมือนว่าตนเองไม่ผิดหลักการที่ว่า “ไม่ควรทำร้ายคนอื่น” เพราะบิดเบือนนิยามของคำว่า “คน”)⦅👎👎👎⦆

ถ้าสมมติว่า เรากำลังเจอกับหลักการที่เรายึดถือ แต่ดันอยู่คนละฝั่งกัน แล้วเราก็จำเป็นต้องเลือก ซึ่งถ้าเลือกทำตามหลักการหนึ่งแล้ว ก็อาจจะถูกมองว่าผิดต่ออีกหลักการหนึ่งได้ . ถ้าเราเลือกหลักการหนึ่งแล้ว ไม่อยากถูกมองว่าเราปฏิเสธอีกหลักการหนึ่ง เราก็อาจจะสื่อสารในแบบที่เรายังคงเข้าใจอีกฝั่งเช่นกัน

เช่น ถ้าพ่อแม่อยากให้เราทำงานในสิ่งที่ไม่ใช่ความฝันของเรา โดยอ้างบุญคุณหรือความกตัญญู เราก็อาจจะบอกว่า “บุญคุณที่พ่อแม่อุตส่าห์เลี้ยงมานั้น เป็นสิ่งสำหรับผมสำคัญมากจริง ๆ แต่ในขณะเดียวกัน ผมก็ไม่อยากละทิ้งความฝันด้วย”(ใช้ความชอบธรรม + รักษาความสัมพันธ์)⦅👍👍⦆

หรือถ้าคนในครอบครัวของเราทำผิด แล้วเราต้องเลือกระหว่างครอบครัวกับความถูกต้อง เราก็อาจจะบอกว่า “ครอบครัวสำคัญก็จริง แต่ความถูกต้องก็สำคัญเช่นกัน”(ใช้ความชอบธรรม + รักษาความสัมพันธ์)⦅👍👍👍⦆

(4. ความชอบธรรมที่เกิดจาก “บุคคล”)

ความชอบธรรมที่เกิดจาก “บุคคล” เป็นการนำใครบางคนมาเป็นข้ออ้างอิงถึง เพื่อสนับสนุนการกระทำที่ตนเองต้องการ

ความชอบธรรมประเภทนี้ สามารถนำมาช่วยในการปฏิเสธคนได้ จึงเป็นวิธีที่เหมาะสำหรับคนที่ไม่กล้าปฏิเสธคนอื่น หรือปฏิเสธคนไม่เก่ง

สมมติว่า เพื่อนของเราชวนไปเที่ยวกลางคืน แล้วเราไม่รู้จะปฏิเสธยังไงดี เราอาจจะเอาคนใกล้ตัวมาอ้าง เช่น “แฟนไม่อยากให้ไป” หรือ “แม่ไม่ให้ออกจากบ้านตอนกลางคืน” ฯลฯ(ใช้ความชอบธรรม)⦅🖐️⦆

สมมติว่า เพื่อนของเรามาขอยืมเงิน แล้วเราไม่รู้จะปฏิเสธยังไงดี เราก็อาจจะบอกว่า “ช่วงนี้ช็อปหนักไปหน่อย เลยถูกแฟนจับตาดูเรื่องเงินอยู่ ให้ยืมไม่ได้จริง ๆ กลัวโดนแฟนด่า”(ใช้ความชอบธรรม)⦅🖐️⦆

บางคน ถ้าอยากไปเที่ยวเล่นนอกบ้าน ก็อาจจะอ้างคนอื่นมาชวน เช่น “เพื่อนชวน” หรือ “หัวหน้าชวน เลยคิดว่าควรไป” หรือ “ลูกค้าชวน เลยไม่อยากปฏิเสธ” ฯลฯ(ใช้ความชอบธรรม)⦅⦅👎👎👎 / 👎👎 / 👎⦆🖐️❓⦆

สมมติว่า แม่ของเราชอบทานอาหารชนิดหนึ่ง แต่เราไม่อยากให้แม่กิน เพราะไม่ดีต่อสุขภาพ เราก็อาจจะเอาคุณหมอมาอ้าง เช่น “แม่จำได้ไหม หมอบอกยังไง ?”(ใช้ความชอบธรรม)⦅👍👍❓⦆

สมมติว่า มีลูกค้าที่มาที่ร้าน ขอส่วนลดพิเศษ แต่เรารู้อยู่แล้วว่ายังไงก็ลดให้ไม่ได้ แทนที่จะปฏิเสธไปตั้งแต่แรก บางคนก็อาจจะทำเป็นไปขอผู้จัดการดูก่อน แล้วกลับมาบอกลูกค้าได้ว่า “เมื่อกี้ลองขอผู้จัดการแล้ว แต่เขาบอกว่า ลดให้ไม่ได้จริง ๆ” และยังเป็นการแสดงให้ลูกค้าเห็นอีกว่า เขาได้พยายามทำเต็มที่เพื่อลูกค้าแล้ว(บิดเบือน → สร้างความชอบธรรม)⦅👎🖐️❓⦆

พ่อแม่บางคน เวลาต้องการกดดันให้ลูกทำอะไรบางอย่าง ก็อาจจะอ้างความเห็นจากคนที่มีมุมมองคล้าย ๆ กัน เช่น “ลุง A ยังบอกเลยว่า แกควรมีแฟนได้แล้ว” หรือ “ป้า B ยังบอกเลยว่า แกเหมาะที่จะเรียนหมอ”(ใช้ความชอบธรรม)⦅👎👎⦆

สมมติว่า เราคิดว่าเราให้คนเงินที่บ้านใช้เกินไปจนเดือดร้อนตัวเอง เราก็อาจจะลองตั้งคำถามในออนไลน์ประมาณว่า “ผมให้เงินที่บ้านเดือนละเท่านี้ ถือว่าน้อยไปไหมครับ ?” จะได้เอาคำตอบที่ได้มายืนยันกับคนที่บ้านได้ “เห็นไหม ใคร ๆ ก็บอกว่ามันเยอะมาก”(ทำอย่างแนบเนียน → สร้างความชอบธรรม)⦅🖐️❓⦆และอีกอย่างก็เป็นการตรวจสอบความเข้าใจของตัวเองด้วยว่า เราเข้าใจถูกรึเปล่าที่คิดว่ามันเยอะไป

มีขุนนางคนหนึ่ง หลอกล่อให้พระราชาเผลอพูดหรือมีคำสั่งบางอย่างออกมา เพื่อให้คนอื่นทำบางอย่างที่เราต้องการ เพราะถ้าพระราชาเป็นคนพูดออกมาเอง ก็เท่ากับมีความชอบธรรมเต็มเปี่ยม(ทำอย่างแนบเนียน → หลอกล่อ → สร้างความชอบธรรม)หรืออาจจะเอาคำพูดของพระราชามาบิดเล็กน้อย ให้เข้ากับบริบทของตัวเอง เช่น ขุนนาง A ซึ่งไม่ชอบขุนนาง B จึงบอกกับพระราชาว่า “หม่อมฉันกังวลว่า ขุนนางบางคนเริ่มมีอำนาจมากเกินไป อาจทำให้ราษฎรสับสนว่า ใครคือศูนย์กลางอำนาจที่แท้จริง” แล้วพระราชาก็ตอบว่า "ขุนนางคนไหนที่ทำให้บ้านเมืองไม่มั่นคง ก็ควรจัดการ" . วันถัดมาขุนนาง B ถูกสอบสวน หรือถูกปลด หรือถูกประหาร(ทำอย่างแนบเนียน → หลอกล่อ ⇒ บิดเบือน → สร้างความชอบธรรม → โจมตี)⦅👎👎👎⦆

(5. ความชอบธรรมที่เกิดจาก “ความรู้สึก”)

ความชอบธรรมที่เกิดจาก “ความรู้สึก” เป็นการอ้างความรู้สึกบางอย่าง เพื่อสนับสนุนการกระทำที่ตนเองต้องการ.(คล้ายกับความชอบธรรมประเภท “ความสมเหตุสมผล” แต่เป็น “เหตุผลเชิงความรู้สึก”).เป็นการคอมโบระหว่างกลศึกประเภท “จิตวิทยา” และ “ความชอบธรรม”(ใช้จิตวิทยา → สร้างความชอบธรรม)

คนที่มีแฟนดุ เวลาทำอะไรโดยไม่บอกแฟนก่อน แล้วแฟนจับได้ภายหลัง ก็อาจจะบอกว่า “กลัวเธอดุ เลยไม่กล้าบอก”(ใช้ความกลัว → สร้างความชอบธรรม)⦅👎🖐️❓⦆

เวลาขึ้นเครื่องบิน แม่อาจจะบอกกับลูกว่า “ชอบนั่งริมระเบียง” แต่จริง ๆ คือ ชอบนั่งริมหน้าต่างมากกว่า แต่อยากให้ลูกได้ดูวิว(ใช้ความชอบ → สร้างความชอบธรรม → ทำให้สบายใจ)⦅👍👍👍⦆

ถ้าเราไม่อยากให้คนใกล้ตัวทำสิ่งที่อาจจะเกิดอันตรายได้ เช่น ไม่อยากให้ลูกไปเที่ยว หรือไม่อยากให้แฟนสูบบุหรี่ ฯลฯ ก็อาจจะบอกว่า “ที่ไม่อยากให้ไป เพราะเป็นห่วง” หรือ “ที่ไม่อยากให้ทำ เพราะหวังดี” ฯลฯ(ใช้ความเป็นห่วง → สร้างความชอบธรรม)⦅👍👍👍❓⦆

สมมติว่า มีคนเอาของแพง ๆ มาให้ หรือถูกชวนไปทำอะไรบางอย่าง บางคนอาจจะปฏิเสธไปแล้ว แต่พอหลายครั้งเข้า ก็อาจจะมองว่า “เขาอุตส่าห์เอามาให้ตั้งหลายครั้ง เราก็ควรจะรับไว้” หรือ “เขาอุตส่าห์ชวนตั้งหลายครั้ง ก็เลยคิดว่าควรไป”(ใช้ความเกรงใจ → สร้างความชอบธรรม)

ถ้าเราอยากจะสนิทกับใครสักคน แล้วเราจำได้ว่าเขาเคยบอกว่าชอบอะไร เราก็อาจจะหามาให้เขา แล้วก็บอกว่า “จำได้ว่าอยากได้ เลยซื้อมาให้” หรือ “เห็นเคยบอกว่าชอบ เลยทำมาให้”(ใช้ความชอบ → สร้างความชอบธรรม → สร้างความสัมพันธ์) . เป็นการนำคำพูดของเขา มาเป็นความชอบธรรมในการเอาของไปให้เขา . ลองมองในมุมกลับก็ได้ว่า ถ้าเขาไม่เคยบอกเราว่าเขาชอบอะไร แล้วอยู่ ๆ เราเอาของไปให้ ถ้าไม่ได้สนิทกันจริงก็คงจะรู้สึกแปลก ๆ

การมีจุดร่วมบางอย่าง ก็ใช้เป็นความชอบธรรมในการเปิดบทสนทนาได้ เช่น ถ้าเราเจอใครสักคนที่คุ้น ๆ เหมือนเคยเห็นที่โรงเรียน พอเจอกันที่อื่น เราก็สามารถถามคำถามง่าย ๆ ได้ “เห็นคุ้นหน้า ใช่คนที่อยู่โรงเรียน A ไหมครับ ?” หรือถ้าเราเจอคนชาติเดียวกันที่ต่างประเทศ เราก็มักจะสนิทกันง่ายกว่า “เป็นคน B เหมือนกันใช่ไหมคะ ?” “พี่มาจากจังหวัดไหนหรอคะ ?” หรือถ้านักเขียนโปรแกรมเจอคนทำอาชีพเดียวกัน “ซอฟแวร์ที่ทำอยู่นี่ใช้ภาษาอะไรหรอครับ ?” ฯลฯ(ใช้ความเป็นพวกเดียวกัน → สร้างความชอบธรรม)

การที่เราจะให้ความสุขบางอย่างให้กับตัวเอง แต่ต้องแลกมาด้วยความรู้สึกผิด กลายเป็นคนขาดวินัย ไม่รู้จักควบคุมตัวเอง เช่น การซื้อของราคาแพง หรือการกินของหวาน หรือการไปเที่ยวต่างประเทศ ฯลฯ . เราอาจจะลองตั้งเป้าหมายที่ท้าทายขึ้นมา แล้วเอามาเป็นรางวัลแทน เช่น “ถ้าออกกำลังกายสัปดาห์ละ 3 วัน ต่อเนื่อง 2 เดือน จะให้ตัวเองซื้อกระเป๋าที่อยากได้ได้” หรือ “ถ้าเรียนเนื้อหาออนไลน์ 3 บทให้จบ จะยอมให้ตัวเองได้กินของหวานที่อยากกินมาก ๆ ได้ครั้งหนึ่ง” หรือ “ถ้าเก็บเงินได้ก้อนใหญ่สำเร็จ จะให้ตัวเองไปเที่ยวที่ที่อยากไปได้ครั้งหนึ่ง” ฯลฯ . เป็นการทำให้เรามีความชอบธรรมในการทำสิ่งเหล่านี้โดยที่ไม่รู้สึกผิด แถมตรงกันข้าม ยังอาจจะทำให้เรารู้สึกดีขึ้นด้วยซ้ำ รู้สึกว่าสิ่งเหล่านี้เป็นรางวัลชีวิตของเรา เป็นผลตอบแทนความพยายามของเรา(สร้างพันธะ → สร้างความภูมิใจ → สร้างความชอบธรรม → ทำให้ไม่รู้สึกผิด)⦅👍👍👍⦆

(6. ความชอบธรรมที่เกิดจาก “ความสัมพันธ์”)

ความชอบธรรมที่เกิดจาก “ความสัมพันธ์” เป็นการใช้ความสัมพันธ์ที่มีต่อผู้อื่น ทำให้เราสามารถปฏิสัมพันธ์กับผู้นั้น ในแบบที่คนที่ไม่มีความสัมพันธ์กับเขามากพอไม่สามารถทำได้.เป็นการคอมโบระหว่างกลศึกประเภท “ความสัมพันธ์” และ “ความชอบธรรม”(ใช้ความสัมพันธ์ → สร้างความชอบธรรม)

สมมติว่า เรามีเพื่อนสนิทกลุ่มหนึ่ง ซึ่งสามารถพูดหยอกล้อกับพวกเขาได้ ซึ่งถ้าเป็นคนอื่นเราก็จะพูดแบบนั้นไม่ได้ . นั่นเป็นเพราะเรามีความชอบธรรมที่จะพูดหยอกล้อกับเพื่อนกลุ่มนั้น แต่กับคนอื่นเราไม่มี . จะเห็นได้ว่า ความสัมพันธ์ก็ทำให้เกิดความชอบธรรมได้(ใช้ความสัมพันธ์ → สร้างความชอบธรรม)

การที่เราจะไปหาใครสักคน ก็ต้องอาศัยความชอบธรรมเช่นกัน . ถ้าไปเพราะเป็นเรื่องงาน หรือมีธุระจะคุยด้วย ก็ถือเป็นความชอบธรรมประเภทความสมเหตุสมผลอยู่แล้ว . แต่ถ้าอยากไปหาโดยไม่มีเหตุผลอะไรเป็นพิเศษ ก็ต้องคนที่เราสนิทด้วยมากพอ เช่น ลูกที่ไปหาพ่อแม่ที่บ้าน หรือพ่อแม่ไปหาลูกที่บ้าน หรือไปบ้านแฟน หรือไปบ้านเพื่อนสนิท ฯลฯ จึงเป็นความชอบธรรมประเภทความสัมพันธ์(ใช้ความสัมพันธ์ → สร้างความชอบธรรม)

การที่เราจะซื้อของไปให้ใครสักคน ก็ต้องอาศัยความชอบธรรมเช่นกัน เช่น ถ้าเขาเป็นคนในครอบครัวของเรา หรือเพื่อน หรือญาติ หรือเป็นคนที่เคยช่วยเหลือเรา หรือลูกค้า ฯลฯ ก็สามารถทำได้(ใช้ความสัมพันธ์ → สร้างความชอบธรรม). ลองคิดในมุมกลับก็ได้ว่า ถ้าอยู่ ๆ มีคนแปลกหน้ายื่นของมาให้เรา แล้วถ้าเขาไม่มีเหตุผลเพียงพอ เราก็คงรู้สึกแปลก ๆ

ความชอบธรรมที่ทำให้คนเราปฏิสัมพันธ์กันได้ ก็จะแตกต่างกันไปในแต่ละคน เช่น พ่อแม่สามารถที่จะเข้าไปสวมกอดลูกได้ หรือลูกที่เข้าไปกอดพ่อแม่ได้ หรือแฟนที่สามารถจับมือกันได้ หรือเพื่อนบางกลุ่มที่หยอกล้อกันได้ หรือเพื่อนสนิทที่คุยเรื่องละเอียดอ่อนกันได้ ฯลฯ แต่กับบางคน เรากลับไม่สามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้ ขึ้นอยู่กับระดับและรูปแบบของความสัมพันธ์(ใช้ความสัมพันธ์ → สร้างความชอบธรรม)

(ความชอบธรรมที่จัดอยู่ใน “หลายประเภท”)

บางครั้ง ความชอบธรรมบางอย่างก็ถูกจัดอยู่ในหลายประเภทได้ . โดยเราจะเขียนชื่อประเภทของความชอบธรรมในสัญลักษณ์ “[]”

สมมติว่า เรานัดกับใครแล้วกลัวอีกว่าฝ่ายจะไม่เทนัด เราก็อาจจะเตรียมของฝากไปให้ และบอกเขาล่วงหน้า หรืออาจจะรีบไปถึงเร็ว ๆ แล้วสั่งอาหารรอไว้เลย(ใช้ความเกรงใจ → สร้างความชอบธรรม)[ความสมเหตุสมผล + ความรู้สึก]⦅🖐️❓⦆.(หมายถึง เป็นทั้งความชอบธรรมประเภท “ความสมเหตุสมผล” กับ “ความรู้สึก”)

สมมติว่า กลุ่มเพื่อนของเรานัดเล่นเกมด้วยกัน ซึ่งเป็นเกมที่จำเป็นต้องเล่นหลายคน เราก็อาจจะเอ่ยปากชวนเพื่อนให้มาเล่นด้วยกัน แล้วถ้าเขาไม่รู้จะขอที่บ้านยังไง เขาก็สามารถเอาเราไปอ้างได้ว่า เราเป็นคนขอให้มาเอง และอาจจะบอกว่าขาขาด คนไม่ครบ จำเป็นต้องมีคนมาเติม(รับแทน → สร้างความชอบธรรม)[บุคคล + ความสมเหตุสมผล]⦅❓⦆

สมมติว่า เรากำลังครุ่นคิดกับปัญหาบางอย่างที่อาจจะเกิดขึ้น แล้วมีคนมาบอกเราว่า “คิดมากไปรึเปล่า ? เดี๋ยวถึงเวลาค่อยจัดการมันก็ได้” แล้วเราจำได้ว่า เขาเป็นคนที่ชื่นชอบไอน์สไตน์มาก ๆ เราก็อาจจะบอกว่า “ไอน์สไตน์เคยกล่าวไว้ว่า คนฉลาดจะแก้ปัญหา คนมีปัญญาจะหลีกเลี่ยงมัน” ฯลฯ(ใช้ความชอบธรรม → ปรับมุมมอง)[บุคคล + หลักการ]⦅❓⦆

(ความชอบธรรมที่ถูกใช้ ”ทางอ้อม”)

ความชอบธรรมที่ถูกใช้ “ทางอ้อม” เป็นความชอบธรรมที่ไม่ได้ถูกใช้โดยตรง ไม่จำเป็นต้องสื่อสารหรืออธิบายใด ๆ ก็ถูกใช้ไปในตัวอยู่แล้ว และส่วนมากมักถูกใช้โดยไม่รู้ตัว

เวลายื่นของเล่นให้เด็กทารก แล้วเขาไม่ชอบ เขาก็สามารถเบือนหน้าหนี หรือคลานหนี หรือทำเป็นไม่สนใจได้เลย โดยไม่ต้องหาวิธีปฏิเสธที่สุภาพ ไม่ต้องรักษาน้ำใจใด ๆ ซึ่งความที่เขายังเป็นเด็กทารกอยู่นี่แหละที่เป็นความชอบธรรม และทุกคนก็เข้าใจกันอยู่แล้ว(ใช้ความชอบธรรม)

ถ้ามีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวต่างประเทศ แล้วเขาไม่คุ้นเคยวัฒนธรรม เลยเผลอทำผิดพลาดเล็ก ๆ น้อย ๆ แล้วถ้าคนแถวนั้นดูออกว่าเป็นคนต่างชาติ ก็อาจจะไม่ถือสา ไม่ว่าอะไร หรือไม่ขุ่นเคืองใจเลยก็ได้(ใช้ความชอบธรรม)

ร้านค้าที่มีระบบชำระเงิน อาจจะที่มีแคชเชียร์คิดเงิน หรืออยู่ในแพลตฟอร์มออนไลน์ที่มีระบบจ่ายเงิน ก็เท่ากับได้ความชอบธรรมในการปฏิเสธการต่อราคามาด้วย เพราะเป็นที่รู้กันว่ามีระบบล็อกไว้ตายตัวอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องตอบปฏิเสธอะไรออกไปเลย จึงถือเป็นความชอบธรรมโดยนัย หรือต่อให้มีคนมาต่อราคาจริง ๆ ก็ยังอ้างระบบได้(ใช้ความชอบธรรม)

ซึ่งต่างจากพ่อค้าแม่ค้าชาวบ้าน หรือคนทั่วไปที่ให้บริการบางอย่างเอง ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติจะมีลูกค้ามาต่อราคาบ้าง แล้วถ้าคนขายไม่อยากลดราคา ก็อาจจะต้องหาคำพูดดี ๆ มาปฏิเสธ หรือเสียเวลาอธิบายให้ลูกค้าฟัง . แต่ถ้าลองมองในมุมกลับ ก็เท่ากับเรามีโอกาสได้คุยกับลูกค้า เช่น ถือโอกาสเสนอตัวเลือกอื่นแทน หรือโฆษณาไปเลยว่าของเราดียังไง ทำไมถึงต้องขายราคานี้ หรือชวนคุยเพื่อถามความเห็น ฯลฯ(ปรับมุมมอง → เปลี่ยนจุดอ่อนเป็นจุดแข็ง → ใช้ผลพลอยได้)⦅👍⦆

(การสร้างความชอบธรรม “ให้ผู้อื่นนำไปใช้”)

การสร้างความชอบธรรม “ให้ผู้อื่นนำไปใช้” เป็นการสร้างความชอบธรรมที่ไม่ได้เอาไว้ใช้กับตนเองหรือผู้อื่นโดยตรง แต่เป็นการสร้างความชอบธรรมทิ้งไว้ก่อน เพื่อให้ผู้อื่นสามารถหยิบไปใช้ได้อีกที

สมมติว่า มีเพื่อนชวนลูกของเราไปเที่ยว แต่เขาไม่ได้อยากไป แต่ก็ไม่รู้ว่าจะปฏิเสธเพื่อนยังไงดี เราก็อาจจะบอกให้เขาโยนมาที่เราได้เลย ให้บอกเพื่อนไปเลยว่า “พอดี(แม่/พ่อ)เป็นห่วง ไม่อยากให้ไป”(รับแทน → สร้างความชอบธรรม)⦅👍🖐️⦆

สมมติว่า แฟนของเราเป็นคนปฏิเสธคนไม่เก่ง แล้วชอบมีคนมาขอยืมเงิน เราก็อาจจะให้แฟนโยนมาที่เราได้เลย ให้บอกไปเลยว่า เราไม่ชอบให้ใครยืมเงิน หรือบอกไปว่าช่วงนี้กำลังถูกเราจับตาดูเรื่องการเงินอยู่ เลยให้ยืมไม่ได้ ฯลฯ(รับแทน → สร้างความชอบธรรม)⦅👍🖐️⦆

สมมติว่า เราให้ของใครสักคน แล้วเขาไม่กล้ารับด้วยเหตุผลบางอย่าง เช่น เกรงใจเรา หรือแพงเกินไปจนไม่กล้ารับ ฯลฯ บางคนก็อาจจะบอกว่า “รับไปเถอะ อุตส่าห์ตั้งใจเอามาให้เลยนะ” หรือ “ถ้าพี่ไม่รับ หนูเสียใจนะ” ฯลฯ แล้วถ้ามีคนถามเขาว่า “จะรับมาทำไม ?” เขาจะได้เอาคนให้ไปอ้างได้ เช่น “น้องเขาอุตส่าห์ตั้งใจเอามาให้” หรือ “เขาขอให้รับตั้งหลายครั้ง เกรงใจเขา” ฯลฯ(รับแทน → สร้างความชอบธรรม)⦅❓⦆

สมมติว่า A กับ B เป็นคนรู้จักของเรา และกำลังคบกันเป็นแฟน แล้วเรารู้มาว่า A กำลังงอน B อยู่ เลยไม่ยอมคุยด้วย และพอ B ทักไปก็ไม่ตอบ . ถ้าเราอยากช่วย B เราก็อาจจะเอาของฝากที่เราซื้อมาจากการไปเที่ยว ฝากให้ B เอาไปให้ A ทำให้ B มีข้ออ้างที่จะไปเจอกับ A(วางกับดัก → สร้างความชอบธรรม). และอีกอย่างคือ A อาจจะเกรงใจ B ที่อุตส่าห์เอาของมาให้ เลยอาจจะยอมคุยด้วยบ้างก็ได้(วางกับดัก → ทำให้เกรงใจ → สร้างความชอบธรรม)⦅👍❓⦆

ร้านค้าที่ออกโปรโมชัน ก็ถือเป็นกลยุทธ์ในการสร้างความชอบธรรมทิ้งไว้ เพื่อให้ลูกค้าสามารถเอาไปใช้อ้างกับตนเองในการซื้อของที่อยากได้โดยไม่ต้องรู้สึกผิดได้ เช่น บางคนตั้งใจจะลดน้ำหนัก แต่ร้านเบอร์เกอร์ที่ชอบมีโปรโมชัน 1 แถม 1 พอดี เลยคิดว่านาน ๆ จะลดราคาทีนึง กินอีกสักครั้งก็คงไม่เป็นไร หรือบางคนตั้งใจจะเก็บเงิน เลยไม่ซื้อรองเท้าที่อยากได้มาก ๆ แต่อยู่ ๆ รองเท้าคู่นั้นก็ดันลดราคา 30% เลยคิดว่าถ้าซื้อตอนนี้ก็ถือว่าเป็นการประหยัดเงิน ไม่ใช่ความฟุ่มเฟือย ฯลฯ(ใช้ความชอบธรรม → ทำให้ไม่รู้สึกแย่)

(ศิลปะในการ “เลือกความชอบธรรม”)

การใช้ความชอบธรรมบางอย่าง อาจมี “ผลกระทบ” หรือ “ข้อผูกมัด” บางอย่างตามมา ซึ่งความชอบธรรมที่ใช้แต่ละอย่าง ก็อาจมีผลกระทบแตกต่างกันไป จึงอยู่ที่ว่าเราจะเอาอะไรมาเป็นความชอบธรรม . การ “เลือกความชอบธรรม” จึงเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง

ถ้าเราเป็นคนที่ไม่ได้ขับรถไป แล้วมีคนอาสาขับรถมาส่งเราที่บ้าน แต่เรายังไม่อยากให้เขารู้ที่อยู่ของบ้านเรา เพราะเรายังไม่ได้สนิทกับเขาขนาดนั้น เราก็อาจจะบอกว่า “ส่งตรงนี้ก็ได้ค่ะ” แล้วเดินเข้าไปนิดหน่อย แต่ถ้าเขาบอกว่า “ส่งถึงบ้านเลยก็ได้นะ” เราจะใช้ความชอบธรรมอะไรมาปฏิเสธดี ?.ถ้าตรงนั้นมีร้านอาหารพอดี แล้วเราบอกว่า “พอดีหนูจะแวะทานอะไรก่อนเข้าบ้าน” ก็อาจจะมีผลกระทบตามมา เช่น เขาอาจจะบอกว่า “ผมกำลังหิวพอดีเลย ขอแวะทานด้วยได้ไหมครับ ?” ซึ่งถ้าเรายังไม่ได้ชอบเขาขนาดนั้น ก็อาจจะทำให้เราอึดอัดใจได้ เราอาจจะเปลี่ยนเป็น “พอดีจะซื้ออาหารเข้าไปกินที่บ้าน” หรืออาจจะใช้เรื่องกลับรถยากแทนก็ได้⦅🖐️⦆

สมมติว่า เรากำลังอยู่ในงานเลี้ยง แล้วเพื่อนของเราชวนกินขนมอะไรสักอย่าง “ลองกินอันนี้ดูสิ อร่อยนะ” ถ้าเราไม่อยากกิน ถ้าเราบอกว่าอิ่มแล้ว ก็จะทำให้เกิดข้อผูกมัดอย่างหนึ่ง คือถ้าเรายังกินอย่างอื่นต่อ ก็อาจจะโดนแซวว่า “ไหนว่าอิ่มแล้ว ?” แต่ถ้าเราบอกว่า “ช่วงนี้ลดน้ำหนัก” ก็อาจจะมีผลกระทบอีกแบบ เช่น “งั้นลองกินอันนี้แทนสิ เป็นขนมเพื่อสุขภาพ ไม่ใส่น้ำตาล” แต่ถ้าเราไม่ได้ใช้ความชอบธรรม บอกตรง ๆ ไปเลยว่าไม่ชอบ ครั้งถัด ๆ ไป เวลามีขนมอร่อย ๆ เขาอาจจะไม่อยากชวนเราอีกก็ได้ หรือถ้าเราบอกว่า เราไม่ชอบกินขนมแบบนี้ เขาก็จะรู้ว่า เราไม่ชอบกินอะไร คราวหลังเขาก็อาจจะแนะนำขนมอย่างอื่นให้เราแทนก็ได้⦅🖐️⦆

สมมติว่า จะมีแขกมาที่บ้านเราในวันอาทิตย์ ซึ่งเราไม่ชอบเขาเลยไม่อยากเจอหน้า และเราไม่อยากบอกเรื่องที่เราไม่ชอบเขาให้คนที่บ้านรู้ เลยจะหาวิธีหลีกเลี่ยง . ถ้าเราบอกว่า “ช่วงนี้ยุ่งมาก วันอาทิตย์นี้ไม่ไปไหน จะขอเคลียร์งานที่ค้างให้เสร็จ”(ใช้ความชอบธรรม)ทำให้เราสามารถหมกตัวอยู่ในห้องได้ แต่ก็ต้องอยู่ในอยู่ในห้องนั้นจริง ๆ ไปไหนไม่ได้ จึงถือข้อผูกมัดแบบหนึ่ง หรือถ้าเราบอกว่า “จะไปเจอเพื่อน” จากนั้นเราก็อาจจะไปเจอเพื่อนจริง ๆ(ใช้ความชอบธรรม)หรือออกจากบ้านจริง แต่ไปทำอย่างอื่นแทน(บิดเบือน → สร้างความชอบธรรม)ทำให้เราไม่สามารถอยู่บ้านได้ จึงถือเป็นข้อผูกมัดอีกแบบ และอาจจะต้องมาคอยตอบคำถามอีกว่า เพื่อนคนไหน ? ไปที่ไหน ? เขาเป็นไงบ้าง ? ฯลฯ หรือถ้าไม่ใช้กลศึก ก็อาจจะบอกคนที่บ้านไปตรง ๆ เลยว่า เราไม่ชอบเขา หรืออาจจะเปิดใจคุยกับเขาบ้าง ก็เป็นอีกวิธีหนึ่ง⦅🖐️❓⦆

(ความชอบธรรมที่ถูกสร้างไว้ “ล่วงหน้า”)

ความชอบธรรมที่ถูกสร้างไว้ล่วงหน้า หรือมีอยู่แล้ว มักจะเป็นความชอบธรรมที่สามารถมีน้ำหนัก นำมาใช้ได้ง่าย และมีความแนบเนียน และบางครั้งก็อาจสร้างเผื่อไว้ใช้หลายสถานการณ์ได้ด้วย

คนที่มีงานยุ่งตลอดเวลา ก็เท่ากับมีความชอบธรรมไว้ใช้ได้หลายสถานการณ์ ถ้าไม่อยากพบใครก็แค่บอกว่ายุ่ง ไม่อยากไปไหนก็แค่บอกว่ายุ่ง ไม่อยากทำอะไรก็แค่บอกว่ายุ่ง . ซึ่งต่างจากคนที่ปกติไม่ค่อยยุ่งเท่าไหร่ เพราะพอเขาจะปฏิเสธ เขาก็อาจจะต้องหาข้ออ้างอื่น หรือถ้าอยู่ ๆ บอกว่ายุ่ง ก็อาจจะต้องมาคอยตอบคนอื่นว่า ทำไมช่วงนี้ถึงยุ่ง หรืออาจถูกสงสัยว่าที่ยุ่งเพราะเป็นข้ออ้างรึเปล่า

ถ้าเราไม่อยากคุยกับใครสักคน แล้วเราไม่อยากให้คนอื่นรู้ว่าเราไม่ชอบเขา เพราะไม่ชอบความขัดแย้ง ซึ่งถ้าปกติเราเป็นคนเงียบ ๆ อยู่แล้ว ก็เท่ากับมีความชอบธรรมในตัวที่จะไม่คุยกับคนอื่นอยู่แล้ว จึงเอาความชอบธรรมนี้มาใช้ได้ง่าย แต่ถ้าปกติเราเป็นคนที่ชอบเข้าสังคม ทักทายคนอื่นเป็นประจำ แล้วเราจงใจไม่คุยกับใครบางคน คนอื่นก็อาจจะรู้สึกว่าเรามีบางอย่างผิดปกติก็ได้ . ข้อดีของการเป็นคนอินโทรเวิร์ด คือ การมีความชอบธรรมทางอ้อมที่จะไม่คุยกับใคร

สมมติว่า เราไม่อยากทำอะไรบางอย่าง เลยคิดว่าจะเอางานยุ่งมาเป็นความชอบธรรม แต่ถ้าเราเป็นคนที่ปกติงานไม่ได้ยุ่ง แล้วอยู่ ๆ ยุ่งกะทันหันตอนที่จะต้องทำพอดี คนก็อาจจะจับได้ว่าเราไม่อยากทำ บางคนก็อาจจะทำเป็นงานยุ่งตั้งแต่เนิ่น ๆ เช่น อีก 2 สัปดาห์ต้องไปเที่ยวกับครอบครัว แต่ดันมีคนที่เขาไม่ชอบมาก ๆ ไปด้วย แค่หน้าก็ไม่อยากมองแล้ว เขาก็อาจจะทำเป็นบ่นเรื่องงานให้คนรอบตัวฟัง ทำตัวเหนื่อย ๆ ติดกันสัก 2-3 วัน หรือมากกว่านั้น พอเขาปฏิเสธ คนก็อาจจะบอกว่า “ถ้ายุ่งจริง ๆ ไปไม่ไหว ไม่ต้องไปก็ได้นะ”((บิดเบือน + ทำอย่างสม่ำเสมอ) → สร้างความชอบธรรม)⦅👎🖐️❓⦆

สมมติว่า ทุกวันหยุดสุดสัปดาห์ของทุกเดือน เราจะถูกคนที่บ้านชวนไปเที่ยวสักที่ แต่เรายังไม่รู้ว่ารอบนี้เราจะอยากไปรึเปล่า ? ขึ้นอยู่กับว่าจะไปที่ไหน ไปทำอะไร เลยอยากรอดูอีก . บางคนเลยอาจจะบอกกับคนที่บ้านว่า “เดือนหน้าจะมีวันเสาร์หรืออาทิตย์สักวัน ที่ผมต้องไปทำธุระ ยังไม่แน่ใจว่าวันไหน” พอเขารู้แล้วว่าที่บ้านจะชวนไปเที่ยวไหน ถ้าเป็นที่ที่เขาอยากไป ก็แค่ไปด้วย แต่ถ้าไม่อยากไป เขาก็อ้างไปทำธุระวันนั้นพอดี((บิดเบือน + ดักต้นทาง) → (สร้างความชอบธรรม + สร้างทางเลือกได้เปล่า))⦅👎🖐️❓⦆

(การใช้ความชอบธรรม “หลายประเภท” ร่วมกัน)

เราสามารถใช้ความชอบธรรม “หลายประเภท” ร่วมกัน ซึ่งความชอบธรรมเหล่านั้นสามารถที่จะเสริมกัน ทำให้มีระดับความชอบธรรมโดยรวมมากขึ้นได้

ถ้าเราอยากเจอใครบางคนที่เคยรู้จักกันมาก่อน บางครั้งเหตุผลง่าย ๆ อย่างการผ่านไปแถวนั้นพอดี “ผมผ่านมาแถวนี้พอดี เลยแวะมาหาครับ” และอาจจะนำของติดไม้ติดมือไปฝากสักหน่อย ก็อาจจะเพียงพอที่ทำให้เราไปหาเขาได้โดยถูกต้อนรับ . ซึ่งเป็นการใช้ความชอบธรรม 2 อย่างมาเสริมกัน คือ ความสนิทระดับหนึ่ง และการผ่านไปแถวนั้นพอดี เพื่อให้ความชอบธรรมเพียงพอ เพราะถึงแม้ว่าเราจะผ่านไปแถวนั้นพอดี แต่ถ้าเราไม่ได้สนิทกับเขาเท่าไหร่ แล้วอยู่ ๆ จะไปหาเขา ก็คงแปลก ๆ หรือถ้าเราสนิทกับเขาแค่ระดับหนึ่ง แต่ไม่ได้ผ่านไปแถวนั้นพอดี แล้วอยู่ ๆ จะไปหาเขา ก็คงแปลก ๆ เช่นกัน เช่นกัน(ใช้ความชอบธรรม)[ความสัมพันธ์ + สถานการณ์]

ถ้าเราอยากสร้างความสัมพันธ์กับคนคนหนึ่ง ซึ่งเราจำได้ว่าเขาเคยบอกว่าอยากได้อะไร แล้วเราก็อยากซื้อสิ่งนั้นไปให้เขา แต่ก็กลัวว่าเรายังสนิทกับเขาไม่มากพอ แล้วอยู่ ๆ ซื้อของไปให้เขาก็คงแปลก ๆ . เราเลยอาจจะทำเป็นผ่านไปแถวที่ขายสิ่งนั้นพอดี จะได้มีสถานการณ์มาเป็นตัวเพิ่มความชอบธรรมอีกชั้นหนึ่ง พอเราเอาไปให้เขาก็อาจจะบอกว่า “จำได้ว่าเคยบอกว่าอยากได้ พอดีผ่านไปแถวนั้น เลยซื้อมาฝาก” . ซึ่งเป็นการใช้ความชอบธรรม 2 อย่างมาเสริมกัน คือ ความอยากได้ และการผ่านไปแถวนั้นพอดี เพื่อให้ความชอบธรรมเพียงพอ(ใช้ความชอบธรรม → สร้างความสัมพันธ์)[ความรู้สึก + สถานการณ์]⦅🖐️⦆

(“ระดับ” ความชอบธรรม)

“ระดับ” ของความชอบธรรมที่เหมาะสมในแต่ละเรื่องนั้น ไม่มีคำตอบตายตัว ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย . มีทั้งแบบที่เป็น “งานเดี่ยว” กับ “งานกลุ่ม”

แบบที่เป็นงานเดี่ยว เช่น ถ้าเราอยากซื้อของราคาแพง แล้วถ้าเราไม่อยากให้คนอื่นมองว่าเราฟุ่มเฟือย ก็อาจจะหาความชอบธรรมบางอย่าง เช่น ซื้อรุ่นที่มีฟังก์ชันที่ของปกติไม่มี หรือบอกว่ามีจำนวนจำกัด จึงเป็นการลงทุน นำมาขายต่อได้ ฯลฯ(ใช้ความชอบธรรม → สร้างภาพลักษณ์)แต่ถ้าเราไม่สนว่าคนอื่นจะคิดยังไง เราก็แค่ซื้อ ไม่จำเป็นต้องมีความชอบธรรมก็ได้

แต่ถ้าแบบที่เป็นงานกลุ่ม บางครั้ง การที่เราไม่ได้รับการสนับสนุนจากคนอื่นมากพอ เราก็จะไม่สามารถทำบางอย่างให้สำเร็จได้ หรือบางครั้ง ต่อให้ทำสำเร็จได้จริง แต่ถ้าคนอื่นไม่เห็นด้วย ก็อาจจะมีผลเสียตามมาภายหลังได้

เช่น พระราชาที่อยากโจมตีเมืองอื่น แต่ขี้เกียจเสียเวลาสร้างความชอบธรรม ก็จะโดนต่อต้าน ประชาชนไม่เห็นด้วย หรือแม้แต่ทหารก็อาจจะไม่เต็มใจรบหรือไม่เอาด้วย จนอาจทำให้พ่ายแพ้ได้ หรือต่อให้รบชนะจริง ก็จะเป็นที่ไม่พอใจของผู้คน และเกิดกลุ่มผู้ต่อต้านขึ้นมาได้(ใช้อำนาจ → โจมตี)⦅👎👎👎⦆. ในทางกลับกัน ถ้าพระราชามีความชอบธรรมเหลือเฟือ แม้กำลังรบจะมีแค่ระดับหนึ่ง แต่ถ้าทุกคนก็อาจจะร่วมใจกัน ก็อาจจะทำให้แข็งแกร่งขึ้น และทำให้มีโอกาสชนะเพิ่มขึ้นได้((ใช้อำนาจ + ใช้ความชอบธรรม) → โจมตี)⦅👎👎👎⦆

กรณีการซื้อของราคาแพงถือเป็นงานเดี่ยว จะมีหรือไม่มีความชอบธรรมก็แล้วแต่ แค่ส่งผลต่อมุมมองของคนอื่นที่มีต่อเรา แต่กรณีพระราชาโจมตีเมืองถือเป็นงานกลุ่ม ความชอบธรรมจึงมีผลต่อโอกาสสำเร็จ

ในการสร้างความสัมพันธ์กับคนอื่น ถ้าอีกฝ่ายไม่เอาด้วย ก็ไม่สามารถทำได้ เช่น ถ้าจะพูดคุยเรื่องส่วนตัวกัน อีกฝ่ายก็ต้องยอมเปิดใจด้วย หรือถ้าจะพูดหยอกล้อกับอีกฝ่าย อีกฝ่ายก็ต้องรับได้ด้วย หรือถ้าจะกอดอีกฝ่าย อีกฝ่ายก็ต้องยอมด้วย ฯลฯ จึงถือเป็นงานคู่หรืองานกลุ่ม ไม่ใช่งานเดี่ยว

(การ “ไล่ระดับความชอบธรรม”)

การ “ไล่ระดับความชอบธรรม” เป็นการค่อย ๆ ทำให้ความชอบธรรมที่มีต่อสิ่งหนึ่งเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทีละขั้น ๆ ซึ่งความชอบธรรมที่สอง ก็จะอาศัยความชอบธรรมที่หนึ่งเป็นฐาน เพื่อให้สามารถทำได้ . ส่วนความชอบธรรมที่สาม ก็จะอาศัยความชอบธรรมที่สองเป็นฐาน เพื่อให้สามารถทำได้เช่นกัน ซึ่งจะไล่แบบนี้ไปเรื่อย ๆ จนถึงเป้าหมายที่ต้องการ.เป็นการคอมโบระหว่างกลศึกประเภท “การทำทีละนิด” กับ “ความชอบธรรม”(ไล่ระดับความชอบธรรม = ทำทีละนิด → สร้างความชอบธรรม)

สมมติว่า [1] คุณยายข้างบ้านของเรา ยกตู้ที่บ้านไม่ไหว เลยมาขอแรงเราให้ไปช่วยยก แล้วเราก็ใจดีช่วยยายยก [2] พอยกเสร็จ ก็เห็นว่ายังมีลังกระดาษกองอยู่ที่พื้นจำนวนมาก กลัวยายปวดหลัง เลยช่วยยายย้ายลังกระดาษต่อ แม้ยายจะไม่ได้ขอก็ตาม [3] ด้วยความสงสัย เลยถามยายว่า ลังกระดาษเหล่านี้จะเอาไปทำอะไร ? ยายบอกว่า จะเอาไปขายให้ร้านขายของเก่าหน้าปากซอย ซึ่งเราก็กำลังจะผ่านแถวนั้นพอดี เลยอาสาเอาลังกระดาษไปขายให้ . ซึ่งกรณีนี้ เป็นการไล่ระดับความชอบธรรมโดยไม่รู้ตัว (คุณยายไม่ได้ตั้งใจ เราอาสาทำให้เอง) . แต่ถ้าอยู่ ๆ ยายขอให้เราทำทั้งหมดนี้ให้ตั้งแต่แรก เราก็อาจจะปฏิเสธยายไปตั้งแต่แรกก็ได้

.
[1] สนิทกับยาย + ยายยกตู้คนเดียวไม่ไหว [ความสัมพันธ์ + ความสมเหตุสมผล] → เลยอาสาช่วยยกตู้
↓
[2] กลัวยายปวดหลัง [ความรู้สึก] → เลยอาสาช่วยย้ายลังกระดาษเพิ่ม
↓
[3] ผ่านพอดี [สถานการณ์] → เลยอาสาของไปขายร้านขายของเก่าให้

สมมติว่า เราอาศัยอยู่บ้านเดียวกับพี่ ซึ่งเรากำลังทะเลาะกับเขา เลยไม่อยากกินข้าวพร้อมกับเขา . ถ้าวันไหนเขากินข้าวมาจากข้างนอกแล้ว เราก็จะกลับมากินข้าวที่บ้าน แต่ถ้าวันไหนเขาจะกลับมากินข้าวที่บ้าน เราก็จะกินข้าวข้างนอกมาเลย ซึ่งถ้าเราโทรไปถามแม่ว่า เย็นนี้พี่จะกลับมากินข้าวที่บ้านรึเปล่า ? ก็ไม่อยากทำ เพราะเราไม่อยากให้แม่รู้ว่าเรากำลังทะเลาะกับพี่ แต่แม่กลับเป็นคนเดียวที่รู้เรื่องนี้ . คำถามคือ เราจะทำยังไง ถึงจะถามแม่ได้ว่าเย็นนี้พี่จะกลับมากินข้าวที่บ้านรึเปล่า โดยที่ไม่ผิดสังเกต ?

.🤔 ถ้าเป็นผู้อ่าน จะทำยังไง ? (ลองคิดเล่น ๆ ดูก่อนก็ได้).....

เราอาจจะโทรไปหาแม่ แต่คุยเรื่องอื่นไปก่อน เช่น “พอดีผ่านร้านน้ำเต้าหู้ที่แม่ชอบ แม่อยากกินอะไรเปล่า ? เดี๋ยวซื้อกลับไปให้” ฯลฯ หลังจากนั้น ก็ค่อยถามต่ออีกหน่อยว่า “แล้วเย็นนี้พี่จะกลับมากินข้าวที่บ้านรึเปล่า ?” หรือ “เย็นนี้มีใครกินข้าวบ้าง ?” อาจจะทำให้ไม่ผิดสังเกตก็ได้ . แต่ถ้าอยู่ ๆ เราโทรไปถามแม่อย่างเจาะจงเลยว่า เย็นนี้พี่จะกลับมากินข้าวที่บ้านรึเปล่า แม่ก็อาจจะสงสัยว่า จะถามไปทำไม มีปัญหาอะไรกับพี่รึเปล่า(ไล่ระดับความชอบธรรม)⦅🖐️❓⦆

.
[1] ผ่านร้านเต้าหู้ที่แม่ชอบพอดี [สถานการณ์] → เลยโทรไปถามแม่ว่า “แม่อยากกินอะไรเปล่า ? เดี๋ยวซื้อกลับไปให้”
↓
[2] ไหน ๆ ก็โทรไปแล้ว [สถานการณ์] → เลยถามต่ออีกหน่อยว่า “พี่จะกลับมากินข้าวที่บ้านรึเปล่า ?”

สมมติว่า เราอยากออกจากบ้านไปหาเพื่อน แล้วอยากจะอยู่กับเพื่อนนาน ๆ แต่แม่ของเราเป็นห่วง ไม่อยากให้ออกจากบ้าน จะทำยังไงดี ?

.

[1] เราอาจจะเริ่มจากการหาธุระบางอย่างแถวนั้นพอดี แล้วก็ขอไปทำธุระแถวนั้น [2] จะได้บอกแม่ว่า ไปแถวนั้นพอดี เลยขอแวะไปหาเพื่อนที่อยู่แถวนั้น [3] พอคุยกันสักพักก็เริ่มเย็นแล้ว ครอบครัวของเพื่อนเลยชวนกินข้าว เลยโทรไปบอกแม่ว่า ครอบครัวของเพื่อนชวนกินข้าว ขอกินข้าวบ้านเพื่อน [4] พอเริ่มมืดแล้ว เลยขอค้างบ้านเพื่อน หรืออาจจะเอาไว้คราวหลังก็ได้ ค่อย ๆ ไล่ระดับไปตามความเหมาะสม จะได้ไม่ถูกห้ามซะก่อน(ไล่ระดับความชอบธรรม)⦅👎🖐️❓⦆

.
[1] มีธุระแถวนั้น [ความสมเหตุสมผล] → เลยขอไปทำธุระแถวนั้น
↓
[2] ไปแถวนั้นพอดี [สถานการณ์] → เลยขอแวะไปหาเพื่อนแถวนั้น
↓
[3] เวลาเย็นแล้ว + ครอบครัวของเพื่อนชวนทานข้าวที่บ้าน [สถานการณ์ + ความรู้สึก] → เลยขอทานข้าวบ้านเพื่อน
↓
[4] เริ่มมืดแล้ว [สถานการณ์] → เลยขอค้างบ้านเพื่อน

สมมติว่า เราต้องการจะจีบใครสักคน เราอาจจะเริ่มจากการกระทำที่มีความชอบธรรมเพียงพออย่างแน่นอนก่อน เช่น ชวนคุยเรื่องที่เขาสนใจ (แบบปกติเหมือนเพื่อนคุยกัน) หรือถ้าเขาเป็นเพื่อนร่วมชั้นหรือเพื่อนร่วมงาน ก็ชวนคุยเรื่องเรียนหรือเรื่องงานได้ ฯลฯ . ซึ่งถ้าถามว่า ทำไมกรณีนี้ถึงมีความชอบธรรมเพียงพอ ? นั่นเป็นเพราะ ต่อให้เราไม่ได้จะไปจีบเขา เราก็ทำได้โดยไม่แปลกอยู่ดี จึงถือเป็นการกระทำพื้นฐาน ที่มีความชอบธรรมเพียงพออยู่แล้ว

หลังจากที่ได้คุยกันระดับหนึ่งแล้ว ก็เท่ากับว่าเรามีความสัมพันธ์กับเขาระดับหนึ่งแล้ว ทำให้เรามีความชอบธรรมเพียงพอที่จะถามเรื่องส่วนตัวเขาเล็กน้อยได้ เช่น เรื่องอาชีพ หรืองานอดิเรก หรือเรื่องที่เราสังเกตเห็นเกี่ยวกับเขา เช่น “เห็นกลับดึกทุกวันเลย ชอบทำงานดึกหรอครับ ?” ฯลฯ ทำให้ไม่ถึงกับแปลก เพราะถือว่าเป็นคนรู้จักกัน ไม่ใช่คนแปลกหน้า . แต่ถ้าเราไม่มีเรื่องก่อนหน้านี้มาเป็นฐาน แล้วเราเป็นคนแปลกหน้าที่อยู่ ๆ เดินเข้าไปถามเขาแบบนี้เลย ก็คงรู้สึกแปลก ๆ



[1] มีโอกาสได้คุยกัน [ความสมเหตุสมผล / สถานการณ์] → คุยเรื่องทั่วไป
↓
[2] รู้จักกันระดับหนึ่ง [ความสัมพันธ์] → ถามเรื่องส่วนตัวเล็กน้อย
↓
… (ไล่ระดับแบบนี้ไปเรื่อยๆ) …

จะเห็นได้ว่า การใช้ความชอบธรรมที่สอง (การถามเรื่องส่วนตัวเล็กน้อย) ก็อาศัยความชอบธรรมที่หนึ่ง (การที่เรารู้จักกับเขาระดับหนึ่ง) มาเป็นฐานให้สามารถทำได้ และการใช้ความชอบธรรมที่หนึ่ง (การถามเรื่องทั่วไป) ก็อาศัยความชอบธรรมที่มีอยู่แล้ว (ความเป็นปกติหรือความไม่แปลกที่จะถามเรื่องแบบนี้) มาเป็นฐานให้สามารถทำได้(ไล่ระดับความชอบธรรม → สร้างความสัมพันธ์)

ในการไล่ระดับความสัมพันธ์แบบนี้ ถ้ารุกเร็วไปก็อาจถูกปฏิเสธตั้งแต่แรก หรือดูไม่น่าไว้ใจ หรืออาจถึงขึ้นทำให้อีกฝ่ายหวาดกลัวได้ แต่ถ้าช้าไปก็อยู่กับที่นาน ไม่คืบหน้าไปไหนสักที ทั้ง ๆ ที่ควรจะคืบหน้าได้ตั้งนานแล้ว . ซึ่งแต่ละคน แต่ละคู่ ก็จะไม่เหมือนกัน

การไล่ระดับความชอบธรรม จึงเปรียบเหมือนการ “ขึ้นบันได” ถ้าก้าวเร็วไป หรือก้าวข้ามขั้นมากไป ก็เสี่ยงหกล้มได้ แต่ถ้าก้าวช้าไป หรือก้าวทีละน้อยขั้นเกินไป ก็ใช้เวลานานกว่าจะถึง





← กลศึกที่ 3 : ความเชื่อกลศึกที่ 5 : การหลอกล่อ →