กลศึกที่ 15: พันธะ
  • หน้าแรก
  • การอัปเดต
  • บทที่ 1: เกี่ยวกับกลศึก
    • ความหมายของกลศึก
    • กลศึกทั้งหมด
    • การคอมโบ (A → B)
    • สัญลักษณ์ ⦅คำเตือน & คำแนะนำ⦆
  • บทที่ 2: กลศึกทั้งหมด
    • หมวดหมู่ที่ 1: การรับรู้
      • กลศึกที่ 1: การปรับมุมมอง
      • กลศึกที่ 2: การบิดเบือน
      • กลศึกที่ 3: ความเชื่อ
      • กลศึกที่ 4: ความชอบธรรม
      • กลศึกที่ 5: การหลอกล่อ
      • กลศึกที่ 6: ความแนบเนียน
      • กลศึกที่ 7: ภาพลักษณ์
    • หมวดหมู่ที่ 2: ข้อมูลข่าวสาร
      • กลศึกที่ 8: การซ่อนเร้น
      • กลศึกที่ 9: การเปิดเผย
      • กลศึกที่ 10: ร่องรอย
      • กลศึกที่ 11: การล่วงรู้
      • กลศึกที่ 12: ความชัดเจน
      • กลศึกที่ 13: ความไม่ชัดเจน
    • หมวดหมู่ที่ 3: จิตใจ
      • กลศึกที่ 14: จิตใจ
    • หมวดหมู่ที่ 4: กระบวนการ
      • กลศึกที่ 15: พันธะ
      • กลศึกที่ 16: กระบวนการ
      • กลศึกที่ 17: กับดัก
      • กลศึกที่ 18: ผลพลอยได้
      • กลศึกที่ 19: ทางเลือกได้เปล่า
      • กลศึกที่ 20: การทำให้เลยตามเลย
      • กลศึกที่ 21: การแพร่กระจาย
      • กลศึกที่ 22: ตัวแทน
      • กลศึกที่ 23: การเข้าถึง
      • กลศึกที่ 24: การเผื่อ
      • กลศึกที่ 25: ช่องโหว่
      • กลศึกที่ 26: การปฏิสัมพันธ์
      • กลศึกที่ 27: การแปรสภาพ
      • กลศึกที่ 28: เทคนิคเฉพาะ
    • หมวดหมู่ที่ 5: จังหวะเวลา
      • กลศึกที่ 29: จังหวะเวลา
      • กลศึกที่ 30: การทำทีละนิด
      • กลศึกที่ 31: การทำโดยฉับพลัน
    • หมวดหมู่ที่ 6: การบริหารทรัพยากร
      • กลศึกที่ 32: การใช้จำนวน
      • กลศึกที่ 33: การรวมตัว
      • กลศึกที่ 34: การแบ่งแยก
      • กลศึกที่ 35: การหมุนเวียน
      • กลศึกที่ 36: การแบ่งปัน
      • กลศึกที่ 37: การสละ
    • หมวดหมู่ที่ 7: การแสวงหาผลประโยชน์
      • กลศึกที่ 38: การช่วงใช้
      • กลศึกที่ 39: การช่วงชิง
      • กลศึกที่ 40: การลอกเลียน
      • กลศึกที่ 41: การเกาะ
      • กลศึกที่ 42: การรับแทน
    • หมวดหมู่ที่ 8: พลังอำนาจ
      • กลศึกที่ 43: คุณสมบัติ
      • กลศึกที่ 44: ความสัมพันธ์
      • กลศึกที่ 45: สิทธิพิเศษ
      • กลศึกที่ 46: อำนาจ
      • กลศึกที่ 47: การควบคุม
      • กลศึกที่ 48: การโจมตี

กลศึกที่ 15: พันธะ

กลศึกประเภท “พันธะ” เป็นกลอุบายที่เกี่ยวกับ “พันธะ” ซึ่งหมายถึง “ความเชื่อมโยง หรือเกี่ยวข้อง หรือสัมพันธ์กัน ระหว่าง 2 สิ่ง หรือมากกว่านั้น”

ซึ่งแต่ละพันธะนั้น ประกอบด้วย 2 ปัจจัย ได้แก่ …
  1. สิ่งที่ใช้เชื่อมโยง
  2. สิ่งที่ถูกเชื่อมโยง
และในทางกลศึก พันธะมีทั้งหมด 6 ประเภท ได้แก่ พันธะทาง…
  1. กายภาพ
  2. กลไก
  3. กระบวนการ
  4. สถานการณ์
  5. ข้อตกลง
  6. ความคิด
  7. จิตใจ
(ตัวอย่างพันธะประเภทต่าง ๆ) :
ตัวอย่างประเภทสิ่งที่ใช้เชื่อมโยงสิ่งที่ถูกเชื่อมโยง
ตำรวจใส่กุญแจมือคนร้ายกายภาพกุญแจมือมือทั้ง 2 ข้าง
นำเอกสารสำคัญที่ต้องเอาไปวันพรุ่งนี้ มาทิ้งไว้ในรถเลย จะได้ไม่ลืมกายภาพการอยู่ในรถเอกสาร , รถ
เครื่องพรินต์ (printer) ยี่ห้อ A ใช้ได้เฉพาะหมึกยี่ห้อ A เท่านั้นกลไกซอฟต์แวร์การใช้เครื่องพรินต์ยี่ห้อ A , การที่ต้องใช้หมึกยี่ห้อ A ด้วย
กล้องวงจรปิด จะแจ้งเตือนไปที่มือถือเจ้าของตึก เวลามีคนแอบเข้ามากลไกซอฟต์แวร์การที่มีคนแอบเข้ามา , การที่มือถือเจ้าของตึกมีการแจ้งเตือน
ซิมการ์ดโทรศัพท์ จะมีการตัดสามเหลี่ยมที่มุม ทำให้ใส่ถูกด้านเสมอกลไกรูปทรงของซิมการ์ดกับช่องใส่การใส่ถูกด้าน , การใส่ลงช่อง
ร้านเสื้อผ้า เอาตัวการ์ตูนมาล่อเด็ก ทำให้ได้ผู้ปกครองเข้ามาในร้านด้วยกระบวนการการที่ผู้ปกครองต้องดูแลเด็กการที่เด็กที่เข้าร้าน , การที่ผู้ปกครองต้องเข้ามาในร้านด้วย
ถ้าเมือง A ถูกโจมตี เมือง B ก็จะเข้ามาช่วยด้วย
(เพราะถ้าเมือง A แตก รายต่อไปก็คือเมือง B)
กระบวนการภูมิรัฐศาสตร์การที่เมือง A ถูกโจมตี , การที่เมือง B มาช่วยเมือง A
ประเทศ 2 ประเทศ จำเป็นต้องพึ่งพากันและกัน จึงไม่ก่อสงครามกันสถานการณ์การที่ต้องพึ่งพากันและกันการที่ประเทศหนึ่งเสียหาย , อีกประเทศก็จะเสียหายไปด้วย
คนที่ทำผิดกฎหมาย ดึงเอาคนมีอำนาจหลายคนมาเกี่ยวข้อง จะได้ช่วยกันปกปิดสถานการณ์การทำผิดกฎหมายร่วมกันถ้ามีคนถูกจับได้ , คนอื่นก็จะมีความผิดไปด้วย
บอกแฟนว่า “ถ้าลดน้ำหนักได้ 5 กิโล จะซื้อกระเป๋าให้"ข้อตกลง (รางวัล)ข้อตกลงการที่แฟนลดน้ำหนักได้ 5 กิโล , การที่เราซื้อกระเป๋าให้แฟน
แม่บอกลูกว่า “ถ้าช่วยทำงานบ้าน จะให้กินขนม”ข้อตกลง (แลกเปลี่ยน)ข้อตกลงการที่ลูกช่วยทำงานบ้าน , การที่ลูกได้กินขนม
แม่บอกลูกว่า “ถ้าไม่ทำการบ้านให้เสร็จ จะไม่ให้กินขนม”ข้อตกลง (บังคับ)ข้อตกลงการที่ลูกทำการบ้านไม่เสร็จ , การที่ลูกอดกินขนม
แข่งกับแฟน “ใครลดน้ำหนักได้มากกว่า อีกคนต้องเลี้ยงข้าว”ข้อตกลง (แข่งขัน)ข้อตกลงการที่มีคนหนึ่งลดน้ำหนักได้มากกว่าอีกคน , การที่มีคนหนึ่งต้องเลี้ยงข้าว
ทำสัญญากับโรงงานว่า “ต้องผลิตให้เราก่อน 10,000 ชิ้น”ข้อตกลง (สัญญา)สัญญาการที่ต้องผลิตให้เราก่อน 10,000 ชิ้น , การที่จะสามารถผลิตให้เจ้าอื่นได้
วางของที่จะเอาไปฝากเพื่อนไว้ด้วยกัน จะได้ไม่ลืมความคิดการอยู่ใกล้กันการนึกถึงของที่จะเอาไปฝากเพื่อนได้ครบทั้งหมด
นำคำศัพท์จากวิชาที่กำลังเรียน มาแต่งเป็นเพลง เพื่อให้จำง่ายความคิดเนื้อเพลงคำศัพท์ต่าง ๆ ในหัว
“ไว้ครั้งหน้าเจอกัน เดี๋ยวเล่าให้ฟังต่อ” จะได้อยากมาเจออีกจิดใจความอยากรู้อยากเห็นการได้รู้เรื่องราวต่อ , การที่ต้องมาเจออีกครั้ง
รีบแปรงฟันให้เสร็จ ก่อนที่ตัวเองจะกินขนมจิดใจความขี้เกียจการที่ไม่ต้องแปรงฟันอีกรอบ , การไม่กินขนม

(1. พันธะทาง "กายภาพ")

พันธะทาง “กายภาพ” เป็นการเชื่อมโยงกันของสิ่งที่เป็นรูปธรรม คือสิ่งที่สามารถสัมผัสได้ด้วยประสาทสัมผัสทั้ง 5 . ซึ่งมีหลายรูปแบบ เช่น การมัด การผูก การคล้อง การเชื่อม การยึด การติด การอยู่ในภาชนะเดียวการ การอยู่ในพาหนะเดียวกัน ฯลฯ

ในการควบคุมใครบางคน ก็มักจะใช้วิธีทำให้มือทั้ง 2 ข้างของอีกฝ่าย ถูกเชื่อมติดกัน เช่น ตำรวจที่ใส่กุญแจมือคนร้าย หรือโจรที่เอาเชือกมัดมือตัวประกัน หรือทหารที่มัดมือเชลยศึกไว้ ฯลฯ เพราะคนเราจะใช้มือเป็นอวัยวะหลักในการทำสิ่งต่าง ๆ อยู่แล้ว ถ้ามือทั้ง 2 ข้างถูกเชื่อมให้ติดกัน การที่อีกฝ่ายจะต่อสู้ หรือขัดขืน หรือแอบทำอะไรบางอย่าง ก็จะยากขึ้นมาก(สร้างพันธะ → ควบคุม)⦅~👎⦆

หรือถ้าเป็นพันธะทางร่างกายอื่น ๆ ก็เช่น การมัดรอบ ๆ ร่างกายให้ติดกันด้วยเชือก หรือการทำให้เท้าติดกัน อย่างการมัดข้อเท้าหรือใส่กุญแจข้อเท้า หรือการใช้ศิลปะการต่อสู้บางอย่าง ล็อกร่างกายอีกฝ่ายไว้ ฯลฯ(สร้างพันธะ → ควบคุม)⦅~👎⦆

ในสถานที่ที่มักจะมีคนมาต่อแถวกรอกเอกสารบางอย่าง เช่น หน่วยงานราชการ หรือธนาคาร หรือโรงพยาบาล ฯลฯ ปัญหาอย่างหนึ่งที่พบบ่อยครั้ง คือ ปากกาหาย ซึ่งคนที่มากรอกอาจจะเผลอหยิบติดไป หรืออาจจะมีคนจงใจขโมยก็ได้(ช่วงชิง)⦅👎👎⦆. บางที่เลยเอาเชือกมาผูกปากกาไว้กับแท่นวางปากกา และแท่นวางปากกาก็ถูกทากาวติดไว้กับโต๊ะอีกที จึงถือเป็นการสร้างพันธะแบบ 2 ชั้น(สร้างพันธะ + สร้างพันธะ)

สมมติว่า เราต้องนำของสำคัญไปที่ทำงานในวันพรุ่งนี้ เช่น เอกสารสำคัญ หรือของฝากที่เตรียมไว้ให้ลูกค้า ฯลฯ แต่กลัวลืม . ถ้าเราเป็นคนที่ขับรถไปทำงาน ก็อาจจะเอาไปวางไว้ในรถตั้งแต่ตอนนี้ไว้เลย เพราะถ้ายังไงก็ต้องขับรถไปอยู่แล้ว ยังไงของก็ต้องถูกพาไปด้วยแน่ ๆ เพราะอาศัยการอยู่ในรถเป็นพันธะ(สร้างพันธะ)

หรือถ้าไม่ได้ขับรถไป ก็อาจจะเอาใส่กระเป๋าสะพาย หรือกระเป๋ากางเกง หรือกล่องอุปกรณ์ในการทำงาน หรืออะไรก็ตามที่ต้องเอาไปอยู่แล้ว ตั้งแต่ตอนนี้ไว้เลยก็ได้(สร้างพันธะ)

คนที่ต้องการจะแอบลักลอบเข้าหรือออกสถานที่บางแห่ง หรือแอบลักลอบขนสิ่งของเข้าไป ก็อาจจะเอาตัวเองหรือของที่ต้องการลักลอบ ไปแอบไว้ในพาหนะหรือวัตถุที่จะถูกพาเข้าไปอยู่แล้ว เช่น สายลับที่แอบซ่อนตัวในกล่องหรือพรมผืนใหญ่ หรือนักโทษที่แอบซ่อนตัวในรถบรรทุก หรือโจรที่แอบซ่อนของผิดกฎหมายไว้ในเสื้อสูท ฯลฯ(ซ่อนเร้น → ใช้พันธะ)

(2. พันธะทาง "กลไก")

พันธะทาง “กลไก” เป็นการใช้กลไกเพื่อเชื่อมการทำงาน 2 อย่าง หรือมากกว่านั้น เข้าด้วยกัน . แบ่งเป็น 2 แบบคือ กลไกแบบ “ล็อก” และแบบ “ต่อเนื่อง”

กลไกแบบ “ล็อก” เป็นกลไกที่ออกแบบให้ “ถ้าไม่ทำสิ่งหนึ่ง อีกสิ่งก็ไม่สามารถทำได้” . ส่วนแบบ “ต่อเนื่อง” เป็นกลไกที่ออกแบบให้ “ถ้าสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น อีกสิ่งก็จะเกิดขึ้นต่อเนื่อง” หรือที่เรียกว่า “อัตโนมัติ”

เครื่องซักผ้าบางรุ่น ถูกออกแบบมาให้ต้องปิดฝาก่อน จึงจะเริ่มทำงาน เพื่อป้องกันอุบัติเหตุ เช่น เผลอยื่นมือเข้าไป หรือมีเด็กเล็กเปิดฝาแล้วคลานเข้าไปเอง ฯลฯ(สร้างพันธะ)ถือเป็นแบบ “ล็อก” . แล้วพอมีคนเปิดฝา เครื่องก็จะหยุดทำงานทันที(สร้างพันธะ)ถือเป็นแบบ “ต่อเนื่อง”⦅👍👍👍⦆

รถยนต์ส่วนใหญ่ ถูกออกแบบมาให้ ถ้าไม่เหยียบเบรกก่อน ก็จะเข้าเกียร์หรือเปลี่ยนเกียร์ไม่ได้(สร้างพันธะ)ถือเป็นแบบ “ล็อก” . และเมื่อมีคนออกรถโดยไม่คาดเข็มขัดนิรภัย ก็จะส่งเสียงและมีสัญญาณเตือนโดยอัตโนมัติ(สร้างพันธะ)ถือเป็นแบบ “ต่อเนื่อง”⦅👍👍👍⦆

อุปกรณ์ไฟฟ้าบางอย่าง เช่น ปลั๊กไฟ หรือกาต้มน้ำ หรือเตารีด ฯลฯ ถ้าซื้อยี่ห้อที่มีคุณภาพ เวลาที่อุณหภูมิสูงจนถึงจุดที่กำหนด ก็จะตัดไฟอัตโนมัติ เพื่อความปลอดภัย(สร้างพันธะ)⦅👍👍👍⦆

กล้องวงจรปิดบางรุ่น สามารถติดตั้งเอไอให้ช่วยสอดส่อง เช่น เวลามีคนผ่านเข้ามาในบริเวณที่กำหนด หรือมีอุบัติเหตุเกิดขึ้น ฯลฯ ก็จะแจ้งเตือนและส่งภาพไปยังผู้ดูแลโดยอัตโนมัติ(สร้างพันธะ → สอดส่อง)

บางครั้งพันธะก็เกิดจากการออกแบบที่ตัววัตถุเลย ไม่ได้ใช้ซอฟต์แวร์ควบคุม เช่น หัวเสียบกับรูเสียบของอุปกรณ์บางอย่าง ถูกออกแบบมาให้แต่ละอันมีรูปทรงไม่เหมือนกัน เพื่อป้องกันการเสียบผิดรู . หรือซิมการ์ดโทรศัพท์จะมีการตัดมุมสามเหลี่ยมเสมอ ทำให้เวลาที่เราใส่ซิม เราจะใส่ถูกด้านเสมอ เพราะถ้าเราใส่ผิดด้าน เราจะใส่ไม่ลง(สร้างคุณสมบัติเฉพาะ → สร้างพันธะ)⦅👍👍⦆

อุปกรณ์หลักที่มีอุปกรณ์เสริมมาเสียบ เช่น สว่านที่เปลี่ยนหัว หรือเครื่องโกนหนวนไฟฟ้าที่ต้องเปลี่ยนมีดโกน หรืออุปกรณ์ไอทีที่มีสายเชื่อมต่อกับอุปกรณ์อื่น ฯลฯ ผู้ผลิตอาจจะออกแบบช่องเสียบของตัวเองให้ต่างจากเจ้าอื่นที่เขาใช้กัน ทำให้คนที่จะซื้อ ต้องซื้ออุปกรณ์เสริมของตัวเองเท่านั้น หรือไม่ก็ต้องซื้อหัวแปลงเพิ่ม(สร้างคุณสมบัติเฉพาะ → สร้างพันธะ → ผูกขาด)⦅~👎🖐️❓⦆

หรือบางครั้งก็จะใช้วิธีฝังชิปไว้ในอุปกรณ์ที่มาเชื่อมต่อ โดยมีตัวอ่านชิปอยู่ที่อุปกรณ์หลัก เช่น เครื่องพริ้นต์ ที่แม้ตลับหมึกยี่ห้ออื่นจะเสียบลงล็อกได้แบบพอดีเป๊ะก็ตาม แต่ก็ยังใช้ไม่ได้อยู่ดี เพราะหมึกตลับนั้นไม่ได้ฝังชิปที่ระบุว่าเป็นหมึกยี่ห้อนี้ ลูกค้าที่ซื้อเครื่องพริ้นต์จึงจำเป็นต้องซื้อหมึกด้วย . หรือเครื่องชงกาแฟแบบแคปซูล ที่ต้องมีชิปฝังในแคปซูล ให้ใช้ได้เฉพาะแคปซูลยี่ห้อเดียวกันเท่านั้น จึงจะยอมชงให้ ฯลฯ(ใช้เทคนิคเฉพาะ → วางกับดัก → สร้างพันธะ → ผูกขาด)⦅~👎🖐️❓⦆

แถมบางครั้งไม่ใช่แค่ป้องกันสินค้าเจ้าอื่นเท่านั้น แต่ยังควบคุมการใช้งานด้วย เช่น ตลับหมึกที่ฝังชิปไว้ แล้วเวลาพิมพ์แต่ละครั้ง ก็จะเพิ่มจำนวนครั้งที่พิมพ์ลงไปในชิป ซึ่งเครื่องพริ้นต์จะอ่านจำนวนครั้งที่พิมพ์ เพื่อบอกว่าควรเปลี่ยนหมึกได้รึยัง ไม่ใช่วัดจากตัวน้ำหมึกจริง ๆ ทำให้บางครั้งเครื่องพริ้นต์จะขึ้นว่าหมึกหมด ทั้ง ๆ ที่น้ำหมึกยังเหลืออยู่ไม่น้อย ทำให้ลูกค้าเสียเงินซื้อหมึกเพิ่มโดยไม่จำเป็น ฯลฯ(ใช้เทคนิคเฉพาะ → วางกับดัก → สร้างพันธะ → ควบคุม)⦅👎👎👎🖐️❓⦆

หรือถ้าไม่ใช่วัตถุที่จับต้องได้ แต่เป็นซอฟต์แวร์บางอย่าง ก็อาจจะล็อกด้วยตัวซอฟต์แวร์เอง เช่น โปรแกรมทำเอกสาร หรือทำภาพ หรือทำวิดีโอ บางเจ้าก็อาจจะล็อกให้ไฟล์ที่ใช้โปรแกรมนี้ทำงาน เปิดด้วยโปรแกรมอื่นไม่ได้ หรือต่อให้เปิดได้ก็จะออกมาแปลก ๆ เพี้ยน ๆ เพื่อไม่ให้ลูกค้าใช้ของเจ้าอื่น . หรือระบบปฏิบัติการบางอย่าง เช่น ในสมาร์ตโฟน หรือคอมพิวเตอร์ หรือเครื่องเล่นเกม ฯลฯ ที่บังคับให้เราต้องซื้อโปรแกรมผ่านร้านค้าของตัวเองเท่านั้น ทำให้ถ้าเราต้องการจะเปลี่ยนอุปกรณ์ ก็ต้องซื้อโปรแกรมเดิมใหม่ทั้งหมด ลูกค้าเลยไม่ค่อยอยากเปลี่ยน จำใจใช้ของเจ้าเดิมต่อไป . หรือแพลตฟอร์มขายของออนไลน์บางเจ้า ที่ล็อกให้ลูกค้าใช้ได้เฉพาะขนส่งหรือระบบชำระเงินของตัวเอง ฯลฯ(ใช้เทคนิคเฉพาะ → สร้างพันธะ → ผูกขาด)⦅~👎🖐️❓⦆

อาวุธสมัยใหม่ เช่น เครื่องบินรบ ขีปนาวุธ ฯลฯ ประเทศที่ขายก็อาจจะติดตั้งเงื่อนไขเอาไว้ที่ตัวอาวุธ เช่น ต้องมีรหัสปลดล็อกจึงจะใช้ได้ หรือมีซอฟต์แวร์ควบคุม หรือมีโหมดบางอย่างที่ต้องได้รับอนุญาตก่อน ฯลฯ . ซึ่งมีหลายเหตุผล เช่น ป้องกันการเป็นศัตรูแล้วเอามาใช้ทำร้ายตัวเอง หรือป้องกันไม่ให้ใช้กับประเทศพันธมิตรของตัวเอง หรือป้องกันไม่ให้ไปใช้รุกรานประเทศอื่นอย่างไม่เป็นธรรม เพราะอาจจะถูกมองว่าสนับสนุนได้ หรือเพื่อให้ประเทศที่ซื้อจำเป็นต้องพึ่งพาตนเองไปเรื่อย ๆ ฯลฯ(ใช้เทคนิคเฉพาะ → สร้างพันธะ → ควบคุม)

หรือบางครั้งพันธะก็ไม่ได้เกิดจากควบคุมตรง ๆ แต่เป็นการให้ความสะดวกแทน เช่น หูฟังบางยี่ห้อ แค่เปิดฝา ยังไม่ทันใส่ ก็เชื่อมกับมือถือและโน้ตบุ๊กยี่ห้อเดียวกันได้ทันที แล้วถ้าเรากำลังฟังเพลงที่เปิดจากโน้ตบุ๊กผ่านหูฟังอยู่ แล้วมีโทรศัพท์ดังขึ้น พอเรากดรับ เพลงจากโน้ตบุ๊กก็จะหยุดเล่นทันที และเสียงจากมือถือก็จะไปออกที่หูฟังแทนทันที ทำให้เราไม่ต้องสลับไปมาให้ยุ่งยาก ราวกับว่าอุปกรณ์ทั้ง 3 ตัวนี้ รู้จักและคุยกันอยู่ตลอด ทำให้ลูกค้าที่ใช้มือถือและโน้ตบุ๊กยี่ห้อนี้อยู่แล้ว และกำลังจะหาหูฟังดี ๆ สักตัวหนึ่ง ก็อาจจะซื้อหูฟังของยี่ห้อนี้ด้วยก็ได้ ฯลฯ(ใช้ความสะดวก → สร้างพันธะ)⦅👍⦆. หรือบางเจ้าก็อาจจะจงใจออกแบบให้ใช้ผลิตภัณฑ์ของตัวเองกับเจ้าอื่นได้ยากแทน(ใช้ความยุ่งยาก → สร้างพันธะ)⦅👎👎👎 / 👎👎⦆

หรือบางครั้งพันธะก็เกิดจากการสะสมบางอย่าง เช่น คูปองส่วนลดของศูนย์การค้า หรือตราปั๊มไว้แลกขนมของคาเฟ หรือคะแนนสะสมของร้านกาแฟ หรือสมาชิกระดับทองของฟิตเนส หรือแต้มบัตรเครดิต หรือไมล์สะสมของสายการบิน หรือจำนวนคนดู การกดถูกใจ การแชร์ และความเห็น ในโซเชียลมีเดีย หรือจำนวนครั้งที่บริการสำเร็จ ดาว รีวิว และเหรียญรางวัล ในแอปให้บริการบางอย่าง หรืองานที่กำลังทำค้างอยู่ในโปรแกรมทำงานบางอย่าง หรือจำนวนเพื่อนและบนสนทนาในแอปแชต หรือแอปที่เคยซื้อแล้วผ่านแพลตฟอร์มบางอย่าง ฯลฯ ทำให้ลูกค้าเปลี่ยนไปใช้เจ้าอื่นได้ยาก เพราะถ้าเลิกซื้อหรือเลิกใช้ต่อ ก็จะเสียสิ่งที่ได้รับมา และอาจเสียประโยชน์ที่อาจจะได้รับในอนาคต(ใช้จำนวน → สร้างพันธะ)

หรือบางเจ้าก็อาจจะใช้วิธียอมเสียบางอย่าง เพื่อดึงให้คนเข้ามาอยู่ในพันธะให้ง่ายที่สุด แล้วค่อยหากำไรจากอย่างอื่นภายหลัง เช่น ขายเครื่องพริ้นต์ราคาถูก แล้วค่อยทำกำไรจากหมึก . หรือยอมขายเครื่องชงกาแฟอย่างดีในราคาถูก แล้วค่อยทำกำไรจากแคปซูล . หรือขายแท็บเล็ตราคาถูก เพื่อดึงคนเข้ามาใช้ระบบของตัวเองเยอะ ๆ แล้วค่อยทำกำไรจากอุปกรณ์อื่น เช่น มือถือ หรือหูฟัง ฯลฯ . หรือแพลตฟอร์มให้บริการบางอย่าง ที่ยอมขาดทุนแจกโค้ดส่วนลดให้คนใช้ในราคาถูกในช่วงแรก เพื่อให้คนเข้ามาอยู่ในระบบเยอะ ๆ และมีการสะสมบางอย่างในนั้นเยอะ ๆ แล้วค่อยทำกำไรภายหลัง ฯลฯ(สละ → สร้างความคุ้มค่า → หลอกล่อ → ใช้พันธะ)

(3. พันธะทาง "กระบวนการ")

พันธะแบบ “ต่อเนื่อง” เป็นพันธะที่อยู่ในรูปแบบของการที่เหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้น อีกเหตุการณ์ก็จะเกิดขึ้นอีกตามมา และอาจจะเกิดเหตุการณ์อื่นอีกต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ ขึ้นอยู่กับความยาวของกระบวนการ . บางครั้งก็เรียก “ปฏิกิริยาลูกโซ่” หรือ “โดมิโนเอฟเฟ็กต์”.และบางบริบทก็เป็นทั้งกลศึกประเภท “พันธะ” และ “ผลพลอยได้” ด้วย

เจ้าของร้านบางคน อาจจะสังเกตเห็นว่า คนที่เดินผ่านไปมาหน้าร้าน มักจะมากันเป็นครอบครัว และมักมีเด็กมาด้วย แล้วถ้าเอาสิ่งที่เด็กชอบไปล่อ ก็อาจจะทำให้ได้ลูกค้าที่เป็นผู้ใหญ่ไปด้วย เช่น ร้านเสื้อผ้าอาจจะออกเสื้อผ้าลายใหม่ร่วมกับการ์ตูนดัง แล้วพอเด็กเดินเข้าไปดู ผู้ใหญ่ก็ต้องตามเข้าไปด้วย ทำให้คนดูแน่นร้าน . หรือร้านอาหารอาจจะแจกของเล่นในร้าน แล้วพอเห็นลูกเล่นอย่างตั้งใจ ไม่ดื้อ ไม่ซน ไม่โวยวาย ครั้งหน้าพ่อแม่ก็อาจจะอยากมาร้านนี้อีกก็ได้ . หรือห้างที่มีมุมเด็ก แล้วถ้าพ่อแม่เห็นลูกสนุกไปกับมัน พอครั้งถัดไป พ่อแม่กำลังคิดว่าจะไปเที่ยวไหนดี ก็อาจจะคิดว่า งั้นไปห้างนี้ละกัน ฯลฯ(ใช้ความชอบ → หลอกล่อ → ใช้พันธะ)

หรือคาเฟอาจจะเอาตุ๊กตาการ์ตูนที่กำลังดัง หรือตุ๊กตาน่ารัก ๆ มาประดับ แล้วพอเด็กสนใจ พ่อแม่ก็อาจจะคิดว่าแวะสักหน่อยก็ได้ แถมบางทีลูกค้ายังถ่ายรูปคู่กับตุ๊กตาแล้วเอาไปลงอินเทอร์เน็ตอีก เลยเป็นการโพรโมตร้านไปในตัวด้วย(ใช้ความชอบ → หลอกล่อ → (ใช้พันธะ + ทำให้แพร่กระจาย))

หรือถ้ามีคนเอาของเล่นเจ๋ง ๆ ล่อให้เด็กอยากมาหาที่บ้านได้ พ่อแม่หรือผู้ปกครองของเด็กก็ต้องมาด้วย ซึ่งเป้าหมายที่แท้จริงของเขาอาจจะเป็นผู้ปกครองก็ได้ เช่น อยากปรึกษาความรู้ หรือคุยธุรกิจ หรือแลกเปลี่ยนไอเดีย หรือดีลงาน หรือขายของ หรือเหงาเลยหาเพื่อนคุย ฯลฯ(ใช้ความชอบ → หลอกล่อ → ใช้พันธะ)

ร้านอาหารหรือคาเฟบางแห่ง ชอบทำเมนูสวย ๆ หรือจัดมุมถ่ายรูป ไว้สำหรับคนที่ชอบหาร้านตามอินเทอร์เน็ตโดยเฉพาะ ซึ่งหลายครั้งเวลาที่เขามา เขาจะไม่ได้มาคนเดียว แต่จะชวนคนอื่นมาด้วย เลยทำให้ได้ลูกค้าคนอื่นด้วย(ใช้ความชอบ → หลอกล่อ → ใช้พันธะ)

นักการตลาด เวลาขายของให้กลุ่มคน ก็อาจจะดูว่าใครที่มักจะเป็นคนเลือกสินค้า แล้วก็มุ่งเป้าไปขายคนคนนั้นเป็นหลัก ทำให้อาจได้ลูกค้าคนอื่นที่อยู่กับเขาตามมาด้วย เช่น จะทำการตลาดร้านอาหารในแอปสั่งอาหาร ซึ่งสำรวจมาแล้วพบว่า คนที่ตัดสินใจเลือกร้านอาหารในเมืองนี้ มักจะเป็นวัยรุ่นผู้หญิง เลยเน้นทำเมนูและโพรโมชันเอาใจคนกลุ่มนี้ แล้วถ้าทำให้เขาอยากกินได้ เวลาสั่งอาหาร คนที่สั่งอาหารก็มักจะถามคนรอบตัวว่า จะสั่งอันนี้ สนใจสั่งด้วยกันไหม ? ทำให้อาจได้ลูกค้าคนอื่นมาด้วย(ล่วงรู้ ⇒ ใช้พันธะ)ฯลฯ

นักการเมือง หรือหมอดู หรือเจ้าลัทธิบางคน ชอบใช้วิธีเข้าหาคนที่มีชื่อเสียง เช่น ดารา หรือคนที่มีคนติดตามเยอะในออนไลน์ ฯลฯ เพราะถ้าทำให้คนเหล่านี้หันมามาเชื่อหรือเข้ากับตนได้สำเร็จ แฟนคลับของเขา หรือคนที่ติดตามเขา หรือคนที่ได้ข่าวของเขา ก็จะรู้จักตนเองด้วย และมีโอกาสที่คนเหล่านี้จะหันมาเชื่อตามเขาเหมือนกัน(ใช้พันธะ → ทำให้แพร่กระจาย)⦅🖐️⦆

ในสมัยก่อน ผู้ที่ต้องการเผยแพร่ศาสนามักจะชอบใช้วิธีเข้าหาพระราชา เพื่อโน้มน้าวให้เปลี่ยนมานับถือความเชื่อแบบตน แล้วส่วนอื่น ๆ ของประเทศก็จะค่อย ๆ เปลี่ยนตามไปเอง เช่น ภาษาและคำศัพท์ที่ใช้ หรือพิธีกรรมต่าง ๆ เช่น งานแต่ง งานศพ งานขึ้นครองราช ฯลฯ หรือรูปแบบของสถาปัตยกรรมต่าง ๆ เช่น วัด โบสถ์ เจดีย์ ฯลฯ หรือศิลปะ หรือเพลง หรือเครื่องแต่งกาย หรือกฎหมาย หรือจารีตประเพณี หรือแนวคิดเรื่องศีลธรรม ฯลฯ(สร้างความเชื่อ → (ใช้พันธะ + ยืมอำนาจ) → แปรสภาพ)⦅🖐️⦆

ในการสงครามสมัยก่อน ถ้าแม่ทัพที่เก่งกาจ มีชื่อเสียงเลื่องลือ เป็นที่น่าเกรงขาม ถูกจัดการได้ คนก็จะเสียขวัญกำลังใจ และอาจหลีกหนีออกมาจากฝ่ายนั้น เพราะเห็นว่าอ่อนแอ และเข้าหาฝ่ายที่จัดการ เพราะเห็นว่าแข็งแกร่ง บางกองทัพเลยมุ่งเป้าไปที่การจัดการแม่ทัพคนนั้น(ทำลาย → ใช้พันธะ → แปรสภาพ)⦅👎👎👎⦆

ในการสงคราม ถ้าทัพย่อยถูกโจมตี บางครั้งทัพหลักก็จำเป็นต้องเข้าไปช่วย ทั้ง ๆ ที่ได้ไม่คุ้มเสียก็ตาม เพราะถ้าไม่เข้าไปช่วย ทัพย่อยอื่นก็จะคิดว่า พอถึงคราวเราถูกโจมตีแบบนี้บ้าง ทัพหลักก็คงไม่มาช่วยเราเหมือนกัน ทำให้เวลามีศัตรูที่แข็งแกร่งมาบุก ก็อาจจะรีบยอมจำนนไปแบบง่าย ๆ แทนที่จะสู้ให้ตายกันไปข้างหนึ่ง . หรือถ้าเมืองบริวารถูกโจมตี เมืองที่เป็นผู้ปกครองก็มักจะต้องเข้าไปช่วย เพราะถ้าไม่เข้าไปช่วย อีกหน่อยเมืองบริวารอื่นก็คิดว่าคงจะถูดทอดทิ้งเหมือนกัน แล้วก็จะพากันยอมจำนนไปหมด(ทำลายพันธะ)

สมมติว่า มีเมือง 3 เมืองมีอาณาเขตอยู่ใกล้กัน . เมือง A กับ B เป็นเมืองขนาดกลาง และมีอำนาจทางการทหารปานกลาง ส่วนเมือง C เป็นเมืองขนาดใหญ่ และมีอำนาจทางการทหารมาก . ถ้าเมือง C คิดจะบุกเมือง A หรือ B อีกเมืองจะยื่นมือเข้ามาช่วยเสมอ เพราะถ้าเมืองหนึ่งแตก รายต่อไปก็คือตนเอง(ใช้พันธะ → รวมตัว → เพิ่มจำนวน)

(4. พันธะทาง "สถานการณ์")

พันธะทาง “สถานการณ์” เป็นข้อผูกมัดที่เกิดจากสถานการณ์บางอย่าง . แบ่งเป็น 3 รูปแบบกว้าง ๆ ได้แก่ แบบ “พัวพัน” , แบบ “ติดพัน” , และแบบ “สะสม”

(1. พันธะแบบ “พัวพัน”)

พันธะรูปแบบการ “พัวพัน” จะเน้นไปที่การเข้าไปเกี่ยวข้องหรือถูกมองว่าเกี่ยวข้องกับบางอย่าง แล้วถูกสิ่งนั้นผูกมัดไว้

บางครั้งแค่เราเห็นคนเดือดร้อน หรือเห็นคนทำผิด ก็เท่ากับมีพันธะในตัวที่ต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว เช่น เห็นคนหกล้ม แล้วเราไม่เข้าไปช่วย ก็อาจถูกตั้งคำถามว่าทำไมไม่เข้าไปช่วย หรือถูกมองว่าใจดำ . เห็นคนถูกทำร้ายร่างกายกลางที่สาธารณะ แล้วเราไม่เข้าไปห้าม หรือช่วย หรือเรียกคนมาช่วย ก็อาจถูกมองว่าเพิกเฉยต่อความรุนแรง . หรือเห็นคนกำลังขโมยของ แล้วเราไม่ห้าม หรือตะโกนบอกคำอื่น หรือแจ้งตำรวจ ก็อาจถูกมองว่าเพิกเฉยต่อสิ่งที่ไม่ถูกต้อง หรืออาจถูกสงสัยว่าสมรู้ร่วมคิดด้วย ฯลฯ . เป็นพันธะที่เราเองก็ไม่ได้ตั้งใจเข้าไปเกี่ยวข้องตั้งแต่แรก แต่ก็ดันมาเกี่ยวกับเราได้

ถ้ามีคนรับงานโพรโมตอะไรสักอย่าง แล้วเขาเห็นอะไรบางอย่างไม่ชอบมาพากล รู้สึกว่าสิ่งที่เขาโพรโมตให้ มันแปลก ๆ เลยไม่แน่ใจ จึงถอนตัวออกไปก่อน . แล้วพอคนอื่นที่โพรโมตสิ่งนี้เหมือนกันพึ่งมารู้ทีหลัง ก็อาจจะเข้าใจว่าเขารู้อยู่แล้ว หรือมองว่าทำไมไม่บอกกันก่อน หรือถึงขั้นมองว่าเขาเห็นแก่ตัวไปเลยก็ได้ . ทั้ง ๆ ที่เขาแค่ยังไม่แน่ใจ ไม่ได้มีเวลาตรวจสอบละเอียด เลยถอนตัวออกไปก่อนเพื่อความชัวร์เฉย ๆ ก็ได้ . เพราะฉะนั้น การที่เรารับงานโพรโมตอะไรสักอย่าง หรือไม่ได้รับงานแค่เชียร์สิ่งนั้นเฉย ๆ ก็ตาม ก็เท่ากับเรามีพันธะติดตัวแล้ว ทำให้อาจมีบางคนที่เห็นเราแล้วเชื่อเราไปแล้ว เราจึงควรตรวจสอบให้ดีทุกครั้ง และหมั่นติดตามสิ่งที่เราแนะนำคนอื่นอยู่บ่อย ๆ

คนที่ต้องการจะทำชั่ว ทำในสิ่งที่ผิดกฎหมาย หลายคนก็มักจะใช้วิธีดึงคนอื่น คนนู้นคนนี้มาเกี่ยวข้องกับการทำผิด โดยเฉพาะคนที่มีอำนาจ จะได้ยืมมือของคนเหล่านี้มาช่วยปกปิดให้ เพราะพวกเขามักจะกลัวว่า ถ้าถูกจับได้แล้ว ตัวเองก็จะโดนไปด้วย(สร้างพันธะ → ยืมอำนาจ → ซ่อนเร้น)⦅👎👎👎⦆

ประเทศที่มีเคยความขัดแย้งกัน หรือมีพรมแดนติดกัน หรือมีโอกาสที่จะขัดแย้งกัน ก็อาจจะใช้วิธีทำให้ทั้งคู่จำเป็นต้องพึ่งพากันและกัน จะได้ขาดกันไม่ได้ จนไม่กล้าก่อสงครามหรือทำร้ายกันเอง เพราะตัวเองจะเสียหายไปด้วย . ซึ่งมีหลายวิธี เช่น ทำให้การค้ามีความพัวพัน ซับซ้อน จำเป็นต้องพึ่งพากันและกัน เช่น ประเทศ A จำเป็นต้องพึ่งพาวัตถุดิบสำคัญจากประเทศ B ส่วนประเทศ B ก็ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีจากประเทศ A หรือประเทศ C จำเป็นต้องพึ่งพาพลังงานจากประเทศ D ส่วนประเทศ D จำเป็นต้องพึ่งพาตลาดของประเทศ C . หรือทำให้ประชาชนมีการพัวพันกันบางอย่าง เช่น คนประเทศ A หลายคนเคยไปเรียนที่ประเทศ B และมีเพื่อนอยู่ที่ประเทศ B ส่วนคนประเทศ B หลายคนก็มีครอบครัวอยู่ที่ประเทศ A . หรือทำให้มีสร้างโครงสร้างพื้นฐานบางอย่างร่วมกัน เช่น มีระบบขนส่งทางรถไฟที่เชื่อมกัน หรือใช้ท่าเรือร่วมกัน หรือใช้เขื่อนร่วมกัน หรือใช้ท่อก๊าซร่วมกัน ฯลฯ(รวมตัว → สร้างพันธะ → รักษาความสัมพันธ์)⦅👍👍👍❓⦆

หรือถ้าเป็นสมัยก่อน บางครั้งตระกูลกษัตริย์ก็จะใช้วิธีการแต่งงานข้ามราชวงศ์กัน เช่น เอาลูกชายของพระราชาเมืองหนึ่ง ไปแต่งกับลูกสาวของพระราชาอีกเมือง และเอาลูกสาวของพระราชาเมืองนั้น ไปแต่งกับลูกชายของพระราชาอีกเมือง . เมื่อเกิดการแต่งงาน ก็จะเป็นครอบครัวเดียวกัน และลูกที่ออกมาก็จะมีสายเลือดของทั้ง 2 ตระกูล จนเกิดเป็นพันธะที่พัวพัน ซับซ้อน ทำให้เส้นแบ่งที่เคยชัดเจนค่อย ๆ จางลง จนบางครั้งเมื่อเกิดความขัดแย้งกันเอง ลูกหลานบางคนก็อาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองควรอยู่ฝั่งไหน . หรือบางทีก็จะใช้วิธีแลกเปลี่ยนลูกหลานหรือบุคคลสำคัญของแต่ละฝ่าย เพื่อไปเป็นตัวประกัน จะได้ไม่ทำร้ายกันและกัน(รวมตัว → สร้างพันธะ → รักษาความสัมพันธ์)⦅👍👍👍⦆

หรือในสมัยก่อน เมื่อแม่ทัพที่คุมกองทัพขนาดใหญ่จะนำทัพไปออกรบ บางครั้งก็จะต้องทิ้งครอบครัวไว้ที่เมือง แม่ทัพจะได้ไม่กล้าก่อกบฎ เพราะยังมีครอบครัวเป็นตัวประกัน และยังเป็นการทำให้พระราชาไว้วางใจด้วย(สร้างพันธะ → รักษาความสัมพันธ์)

ชายหญิงบางคู่ อาจจะเผลอมีเพศสัมพันธ์กันโดยไม่ได้ป้องกันไว้ก่อน หรือป้องกันแล้วแต่ยังดีไม่พอ จนตั้งท้องขึ้นมา . ทำให้บางคู่แม้ไม่ได้หลงไหลกันมาก แต่ก็อาจจะยอมแต่งงานกัน หรือไปมาหากันบ้าง เพื่อลูก หรือบางคู่อาจจะแค่ศึกษากันอยู่ ยังไม่ได้มั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าอีกฝ่ายกับตัวเองเหมาะจะเป็นคู่กันรึเปล่า แต่ก็อาจจะยอมแต่งงานกันเพื่อลูกเช่นกัน . แต่จริง ๆ แล้ว บางครั้งก็อาจจะไม่ได้เกิดจากความพลาด แต่มีฝ่ายหนึ่งจงใจปล่อยให้ท้อง เพื่อผูกมัดอีกฝ่ายให้มาอยู่กับตัวเอง(วางกับดัก → สร้างพันธะ)⦅👎👎👎⦆

(2. พันธะแบบ “ติดพัน”)

พันธะรูปแบบการ “ติดพัน” จะเน้นไปที่การติดพันกับสถานการณ์บางอย่างที่กำลังดำเนินอยู่แบบครึ่ง ๆ กลาง ๆ ยังไม่จบสิ้น แล้วถูกสิ่งนั้นผูกมัดตัวไว้

สมมติว่า เราอยากเปลี่ยนผ้าปูที่นอน แต่รีบมาก ยังไม่มีเวลา แต่ก็กลัวว่าตัวเองจะขี้เกียจ ก็เลยถอดผ้าปูที่นอนเก่าไปใส่ในตระกร้าซักผ้าก่อน แล้วเดี๋ยวตอนเย็นค่อยมาเปลี่ยนทีหลัง ทำให้ตัวเองตกอยู่ในสถานการณ์แบบครึ่ง ๆ กลาง ๆ คือถ้าไม่เปลี่ยน เราก็ต้องนอนแบบไม่มีผ้าปูที่นอน(สร้างพันธะ)

สมมติว่า ลูกของเราเป็นคนที่กินผลไม้น้อยมาก แล้วเรากลัวว่าเขาจะขาดวิตามินหรือสารอาหารบางอย่าง เราเลยซื้อผลไม้มาไว้ที่บ้าน แล้วถ้าเราก็กลัวอีกว่าเขาจะลืมกิน เราก็อาจจะปอกผลไม้ใส่จานยื่นให้เขาเลย หรือปอกใส่กล่องแช่ในตู้เย็นไว้ให้เลย จึงเป็นเหมือนการบังคับกลาย ๆ เพราะปอกให้แล้ว . หรือถ้าเป็นกล้วย เราก็อาจจะแกะแล้วยื่นให้เขาเลย “เห็นลูกไม่ค่อยได้กินผลไม้ แม่เลยซื้อกล้วยมาให้” “ขอบคุณครับ” “อะ แม่แกะให้แล้วนะ” แล้วก็ยื่นให้เลย(ทำอย่างแนบเนียน → สร้างพันธะ)⦅👍🖐️⦆

บางคนก็ใช้พันธะรูปแบบนี้ ในการลากคนอื่นให้มาเกี่ยวกับบางอย่างด้วย เช่น สมมติว่า เรากับเพื่อน 5-6 คน เป็นนักเลงที่กำลังเดินกันเป็นแก๊ง แล้วอยู่ ๆ หนึ่งในเพื่อนของเรา ก็เดินไปเปิดนักเลงอีกกลุ่ม แล้วนักเลงกลุ่มนั้นก็กรูกันตามเพื่อนเราเข้ามาที่แก๊งเราพร้อมกับกระบองคนละท่อน ถ้าเป็นเรา เราจะทำยังไงดี ? เช่น ถ้ามันกะทันหันจริง ๆ เราก็ต้องป้องกันตัว หรืออาจจะต้องสู้ถ้าจำเป็น ซึ่งเท่ากับว่าเพื่อนคนนั้นสามารถลากเราและคนอื่นในแก๊งเข้าไปเกี่ยวข้องได้สำเร็จ(โจมตี → สร้างพันธะ → รวมตัว → โจมตี)⦅👎👎👎⦆แต่ถ้าเรามีสติ และยังพอมีเวลาสักหน่อย เราก็อาจจะตะโกนอะไรสักอย่างขึ้นมา เพื่อไม่ให้สถานการณ์ลุกลามไปแบบงง ๆ เช่น “เดี๋ยว ๆ ๆ ๆ !! เกิดอะไรขึ้นหรอครับ ?” “ก็อยู่ ๆ เพื่อนของมึงมันก็เข้ามามาต่อยพวกกู” “แล้วมึงไปต่อยมันทำไปวะ !!” จะได้เกิดการพูดคุย⦅👍👍👍⦆

หรือในเกมต่อสู้แบบทีม แม้เพื่อนร่วมทีมจะยังไม่อยากจะเปิดฉากสู้กับอีกฝ่ายตอนนี้ แต่ถ้ามีคนใดคนหนึ่งในทีมเปิดก่อน เพื่อนในทีมก็อาจจะต้องตามด้วย(โจมตี → สร้างพันธะ → รวมตัว → โจมตี)⦅⦅👎 / 👎👎⦆🖐️⦆หรือไม่ก็ปล่อยเพื่อนตาย(สละ → หลีกเลี่ยง)

หรือในการสงคราม ถ้าอยู่ในช่วงที่กำลังปรึกษาหารือกันอยู่ว่า จะเอายังไงกับอีกเมืองดี เช่น ประกาศเป็นศัตรูไปเลย หรือเป็นมิตรไปก่อน หรืออยู่เฉย ๆ ไม่แสดงท่าทีใด ๆ ฯลฯ . อยู่ ๆ ก็มีองค์ชายคนหนึ่งเคลื่อนทัพของตัวเองไปบุกเมืองนั้นโดยไม่ปรึกษาคนอื่นก่อน ทำให้เมืองนั้นมองเรามีสถานะเป็นศัตรูทันที เท่ากับว่าเป็นการบีบบังคับให้คนอื่นต้องเลือกทางนี้ไปด้วย(โจมตี → สร้างพันธะ → รวมตัว → โจมตี)⦅👎👎👎⦆. ยกเว้นแต่จะแก้ทางแบบเด็ดขาด เช่น ตัดหัวองค์ชายคนนั้นส่งไปให้เมืองนั้น หรือยกเลิกตำแหน่งองค์ชาย แล้วจับไปขังคุกหรือเนรเทศองค์ชายออกจากเมือง พร้อมชดใช้ค่าเสียหายทั้งหมดให้ ฯลฯ จึงจะพอมีโอกาสหลุดจากพันธะนี้ได้(สละ → ทำลายพันธะ)

บางคนก็ใช้พันธะรูปแบบนี้ ในการทำให้คนอื่นติดพันอยู่กับบางเรื่อง จนเสียโอกาสทำเรื่องอื่นที่สำคัญกว่า เช่น ในการสงคราม บางครั้งก็จะมีการล่อให้คนที่มีความสามารถ เช่น แม่ทัพที่เก่งกาจ หรือกองกำลังที่ถูกฝึกมาเป็นพิเศษ หรือหน่วยทหารเดนตาย ฯลฯ ของอีกฝ่าย ไปอยู่ติดพันอยู่ในสนามรบที่ไม่ได้สำคัญที่สุดจริง ๆ จะได้ไปช่วยจุดอื่นไม่ได้(หลอกล่อ → สร้างพันธะ → ทำลายโอกาส)⦅👎👎👎⦆

หรือถ้าเป็นในองค์กร บางคนก็อาจจะวางกับดักหรือหลอกล่อให้คนที่มีโอกาสเป็นคู่แข่งของตัวเอง ไปติดแหง็กอยู่กับโพรเจกต์ที่ไม่มีผลงานเป็นชิ้นเป็นอัน แถมบางครั้งยังจุกจิก ยุ่งยาก เสียเวลาเปล่าอีกต่างหาก เช่น งานดูแลระบบบางอย่าง หรืองานตรวจสอบเอกสารบางอย่าง หรืองานแก้ปัญหาเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ลูกค้าร้องเรียน หรืองานที่มีปัญหาค้างคามานาน ทับถมจนไม่มีใครอยากทำ หรือทำให้เขาเข้าใจผิดไปเองว่างานนี้ไม่ยาก และไม่น่าจะใช้เวลานาน ฯลฯ เพื่อให้เขาพลาดโอกาสในการสร้างผลงานเป็นชิ้นเป็นอันมาแข่งกับตัวเอง((วางกับดัก / หลอกล่อ) → สร้างพันธะ → ทำลายโอกาส)⦅👎👎👎⦆. ส่วนตัวเองก็ไปทำโพรเจกต์ที่ได้สร้างผลงาน เอาไปใช้ในการประเมินเลื่อนขั้น หรือไปสมัครงานที่อื่นได้ตรง ๆ

หรือในทางการเมือง บางคนก็อาจจะวางแผนให้คู่แข่งทางการเมืองเสียเวลาไปกับเรื่องที่ไม่สำคัญ เช่น ใช้กฎหมายดำเนินคดีเขา เขาจะได้เสียเวลาไปยุ่งกับคดีของตัวเอง จนไม่มีเวลามาทำงานที่สำคัญจริง ๆ อย่างการลงไปทำความรู้จักผู้คน หรือการคิดและผลักดันนโยบายใหม่ ๆ ที่น่าสนใจ ฯลฯ หรือทำให้เขาพลาดโอกาสในการรับตำแหน่งบางอย่าง เพราะมีคดีติดอยู่ ฯลฯ(วางกับดัก → สร้างพันธะ → ทำลายโอกาส)⦅👎👎👎⦆

หรือในการ์ตูนต่อสู้บางเรื่อง องค์กรที่พวกตัวเอกอยู่ หัวหน้าหรือสมาชิกระดับบน ๆ จะเก่งมาก ๆ แต่พอเวลามีปัญหาขึ้นมา เช่น มีตัวร้ายมาบุก ฯลฯ คนพวกนี้ก็ไม่เห็นจะเคยอยู่สักที มีแต่จะติดพันอยู่กับภารกิจข้างนอก . ซึ่งเป็นเทคนิคการพล็อตเรื่องของคนเขียน เพื่อให้ตัวเอกได้ต่อสู้อย่างเอาเป็นเอาตาย ไม่งั้นจะง่ายเกินไป ไม่สนุก และพวกตัวเอกจะได้มีพัฒนาการด้วย . แล้วพอองค์กรกำลังเกิดหายนะจริง ๆ คนพวกนี้ถึงจะโผล่มาเซอร์ไพรส์ แล้วโชว์ความสามารถทีเดียว

(3. พันธะแบบ “สะสม”)

พันธะรูปแบบการ “สะสม” จะเน้นไปที่การที่มีบางอย่างถูกสะสมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงจุดที่ถูกสิ่งนั้นผูกมัดไว้

เหยื่อที่ถูกมิจฉาชีพหลอกลวงซ้ำแล้วซ้ำเล่า บางครั้งก็อาจเป็นเพราะตนเองลงทุนไปเยอะแล้ว ไม่ว่าจะลงด้วยเงิน หรือเวลา หรือความหวัง คือยึดติดกับภาพชีวิตในฝันไปแล้ว หรือลงไปกับความเชื่อว่าตนเองฉลาด คือเชื่อไปแล้วว่าตัวเองฉลาด รู้ทัน เห็นช่องทางที่คนอื่นมองไม่เห็น หรือลงไปกับหน้าตา คือชวนคนอื่นไปแล้ว หรือโอ้อวดคนอื่นไปแล้ว เลยกลัวที่จะอับอาย เสียหน้า ถ้ารู้ว่าถูกหลอก ฯลฯ จึงเกิดเป็นพันธะบางอย่างผูกมัดตัวเขา ให้เขาถูกหลอกต่อไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะมีสติ แล้วยอมรับความจริง . ซึ่งก็เป็นเทคนิคที่มิจฉาชีพหลายคนชอบใช้(ทำทีละนิด → สร้างพันธะ → ช่วงชิง)⦅👎👎👎⦆

ธุรกิจบางเจ้า ใหญ่จนถึงขั้นมีผลถึงเศรษฐกิจของประเทศ เช่น ธนาคารหรือสถาบันการเงินรายใหญ่ หรือบริษัทอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ หรือบริษัทเทคโนโลยีข้ามชาติ หรือผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่สำคัญของโลก ฯลฯ . ซึ่งถ้าเกิดธุรกิจเหล่านี้มีปัญหา จนมีบางอย่างสะดุด หรือเกิดล้มละลายขึ้นมา ทุกคนก็จะได้รับผลกระทบไปด้วย เศรษฐกิจของประเทศนั้นก็จะได้รับผลกระทบไปด้วย จึงเป็นสิทธิพิเศษของบริษัทเหล่านี้ ที่บางครั้งพอมีปัญหารัฐบาลก็จะยื่นมือเข้ามาช่วย เช่น อัดฉีดเงินให้ หรือให้กู้ยืมดอกเบี้ยต่ำ หรืองดเว้นภาษีบางอย่างให้ หรือให้สิทธิพิเศษบางอย่าง ฯลฯ . ซึ่งบางครั้งพวกเขาก็ตั้งใจทำบางอย่างโดยรู้อยู่แล้วว่าจะเสียหาย แต่ก็รู้ว่าตัวเองใหญ่พอ ยังไงรัฐบาลก็ต้องเข้ามาช่วย(ใช้พันธะ → สร้างสิทธิพิเศษ → ยืมอำนาจ → ช่วงชิง)⦅👎👎👎🖐️⦆

การที่เราสื่อสารบางอย่างออกไป สิ่งที่เราสื่อสารไปนั้น อาจกลายเป็นพันธะย้อนกลับมาผูกมัดเราในภายหลังได้ เช่น คนที่มีความเชื่อในบางอย่างมาก ๆ แล้ววิจารณ์คนที่เชื่อต่างจากเขาอย่างมั่นใจไปมากมาย มีหลายคนที่เชื่อตามเขาแล้วเอาไปทำตาม มีหลายคนกลายมาเป็นสาวกของเขา แล้วเขาพึ่งมารู้ทีหลังว่าสิ่งที่ตัวเองเชื่อนั้นผิดมาตลอด . หรือคนที่ด่าคนอื่นไปแล้ว ออกตัวแรงไปแล้ว ใช้ถ้อยคำที่รุนแรงไปแล้ว แล้วพึ่งมารู้ทีหลังว่าตัวเองเข้าใจผิดไป . หรือบางคนทำเนื้อหาลงออนไลน์ไปแล้ว เก็บเงินไปแล้ว มีคนเรียนไปเยอะแล้ว แล้วพึ่งมารู้ว่าตัวเองสอนผิด ฯลฯ . ซึ่งถ้าเขายอมรับผิดเมื่อไหร่ เขาก็ต้องรับผลกระทบที่ตามมาอย่างมาก และเสียหน้าอย่างยิ่ง บางคนเลยเลือกที่จะไม่ยอมรับ และดึงดันที่จะเชื่อแบบเดิมต่อไป แม้ลึก ๆ จะรู้ว่าตัวเองผิดก็ตาม

ซึ่งคนที่เข้าใจจิตใจของคนประเภทนี้ เวลาที่จะเผยแพร่ความเชื่อบางอย่าง หรือด่าทอใครบางคน เขาก็อาจจะดึงเอาคนประเภทนี้ให้เข้ามาเป็นพวกด้วย เพราะเขารู้ดีว่าคนประเภทนี้ไม่อยากรับผิดชอบ และกลัวเสียหน้า จึงดึงดันที่จะเชื่อแบบเดิมต่อไป ทำให้ได้คนที่อยู่ฝั่งเดียวกับตนอย่างแน่นแฟ้นมาเป็นพวก แถมบางครั้งคนประเภทนี้ยังช่วยออกตัวให้ด้วย((ใช้พันธะ + ใช้อัตตา) → (สร้างพรรคพวก + ช่วงใช้))⦅👎👎👎🖐️⦆. เปรียบเหมือนคนที่ลงเรือลำเดียวกัน ต่อให้เริ่มสงสัยว่าเรืออาจไปผิดทาง คนประเภทนี้ก็ยังพยายามอุดรูรั่ว แทนที่จะยอมรับว่าเรืออาจไปผิดทางตั้งแต่แรก . คนที่ตั้งใจจะไปผิดทางตั้งแต่แรก จึงดึงเอาคนแบบนี้มาเป็นพวก

(5. พันธะทาง "ข้อตกลง")

พันธะทาง “ข้อตกลง” เป็นการเชื่อมโยงกันระหว่าง “เงื่อนไข” กับ “สิ่งที่เอามาแลก” . เนื่องจากมีเนื้อหาค่อนข้างมาก เลยแยกไปเขียนอีกหน้าโดยเฉพาะ "พันธะทางข้อตกลง"

(6. พันธะทาง "ความคิด")

พันธะทาง “ความคิด” เป็นการเชื่อมโยงกันระหว่างความคิดหนึ่ง กับอีกความคิดหนึ่ง ตั้งแต่ 2 ความคิดขึ้นไป . มีทั้งแบบที่ให้ตัวเองใช้ และใช้กับผู้อื่น

สมมติว่า ผลไม้ที่บ้านเราใกล้จะเสียแล้ว ควรกินวันนี้เลย แทนที่จะบอกคนที่บ้านว่าให้ช่วยกันกินเฉย ๆ ซึ่งพวกเขาอาจจะลืมก็ได้ เราก็อาจจะเอามาวางรอไว้ที่โต๊ะกินข้าวเลย แล้วพอพวกเขาเห็นผลไม้อยู่บนโต๊ะอาหารตอนกินข้าว จะได้นึกออก(ดักเส้นทาง → ใช้พันธะ)

สมมติว่า แฟนของเราที่พึ่งคบกันซื้อเสื้อตัวใหม่ให้ เราเลยอยากใส่ไปให้แฟนเห็น เขาจะได้ประทับใจ ถ้ากลัวว่าจะลืม ก็อาจจะเอามาแขวนดักไว้หน้าตู้เสื้อผ้าเลย วันที่จะแต่งตัวไปหาแฟน พอกำลังจะเอื้อมมือไปเปิดตู้เสื้อผ้า จะได้นึกออก(ดักเส้นทาง → ใช้พันธะ)

ถ้าเราต้องเตรียมของไปที่ทำงานวันพรุ่งนี้ ซึ่งเป็นของที่ปกติเราไม่ได้เอาไป เช่น ของฝากจากที่เราพึ่งไปเที่ยว หรืออุปกรณ์ทำงานบางอย่าง ฯลฯ แล้วเรากลัวลืม เราก็อาจจะวางไว้หน้าทางออก หรือจุดที่ต้องผ่านแน่ ๆ จะได้นึกออก(ดักเส้นทาง → ใช้พันธะ)

สมมติว่า เราต้องเตรียมของหลายอย่าง เพื่อเอาไปทำอะไรบางอย่าง เช่น ไปช่วยจัดงานปาร์ตี้ที่บ้านเพื่อน เลยจะขนพวกอุปกรณ์ตกแต่งกับของกินไป หรือพึ่งกลับจากไปเที่ยวต่างประเทศ เลยจะเอาของที่คนอื่นฝากซื้อกับของฝากไปให้ ฯลฯ . การวางของที่ต้องเอาไปทั้งหมดไว้ด้วยกัน แล้วขนไปทีเดียว ก็จะช่วยให้เราไม่ลืมชิ้นใดชิ้นหนึ่ง ชัวร์กว่าการนึกอะไรออกก็หยิบไป(รวมพันธะ)

การมีลิสต์ (list) หรือเช็กลิสต์ (checklist) สำหรับสิ่งต่าง ๆ จะช่วยลดโอกาสที่จะหลงลืมและผิดพลาดได้ เช่น ถ้าอยากซื้อบ้านหรือคอนโด เราก็อาจจะทำเช็กลิสต์สิ่งที่เราต้องการไว้ก่อน จะได้ไม่พลาด ดีกว่าพึ่งนึกออกหลังทำสัญญาไปแล้ว หรือเวลารับงานจากใครก็ตาม ก็อาจจะทำเช็กลิสต์สิ่งที่ต้องทำไว้ จะได้ส่งมอบอย่างครบถ้วน และระหว่างทางก็จะรู้ว่า ตอนนี้ทำไปเท่าไหร่แล้ว ยังขาดเหลืออะไรบ้าง ยังทำทันอยู่รึเปล่า ฯลฯ . ซึ่งบางคนก็จดในสมุดโน้ต หรือจดในแอปมือถือ หรือใช้ซอฟต์แวร์บางอย่าง ฯลฯ ขึ้นอยู่กับความถนัด(รวมพันธะ)

อย่างในหนังสือเล่มนี้ ก็มักสะกดคำผิดน้อยกว่าที่อื่น เช่น ในย่อหน้าที่แล้ว ผู้เขียนสะกดคำว่า “เช็กลิสต์”, “โน้ต”, และ “แอป" ซึ่งถูก แต่หลายคนมักสะกดเป็น “เช็คลิสต์”, “โน๊ต”, และ “แอพ” ซึ่งผิด ฯลฯ . ส่วนหนึ่งก็เพราะผู้เขียนทำลิสต์สะสมคำที่เรามักสะกดผิดไว้(รวมพันธะ)

แต่ถ้าสมมติว่า เราไม่มีเวลาจดลิสต์ล่ะ ไม่มีเวลาแม้กระทั่งจะหยิบสมุดโน้ตขึ้นมาจด หรือหยิบมือถือขึ้นมาพิมพ์ เช่น กำลังฟังคนอื่นพูดอยู่ จะควักอะไรมาจดตอนนั้นเลยก็กลัวฟังไม่ทัน หรือกลัวเสียมารยาท หรือกำลังขับรถอยู่ แล้วอยู่ ๆ ก็นึกอะไรดี ๆ ออก ฯลฯ เลยได้แค่ทดในหัวอย่างเดียว . คำถามคือ เราจะทดในหัวยังไงให้มีโอกาสลืมน้อย และยังโฟกัสกับสิ่งที่ทำอยู่ได้ ไม่ใช่ว่ามัวแต่พยายามจำให้ได้จนลืมฟังสิ่งที่เขากำลังพูดอยู่ หรือลืมมองรถที่กำลังจะปาดหน้า

.🤔 (ผู้อ่านลองคิดเล่น ๆ ดูก่อนก็ได้).....

หนึ่งในวิธีที่พอจะช่วยได้ คือ “การผูกพันธะไว้กับตัวเลข” ซึ่งเราอาจจะเก็บไว้ใช้ตอนฉุกเฉิน เร่งด่วนได้(รวมพันธะ)

สมมติว่า เรากำลังขับรถกลับบ้าน แล้วอยู่ ๆ ก็นึกขึ้นได้ว่า ลืมใส่วันที่ในเอกสารที่จะให้กับลูกค้า ต้องกลับไปเติมสักหน่อย . แล้วพอนึกถึงวันที่ ก็นึกขึ้นได้อีกว่า อีก 2 วัน เป็นวันเกิดเพื่อนสนิท ต้องเตรียมของขวัญไปให้และโทรไปหา . แล้วพอนึกถึงการโทร ก็นึกขึ้นได้ว่า พอถึงบ้านแล้วต้องโทรไปบอกแม่ว่าวันนี้ไม่ต้องซื้อข้าวเย็นมาเผื่อ เพราะกินมาแล้ว . เท่ากับว่าตอนนี้เรามี 3 เรื่องที่นึกออก ซึ่งจะหยิบอะไรมาจดก็ไม่ได้ เพราะขับรถอยู่ เราเลยทดเลข 3 ไว้ในหัวไปก่อน . แล้วพอนึกถึงแม่ เราก็นึกขึ้นได้อีกว่า แม่บอกสั่งไม้แขวนมาที่บ้านสัก 1 โหล แล้วเราก็ทดเลข 4 ไว้ในหัวแทน . แล้วก็นึกขึ้นได้อีกว่า ต้องซื้อเป็นไม้แขวนสแตนเลส เพราะคราวที่แล้วซื้อแบบพลาสติก พอโดนแดดแล้วมันกรอบ แตก แล้วเราก็ทดเลข 5 ไว้ในหัวแทน . เท่ากับตอนนี้เรามี 5 เรื่องที่ต้องทำแล้ว . พอเราถึงบ้าน ก่อนที่จะลงจากรถ เราก็อาจจะรีบหยิบมือถือหรือสมุดโน้ตขึ้นมาจดเลยก็ได้ หรืออาจจะแวะหาที่จอดข้างทาง แล้วหาอะไรมาจดไว้เลยก็ได้ จะได้สบายใจ(รวมพันธะ)

วิธีนี้อาจจะทำให้เราลืมหรือนึกไม่ออกไปบางเรื่องก็ได้ แต่อย่างน้อย การที่มีตัวเลขก็จะช่วยให้เรารู้ว่ามีทั้งหมดกี่เรื่อง เช่น ถ้าเรานึกออกได้แค่ 4 เรื่อง แต่เราทดเลข 5 ไว้ ก็จะทำให้เรารู้ว่า ยังมีอีก 1 เรื่องที่เรายังนึกไม่ออก เราอาจจะค่อย ๆ ลองนึกย้อนหลังดู ว่าตอนนั้นคิดอะไรไปบ้าง เผื่อจะนึกออก หรืออาจจะเจอเรื่องบางอย่างมากระตุ้นให้นึกถึงเรื่องนั้นอีกทีก็ได้

อย่างผู้เขียนเอง บางครั้งก็ใช้วิธีนี้ในการจดจำตัวอย่างกลอุบายต่าง ๆ ที่เห็นในหนังสือเล่มนี้เช่นกัน โดยปกติแล้ว พอมีตัวอย่างใหม่ ผู้เขียนก็จะจดเป็นลิสต์ไว้ในแอปโน้ตในมือถือ แต่บางทีก็ไม่สะดวกหยิบมือถือขึ้นมาจด เช่น กำลังเดิน ๆ อยู่แล้วคิดออก หรือกำลังฟังคนอื่นพูด แล้วเขาเล่าบางอย่าง ซึ่งสามารถเอามาเป็นตัวอย่างในนี้ได้ หรือเอามาแตกเป็นหลายตัวอย่างได้ ฯลฯ ก็จะทดเป็นตัวเลขไว้ในหัวไปก่อน แล้วพอสะดวกก็ค่อยหยิบมือถือขึ้นมาจด แล้วค่อย ๆ นึกย้อนหลังไป(รวมพันธะ)

ในการตั้งรหัสผ่าน แต่ละคนก็จะมีเทคนิคเฉพาะตัวในการผูกรหัสไว้กับอะไรบางอย่าง ที่เห็นได้บ่อยก็คือชื่อหรือวันเกิดของตัวเอง แต่เป็นสิ่งที่คนทำกันเยอะ เลยอาจจะทำให้เดาง่ายเกินไป . เราอาจจะใช้เรื่องที่เฉพาะตัวขึ้นมา เช่น ชื่อกับอายุของตัวละครที่เราชอบ หรือตัวอักษรแรกของชื่อเพื่อนสนิท 3 คน หรือบุคคลที่เราเคารพหรือเป็นแรงบันดาลใจของเรา หรือวันสำคัญในชีวิตเรา หรือหนังสือที่เราอ่านในช่วงนั้น ฯลฯ หรืออาจจะเอาหลายอย่างมาผสมกันก็ได้(สร้างพันธะ). หรือบางคนก็ใช้วิธีการเข้ารหัส เช่น ใช้วันเดือนปีเกิดของตัวเอง แต่ชอบเลข 5 ก็เลยบวก 5 เข้าไป ฯลฯ(แปรสภาพ ⇒ สร้างพันธะ)

บางคนอาจจะนำสิ่งที่ต้องการจำหรือให้คนอื่นจำ มาแต่งเป็นเพลง หรือกลอน เช่น นำเพลงที่มีอยู่แล้วมาแปลงเนื้อเป็นสูตรคณิตศาสตร์ หรือนำคำศัพท์วิชาเรียนมาแต่งเป็นกลอนง่าย ๆ หรือนำค่านิยมที่ต้องการปลูกฝังเด็กมาแต่งเป็นเพลงให้เด็กร้อง ฯลฯ เพื่อให้จำง่าย และเกิดการทวนซ้ำจนขึ้นใจ(ใช้เทคนิคเฉพาะ → รวมพันธะ)

เพลงบางเพลง ก็อาจเป็นเครื่องกระตุ้นเตือนให้เรานึกถึงสิ่งดี ๆ ได้ เช่น เพลงที่บอกให้เราปล่อยอดีตอันเจ็บปวด แล้วก้าวเดินต่อไป หรือเพลงที่บอกให้เรากลับมาเชื่อมั่นในตัวเองอีกครั้ง หรือเพลงที่สอนให้เรามีจิตใจที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เมตตากรุณาต่อผู้อื่น ฯลฯ(ใช้พันธะ → ทำให้มีกำลังใจ)⦅👍👍👍⦆

ในทางกลับกัน บางเพลงกลับทำให้เราทุกข์หนักกว่าเดิม หรือเกิดอารมณ์ร้าย ๆ ขึ้นมาได้เช่นกัน เช่น หลังจากที่เราเลิกกับแฟนแล้ว เกือบจะปล่อยวางได้แล้ว แต่เพลงกลับกระตุ้นทำให้เรานึกถึงเรื่องราวในอดีตของเรากับแฟน ทำให้เรากลับมาเจ็บปวดเหมือนเดิม(ใช้พันธะ → ทำให้เศร้า)⦅👎👎👎⦆. หรือบางเพลงก็ไม่ได้แค่บอกให้เราสู้กับปัญหา แต่ถึงขนาดยุให้เกลียดคนรอบตัวเลยก็มี(ใช้พันธะ → สร้างความเกลียดชัง)⦅👎👎👎⦆ฯลฯ

ห้างสรรพสินค้าบางแห่ง ใช้วิธีเปิดเพลงที่มีเนื้อหาบางคำไปกระตุ้นให้เราอยากซื้อของขึ้นมา เช่น เพลงที่มีเนื้อหาประมาณว่าให้เราใช้ชีวิตให้เต็มที่ ไม่ต้องกังวล ก็อาจจะทำให้เราเข้มงวดเรื่องการใช้จ่ายน้อยลงได้ หรือเพลงที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการทำตามสิ่งที่ฝัน ก็อาจจะทำให้เราอยากซื้อของที่อยากได้ เพื่อเติมเต็มความฝันของเราก็ได้ หรือเพลงที่พรรณาเกี่ยวกับสิ่งของหรือสถานที่ที่สวยงาม ก็อาจจะกระตุ้นให้เราอยากซื้อของเพราะความสวยงามมากขึ้นก็ได้ ฯลฯ(วางกับดัก → ใช้พันธะ → สร้างความอยาก)⦅⦅👎👎 / 👎⦆🖐️⦆

เวลาเราไปทำบุญหรือฟังเทศน์ตามวัดหรือโบสถ์ หรือไปช่วยงานตามมูลนิธิต่าง ๆ บางครั้งก็จะมีการแจกของที่ระลึก เช่น จี้ หรือกำไล หรือสร้อย หรือสายสิญจน์ หรือเสื้อยืด หรือตุ๊กตา ฯลฯ แล้วถ้าเราเอามาสวมใส่ หรือพกติดตัว หรือวางไว้ใกล้ตัว สิ่งนั้นก็อาจจะเป็นเครื่องกระตุ้นเตือนให้เรานึกถึงเรื่องดี ๆ ที่เราเคยทำไว้ จนทำให้เราเกิดความอิ่มเอมใจขึ้นมาอีกครั้งก็ได้(สร้างพันธะ → ทำให้มีความสุข)⦅👍👍👍⦆

บางคนก็อาจจะตั้งภาพหน้าจอมือถือให้เป็นเครื่องกระตุ้นให้นึกถึงบางอย่าง ทำให้แต่ละครั้งที่หยิบมือถือขึ้นมา ก็มีโอกาสที่จะนึกถึงสิ่งนั้น เช่น ตั้งเป็นคนที่อยากจะเป็นให้ได้แบบเขา หรือภาพความฝันที่เราอยากจะเป็น จะได้เป็นแรงบันดาลใจ . หรืออาจจะตั้งเป็นคำคมหรือคำสอนบางอย่างที่ชอบ เพื่อย้ำเตือนตัวเองบ่อย ๆ . หรือบางคนก็ตั้งเป็นภาพครอบครัวตัวเอง เช่น พอเพื่อนร่วมงานชวนไปดื่มเหล้า หรือกำลังจะสูบบุหรี่ หรือกำลังจะสั่งอาหารที่ทำลายสุขภาพ หรือกำลังจะขับรถเร็วมาก ๆ ฯลฯ เขาก็อาจจะคิดได้ เลยไม่ทำก็ได้ . หรืออาจจะตั้งเป็นสิ่งที่ตัวเองต้องทำ หรือบางแอปก็มีฟังก์ชันให้เราตั้งหน้าจอเป็นเช็กลิสต์สิ่งที่จะทำได้ ฯลฯ(ดักเส้นทาง → ใช้พันธะ)⦅👍👍👍⦆. หรือในสมัยที่ไม่มีสมาร์ตโฟน บางคนก็ใช้วิธีเหน็บรูปบางอย่างไว้ที่กระเป๋าสตางค์แทน เช่น รูปครอบครัวตัวเอง หรือข้อความเตือนใจบางอย่าง ฯลฯ

หรือบางคนก็ใช้วิธีใส่เครื่องสวมใส่ เช่น ใส่สายรัดข้อมือที่ใส่ข้อความสั้น ๆ เช่น “ควบคุมอารมณ์” หรือ “หายใจช้า ๆ” หรือ “งดน้ำตาล” หรือ “ดื่มน้ำให้พอ” หรือ “หลังตรง” ฯลฯ . ซึ่งข้อดีของเครื่องสวมใส่ต่าง ๆ คือการอยู่ใกล้ตัว ทำให้เผลอไปมองหรือนึกถึงได้ง่าย ทำให้นึกถึงสิ่งที่ต้องการได้บ่อยครั้ง(สร้างพันธะ + (ใช้ความใกล้ → เพิ่มจำนวน))⦅👍👍👍⦆

หรือถ้าต้องการให้ติดตัวไปตลอด บางคนก็ใช้การสักบางอย่างไว้บนร่างกาย เช่น เรื่องราวสำคัญในชีวิต หรือเรื่องราวในอดีตที่น่าจดจำ หรือคำสอนบางอย่าง หรือปรัชญาบางอย่าง ฯลฯ นอกจากใช้เป็นเครื่องกระตุ้นให้ตัวเองนึกถึงบางอย่างได้แล้ว ยังเป็นการแสดงออกถึงบางอย่างให้คนอื่นเห็นด้วย(สร้างพันธะ + สร้างภาพลักษณ์)⦅👍👍👍❓⦆

หรือบางคนก็ใช้การแปะกระดาษโน้ตเล็ก ๆ ไว้ตามจุดต่าง ๆ เช่น “ผ่อนคลายร่างกาย” หรือ “หายใจลึก ๆ” ไว้ที่หัวเตียง หรือ “ดื่มน้ำให้พอ” ไว้ที่ขวดน้ำ หรือ “โฟกัส” ไว้ที่โต๊ะทำงาน หรือ “วันนี้เป็นวันที่ดี” ไว้ที่หน้าประตูห้อง ฯลฯ . ซึ่งต่างกับเครื่องสวมใส่ตรงที่โพสต์อิทจะเน้นไปที่การดักตามจุดต่าง ๆ จึงเหมาะกับข้อความที่ตรงกับสถานการณ์นั้น ๆ ส่วนเครื่องสวมใส่จะติดตัวเราไปทั้งวัน จึงเหมาะกับไปที่ภาพรวมของวันนั้น ๆ มากกว่า(ดักเส้นทาง → ใช้พันธะ)⦅👍👍👍🖐️⦆

แต่ถ้าเราอายหรือกลัวคนอื่นมาเห็น แทนที่จะใช้ข้อความตรง ๆ ก็อาจจะผูกพันธะทางความคิดไว้กับอย่างอื่น แล้วใช้สิ่งนั้นเป็นตัวกระตุ้นให้นึกถึงแทนก็ได้ เช่น ถ้าแบบง่าย ๆ ก็อาจจะหาหนังยางอะไรมารัดขวดน้ำหรือแก้วน้ำไว้ แล้วกำหนดไว้ว่า ทุกครั้งที่มองมาที่ขวดน้ำหรือแก้วน้ำแล้วสังเกตเห็นสิ่งนี้ ก็ให้นึกให้ออกว่าต้องดื่มน้ำให้พอ หรือแปะสติ๊กเกอร์ไว้ที่กำแพงที่โต๊ะทำงาน แล้วพอเห็นสติ๊กเกอร์จะได้นึกออกว่าต้องนั่งหลังตรง(สร้างร่องรอย → ใช้พันธะ)⦅👍👍👍⦆

หรืออาจจะเป็นแบบเกี่ยวข้องกับเนื้อหาที่เราต้องการกระตุ้นก็ได้ เพื่อให้นึกออกได้ง่าย เช่น ช่วงนี้ดื่มน้ำน้อย และเป็นคนชอบใส่เครื่องประดับ เลยใส่กำไลที่มีจี้รูปหยดน้ำ หรือแปะสติ๊กเกอร์รูปจรวดหรือดวงจันทร์หรือเหรียญรางวัลไว้ที่โน้ตบุ๊ก จะได้ย้ำเตือนให้ตัวเองทำตามเป้าหมาย ฯลฯ(สร้างร่องรอย → ใช้พันธะ)⦅👍👍👍⦆

หรือบางคนก็ใช้เสียง เช่น เพลงประจำที่พอเปิดแล้วจะเข้าโหมดทำงานจริงจัง หรือบางคนก็ตั้งเสียงระฆังให้ดังกังวาลทุก ๆ หนึ่งชั่วโมง ให้กลับมาหลับตาและหายใจลึก ๆ จนกว่าเสียงระฆังจะดับไป เพื่อให้ตัวเองสงบลง ผ่อนคลายร่างกาย และพักสายตา ฯลฯ(ใช้พันธะ)⦅👍👍👍⦆

หรืออาจจะเอาสิ่งที่ต้องการจะทำไปต่อกับกิจกรรมที่ต้องทำแน่ ๆ อยู่แล้ว ยิ่งถ้าเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมกันก็ยิ่งดี เช่น อยากฝึกตัวเองให้อ่านหนังสือทุกวัน ก็อาจจะเอาไปไว้ก่อนเข้านอน พออ่านแล้วง่วงจะได้นอนเลย หรือก่อนเริ่มทำงาน จะได้วอร์มสมองให้พร้อมทำงาน . หรืออยากโอนเงินไปทำบุญทุกวัน ก็อาจจะเอาไปต่อหลังตื่นนอน จะได้เกิดนิสัยใหม่คือ พอตื่นนอนปุ๊บ สิ่งแรกที่ทำคือลงมือช่วยคนอื่นทันที หรือถ้าเราเป็นที่สวดมนต์หรือทำสมาธิทุกวันอยู่แล้ว ก็อาจจะเอาไปต่อจากสวดมนต์หรือทำสมาธิก็ได้ จะได้เอาจิตที่เป็นสมาธิมาใช้ทำบุญ ฯลฯ(ใช้พันธะ)⦅👍👍👍⦆

หรือถ้าเราไม่ต้องการหรือไม่สามารถพึ่งวัตถุภายนอกได้ เราก็อาจจะสร้างความเคยชินใหม่ โดยการกำหนดบางอย่างให้เป็นจุดเกิดสติไปเลย เช่น กำหนดไว้ในใจว่า ทุกครั้งที่เราเจอคนคนนี้ (คนที่เราเกลียด) เราจะหายใจลึก ๆ แล้วแผ่เมตตาให้เขา . หรือกำหนดไว้ในใจว่า ทุกครั้งที่จะพูดเรื่องนี้ (เรื่องที่เราโมโหง่าย) เราจะหายใจลึก ๆ แล้วตั้งสติให้ดีว่าจะพูดไปทำไม จะพูดให้ใครฟัง . หรือกำหนดไว้ในใจว่า ทุกครั้งที่จะนอน ขณะกำลังเอนตัวลงนอน เราจะหายใจลึก ๆ 3 ครั้ง เพื่อผ่อนคลายร่างกาย ฯลฯ . แรก ๆ เราอาจจะพลั้งเผลอไปบ้าง ก็ไม่เป็นไร เป็นเรื่องธรรมดา ไม่ต้องกังวล เราก็แค่เริ่มใหม่ พอทำไปเรื่อย ๆ ก็จะเกิดความเคยชินใหม่ขึ้นมาเอง(สร้างพันธะ → สร้างความเคยชิน)⦅👍👍👍⦆

หรือบางครั้งก็อาจจะเป็นแบบหลายคน เช่น บางองค์กรอาจจะติดข้อความสั้น ๆ ไว้ตามจุดต่าง ๆ ซึ่งมักจะสอดคล้องกับค่านิยม หรือวัฒนธรรม หรือวิสัยทัศน์ขององค์กร เช่น “คิดใหญ่” หรือ "ปัญหาคือโอกาสในการพัฒนา" ไว้ตามทางเดิน หรือพื้นที่ส่วนกลาง . หรือ “ชนะไปด้วยกัน” หรือ “หาคำตอบ ไม่ใช่หาคนผิด” ไว้ที่ห้องประชุม . หรือ “ฟังเพื่อเข้าใจ ไม่ใช่เพื่อตอบ” หรือ “ความสำเร็จของลูกค้า คือความสำเร็จของเรา” ไว้ที่ฝ่ายขาย หรือฝ่ายบริการลูกค้า . หรือ “วันนี้ไม่มีอุบัติเหตุ ก็เท่ากับสำเร็จแล้ว” หรือ “ปลอดภัยไว้ก่อน เร็วไว้ทีหลัง” ไว้ที่โรงงาน หรือฝ่ายผลิต หรือ “จะสอนอะไรใคร ก็ควรเป็นตัวอย่างให้ได้ก่อน” ไว้ที่ห้องผู้บริหาร ฯลฯ เพื่อคอยเตือนทุกคนให้นึกถึง(ดักเส้นทาง → ใช้พันธะ)⦅👍👍👍⦆

สุภาษิต หรือคำคม หรือคำสอนสั้น ๆ ที่ติดอยู่ตามวัด หรือโบสถ์ หรือสถานศึกษาต่าง ๆ หลายครั้งก็เป็นเครื่องเตือนสติ ทำให้คนที่ผ่านไปผ่านมาอ่าน แล้วเกิดการฉุกคิดอะไรดี ๆ ขึ้นมาก็ได้ เช่น ถ้าเรากำลังคิดมาก รำคาญใจ เรื่องที่มีคนใกล้ตัวมานินทาเรา แล้วเราเหลือบไปเห็นสุภาษิตที่ว่า “คนที่ไม่ถูกนินทา ไม่มีในโลก” เราก็อาจจะเห็นว่า การที่เราถูกนินทาเป็นเรื่องธรรมดาของโลก ใคร ๆ ก็ต้องถูกนินทากันทั้งนั้น จะคิดมากไปทำไม แล้วก็เริ่มปล่อยวาง หายกังวลขึ้นมาก็ได้ . หรือถ้าติดคำคมที่ว่า “คำถามที่ดี คือจุดเริ่มต้นของปัญญา” ไว้ที่โรงเรียน ก็อาจจะกระตุ้นให้เด็กอยากที่จะตั้งคำถามดี ๆ มากกว่าเดิมก็ได้ และไปอาจกระตุ้นให้ครูเปิดใจกับคำถามแปลก ๆ ของเด็กมากขึ้นก็ได้ ฯลฯ(ดักเส้นทาง → ใช้พันธะ)⦅👍👍👍⦆

ถ้าสิ่งที่มีรูปลักษณ์เหมือนกันหรือคล้ายกันจำนวนมาก มาอยู่ใกล้กัน ก็อาจทำให้เกิดสับสน และแยกออกยากว่า สิ่งไหมเป็นสิ่งไหน หรืออันไหนเป็นของใคร . การที่เราสร้างหรือหาเอกลักษณ์บางอย่าง แล้วผูกเอกลักษณ์นั้นไว้กับการแบ่งแยกบางอย่าง ถือเป็นพันธะทางความคิดที่สามารถช่วย (1) ลดโอกาสหลงลืมหรือผิดพลาดได้ (2) ลดภาระในการจำ หรือภาระที่ต้องคอยสังเกต คอยเพ่งหาได้ (3) ช่วยในการสื่อสารได้

สมมติว่า เราอยู่กับครอบครัวใหญ่ คือซื้อบ้านใกล้ ๆ กันหลายหลังในหมู่บ้านเดียวกัน และมีการแชร์กุญแจบ้านร่วมกัน เช่น แม่อาจจะเข้าไปเปิดไฟโรงรถให้บ้านพี่ชายตอนเย็น หรือพี่สาวอาจจะอุ้มลูกที่เป็นเด็กทารกมาฝากที่บ้านคุณย่าก่อนไปทำงาน ฯลฯ ทำให้แต่ละบ้านก็จะมีกุญแจบ้านของบ้านอื่นด้วย และบางครั้งก็มีการผลัดกันใช้รถ ทำให้มีการสลับกุญแจรถไปมาระหว่างกันอีก . วิธีง่าย ๆ ที่จะแยก ว่ากุญแจอันไหนเป็นอันไหน และสื่อสารกันได้สะดวก คือการหาอะไรมาห้อยไว้ที่กุญแจ เช่น “แม่เห็นพวงกุญแจบ้านลูกที่ห้อยรูปหมารึเปล่า ?” หรือ “กุญแจบ้านปู่ที่ห้อยกีต้าร์อยู่กับใครนะ ?” หรือ “กุญแจรถพี่ที่ห้อยแบทแมนอยู่ที่เรารึเปล่า ?” ฯลฯ(สร้างความต่าง → สร้างพันธะ)

หรือถ้าจะให้จำง่ายกว่านี้อีก ก็อาจจะห้อยในสิ่งที่เกี่ยวกับอะไรบางอย่าง เช่น คุณปู่เป็นคนชอบกีต้าร์ เลยห้อยกุญแจรูปกีต้าร์ และทุกคนก็รู้ว่าปู่ชอบกีต้าร์ ทำให้แค่เห็นพวงกุญแจก็รู้ทันทีเลยว่า เป็นกุญแจบ้านปู่ หรือพี่ชายชอบแบทแมนมาก ๆ ก็เลยห้อยแบทแมนไว้ที่กุญแจรถ ใคร ๆ ที่เห็นก็รู้ว่าเป็นกุญแจรถพี่ชาย ไม่หยิบผิดแน่นอน หรือแม่เคยเลี้ยงหมา เลยห้อยรูปหมาที่เคยซื้อไว้ ฯลฯ(ใช้พันธะ → สร้างพันธะ)

ในการซักผ้า ถ้าอยู่ด้วยกันหลายคน แล้วสับสนว่าตัวไหนเป็นของใคร เช่น ลูกชอบซื้อเสื้อผ้าใหม่ ๆ มาเป็นประจำ หรือพี่กับน้องชอบแลกกันใส่ หรือมีญาติมาค้างที่บ้าน หรือมีเพื่อนมาขอค้างคืน ฯลฯ . วิธีง่าย ๆ ในการแยก ก็อาจจะมีถุงซักผ้าสำหรับแต่ละคน ซึ่งเป็นถุงคนละสี หรือคนละลาย หรือคนละขนาด . แล้วเวลาจะตากผ้า ก็อาจจะใช้ไม้แขวนคนละสีหรือคนละแบบ หรือตากแบบเว้นให้ห่างกัน หรือหาตัวหนีบผ้ามากั้น จะได้แยกโซนว่าชุดไหนเป็นของใคร(สร้างความต่าง → สร้างพันธะ)

สมมติว่า เราอยู่ในงานเลี้ยงแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นงานเลี้ยงแบบเปิด คือเดินไปเดินมา เดินชมวิวจุดต่าง ๆ คุยกับคนโน้นทีคนนี้ที ไม่ได้ถึงกับมีที่นั่งประจำชัดเจน และมีแขกมาร่วมงานจำนวนมาก โดยในงานจะมีน้ำหลากหลายชนิดให้เลือกตามเติมใจชอบ เช่น น้ำเปล่า น้ำอัดลม กาแฟ ชา และน้ำหวานต่าง ๆ ฯลฯ . ซึ่งปัญหาคือ ในงานจะแจกเป็นแก้วกับหลอดแบบเดียวกันหมด ทำให้มีโอกาสที่เราหรือคนอื่นจะหยิบผิดแก้วไปดื่ม หรือลืมว่าตัวเองวางแก้วไว้ตรงไหน หรือไม่แน่ใจว่าแก้วนี้ใช่ของตัวเองรึเปล่า เลยไปหยิบใหม่เพื่อความชัวร์ ทำให้เปลืองแก้วเปล่า ๆ . คำถามคือ มีวิธีอะไรบ้างในการแก้ปัญหานี้ ?

ซึ่งแต่ละคนก็จะมีวิธีในการแก้ปัญหาในแบบของตัวเอง เช่น บางคนก็หาจุดวางประจำ เช่นโต๊ะหรือมุมบางอย่าง(สร้างพันธะ + ทำอย่างสม่ำเสมอ)แต่ก็ยังมีโอกาสที่จะมีคนอื่นมาวางใกล้กัน หรือวางทับที่ตอนที่เราไปเติมน้ำ . หรือบางคนก็เอาแก้วไว้ใกล้ตัวเสมอ เวลาจะเดินไปไหนก็จะหยิบไปด้วย(ใช้ความใกล้ → สร้างพันธะ)แต่ก็มีโอกาสที่จะลืมหยิบไปด้วยก็มีอยู่ แล้วพอลืมไปนาน ๆ ก็เริ่มไม่มั่นใจว่าเป็นแก้วไหน จนต้องไปหยิบแก้วใหม่ . หรือบางคนก็ทำสัญลักษณ์ไว้ที่แก้ว เช่น หาหนังยางมารัดไว้ หรือทำให้แก้วยับ หรือพับหลอด หรือหาอะไรมาแปะไว้ ฯลฯ(สร้างร่องรอย → สร้างความต่าง → สร้างพันธะ)แต่วิธีนี้อาจทำให้รู้สึกแปลกแยกจากคนอื่นได้ ฯลฯ

หรือบางทีเราก็มักจะใช้วิธีสังเกต เช่น ดูจากปริมาณน้ำในแก้ว หรือดูว่าเป็นน้ำอะไร อย่างถ้าไม่ค่อยมีคนดื่มชาเขียว ก็น่าจะเป็นแก้วเรา หรือดูจากความเข้มจางของน้ำ เพราะถ้าเรากดน้ำไปนานแล้ว น้ำแข็งก็อาจละลายได้ หรือความเก่าใหม่ของแก้ว อย่างถ้าเราใช้แก้วนี้นานแล้ว แก้วที่ดูใหม่ก็ไม่ใช่ของเรา ฯลฯ(สังเกตร่องรอย). แต่ก็ยังมีโอกาสที่ของคนอื่นจะคล้ายกับของเราได้ เช่น พึ่งไปเติมน้ำอัดลมมา และอีกคนก็พึ่งไปเติมน้ำอัดลมมาเหมือนกัน แล้วดันวางอยู่ข้างกันด้วย

หรือถ้าเราเป็นคนจัดงาน เราก็อาจจะแจกเป็นแก้วหลายแบบหรือหลายสี ทำให้โอกาสที่จะมีคนหยิบผิด หรือไม่แน่ใจ หรือภาระในการจำหรือสร้างความต่าง ก็จะลดลงไปได้มาก . แต่ในทางจิตวิทยาแล้ว สำหรับงานเลี้ยง แก้วที่ดูน่าดื่มที่สุดมักจะเป็นสีแดง หรือสีขาว หรือแก้วใส และการได้แก้วต่างกัน ก็อาจทำให้แขกบางคนรู้สึกเปรียบเทียบกับคนอื่นได้ เลยอาจจะแจกเป็นหลอดหลายสีแทนก็ได้(สร้างความต่าง → สร้างพันธะ)⦅👍👍⦆

ในบางครั้ง เราก็ไม่อยากที่จะสื่อสารบางอย่างออกไปตรง ๆ เลยอาจจะใช้วิธีสื่อสารบางอย่างออกไป แล้วให้คนที่ได้ยินนึกเชื่อมโยงไปถึงสิ่งที่เราต้องการด้วยตัวเองแทน.เป็นคอมโบระหว่างกลศึกประเภท “พันธะ” และ “ความแนบเนียน”(ทำอย่างแนบเนียน → ใช้พันธะ)

บางคนอาจจะชมกลุ่มคนบางกลุ่ม เช่น “ที่นี่มีแต่คนเก่ง ๆ” หรือ “มหาวิทยาลัยนี้มีแต่คนหัวกะทิ” หรือ “ทีมนี้มีแต่ตัวท็อป” หรือ “องค์กรนี้มาตรฐานสูงมาก” หรือ “วงการนี้คนที่จะอยู่รอดได้ต้องเก่งจริง ๆ” ฯลฯ . แต่จริง ๆ คือ ตัวเขาเองก็อาจจะเป็นหนึ่งในนั้น เช่น ทำงานในบริษัทนั้น หรือจบจากมหาวิทยาลัยนั้น หรืออยู่ในองค์กรนั้น ฯลฯ ทำให้คนที่ได้ยินนึกเชื่อมโยงไปที่ตัวเขา เป็นการชมตัวเองทางอ้อม(ทำอย่างแนบเนียน → ใช้พันธะ → สร้างภาพลักษณ์)⦅🖐️❓⦆

หรือบางคนอาจจะชมคนอื่น เช่น “เด็กคนนั้นเก่งจัง ช่วยแม่ขายของตั้งแต่เด็กเลย” หรือ “ผู้(ชาย/หญิง)คนนั้นน่ารักจัง ดูแลแฟนดีมากเลย” ฯลฯ แต่จริง ๆ คือ จงใจให้ลูกหรือแฟนของเราที่อยู่ด้วยกันได้ยิน เผื่อเขาจะนึกถึงตัวเอง แล้วอยากทำแบบนี้บ้าง(ทำอย่างแนบเนียน → ใช้พันธะ)⦅🖐️❓⦆

หรือบางคนอาจจะอยากเตือนใครบางคน แต่ก็ไม่อยากเตือนเขาตรง ๆ เลยใช้วิธีพูดเรื่องของคนอื่นให้เขาได้ยิน เพื่อกระตุ้นให้เขาย้อนกลับมามองตัวเองแทน เช่น “ตะกี้ผมพึ่งไปเยี่ยมเพื่อนที่โรงพยาบาลมา มันทำงานหนักจนสุขภาพพัง นอนโทรมไปเลย” ให้หัวหน้าที่เอาแต่ทำงานได้ยิน หรือ “เคยเห็นหลายครั้งละ คนที่ห่วงแต่ภาพใหญ่ จนไปพลาดเรื่องเล็ก ๆ แทน” ให้เพื่อนร่วมทีมที่ไม่ค่อยใส่ใจรายละเอียดได้ยิน ฯลฯ(ทำอย่างแนบเนียน → ใช้พันธะ)⦅👍👍🖐️❓⦆

หรือบางคนอาจจะเอาเรื่องที่คล้ายกับอีกเรื่องมาเล่า เพื่อให้คนที่ได้ยินนึกเชื่อมโยงไปถึงอีกเรื่องหนึ่ง เช่น นักข่าวเอาข่าวคนเมาแล้วตะคอกใส่คนอื่นมาเล่น เพราะในอดีตมีนักการเมืองคนหนึ่ง เคยทำแบบนี้จนเป็นข่าวมาก่อน โดยแสดงกิริยาท่าทางและใช้คำพูดที่คล้าย ๆ กับคนเมาคนนี้เลย คนอื่นก็จะย้อนไปนึกถึงเขา เพื่อทำลายชื่อเสียงของเขา . หรือบางคนอาจจะเอาข่าวคนดังที่ใช้เงินฟุ่มเฟือยไปกับสิ่งที่ไร้ประโยชน์ไปนินทาให้เพื่อนในกลุ่มฟัง เพื่อนในกลุ่มก็อาจจะนึกถึงเพื่อนคนหนึ่งที่เขาชอบเสียเงินแพง ๆ ไปกับสิ่งที่ไม่ค่อยมีประโยชน์ ฯลฯ(ทำอย่างแนบเนียน → ใช้พันธะ → ทำลายภาพลักษณ์)⦅👎👎👎🖐️⦆

ในบางครั้ง สิ่ง 2 สิ่งก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกันโดยตรง แต่ด้วยความเชื่อมโยงกันบางอย่าง ก็อาจจะทำให้คนอื่นมองว่าเกี่ยวข้องกัน หรือจงใจทำให้มองว่าเกี่ยวข้องกัน

สมมติว่า นาย A กับนาย B ดูท่าทางสนิทกัน เช่น ไปไหนมาไหนด้วยกันบ่อยครั้ง หรือลงรูปด้วยกันในออนไลน์บ่อย ๆ หรือโต้ตอบกันทางออนไลน์บ่อย ๆ หรือเคยมีรูปถ่ายด้วยกันหลายครั้ง ฯลฯ . อยู่มาวันหนึ่ง นาย B เกิดไปทำอะไรผิดพลาดจนเป็นเรื่องใหญ่โตขึ้นมา คนที่ไม่ชอบนาย A ก็อาจจะฉวยโอกาสนี้เหมารวมนาย A ไปด้วยก็ได้ อาจจะหาเรื่องด่า หรือนินทา หรือโยงนู่นโยงนี่ โดยอาจจะให้เหตุผลประมาณว่า นิสัยเหมือนกันเลยคบกันได้ หรือเป็นเพื่อนกันก็ต้องเข้าข้างกันเป็นธรรมดา(ใช้พันธะ → ทำลายภาพลักษณ์)⦅👎👎👎⦆

สมมติว่า เราชอบสินทรัพย์ตัวหนึ่ง หรือชอบหุ้นบางตัวมาก ๆ หรือเชื่อมั่นในเทคโนโลยีบางอย่างว่าจะมาแน่ ๆ ก็เลยคอยติดตามข้อมูล แล้วหวังดีบอกต่อให้คนอื่นเป็นประจำ จนเมื่อคนนึกถึงสินทรัพย์ตัวนี้ หรือหุ้นตัวนี้ หรือเทคโนโลยีนี้ ก็จะนึกถึงเราเป็นอันดับแรก ๆ . อยู่มาวันหนึ่ง มีข่าวเสียหายออกมา ทำให้ราคาสินทรัพย์นั้น หรือหุ้นตัวนั้นตกลงอย่างแรง หรือปรากฏว่าเทคโนโลยีที่เราคิดว่าจะมานั้น ไม่ได้เป็นที่นิยมอย่างที่คิด คนอื่นก็อาจจะโทษเรา หรือพูดจากระแนะกระแหนเราก็ได้ เช่น “ไอพวกที่เชียร์เงียบกริบ” หรือ “ไอพวกที่เชียร์ ตอนนี้ไม่รู้หายไปไหนละ” หรือ “ไหนใครบอกว่ามาแน่” ฯลฯ(ใช้พันธะ → โจมตี)⦅👎👎 / 👎👎👎⦆. เพราะฉะนั้น ไม่ว่าเราจะชื่นชอบและเชื่อมั่นในอะไรแค่ไหนก็ตาม ก็อาจจะต้องเผื่อใจที่เราจะผิดไว้บ้าง และอาจจะต้องกล่าวถึงข้อเสีย หรือข้อควรระวังไว้บ้าง

หรือบางคนก็เป็นคนโพรโมตสินค้าบางอย่าง จนมีภาพจำแนบแน่น เวลาคนพูดถึงสินค้าตัวนี้ก็จะนึกถึงหน้าคนคนนี้ขึ้นมา . แล้วอยู่มาวันหนึ่ง ถ้าสินค้านี้ถูกตรวจสอบหรือมีคนพบว่า ไม่ได้มีคุณภาพดีอย่างที่โฆษณาไว้ หรืออาจมีผลเสียจนถูกกฎหมายสั่งห้ามด้วยซ้ำ คนที่ออกมาโพรโมตก็จะโดนไปด้วย ซึ่งมักจะต้องออกมาขอโทษหรือชี้แจงบางอย่าง . หรือในทางกลับกัน ถ้าคนที่โพรโมตทำอะไรบางอย่างที่ไม่ดี จนเป็นเรื่องใหญ่โตขึ้นมา สินค้าตัวนั้นก็อาจจะถูกต่อต้านไปด้วย เจ้าของสินค้าเลยมักจะต้องออกชี้แจงว่าคนคนนี้ไม่ได้เกี่ยวข้อง เป็นแค่คนโพรโมต หรือถ้ายังมีสัญญาอยู่ ยกเลิกสัญญาไปเลย . ซึ่งจัดเป็นพันธะแบบ 2 ทาง คือส่งผลต่อกันและกัน ต่างจากตัวอย่างที่แล้ว คือถ้าสินทรัพย์ หรือหุ้น หรือเทคโนโลยีบางอย่างออกมาไม่ดี คนที่คอยเชียร์ก็อาจจะโดนไปด้วย แต่ถ้าคนที่คอยเชียร์ทำตัวไม่ดี สินทรัพย์ หรือหุ้น หรือเทคโนโลยีนั้น ก็ไม่ได้รับผลกระทบอะไรด้วย จึงจัดเป็นพันธะแบบทางเดียว

ในทางตรงข้าม สิ่ง 2 สิ่งที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกัน หรือไม่ได้เกี่ยวโดยตรง แต่บางคนก็อาจจะจงใจทำให้คนอื่นมองว่าเกี่ยวข้องกัน.และถ้าอยู่ในบริบทของการทำเพื่อเอาภาพลักษณ์ของสิ่งอื่นมาใช้ จะเรียกว่าการ “ยืมภาพลักษณ์” . ซึ่งเป็นคอมโบระหว่างกลศึกประเภท “พันธะ” และ “ภาพลักษณ์”(ยืมภาพลักษณ์ = ใช้พันธะ → สร้างภาพลักษณ์)

คนที่มีชื่อเสียง เช่น นักการเมือง หรือนักธุรกิจ หรือคนในวงการอะไรสักอย่าง ฯลฯ ก็อาจจะทำตัวให้เหมือนสนิทกัน เช่น โต้ตอบการทางออนไลน์ หรือลงรูปตอนที่อยู่ด้วยกันในออนไลน์ ฯลฯ จะได้ยืมภาพลักษณ์ของกันและกันมาใช้ เช่น พอคนอื่นเห็นว่าทนายชื่อดังคนนี้ สนิทกับนักการเมืองคนนี้ ก็จะมองทนายคนนี้อีกแบบ และก็จะมองนักการเมืองคนนี้อีกแบบด้วย ฯลฯ(รวมตัว → ยืมภาพลักษณ์)⦅~👎🖐️❓⦆

เจ้าของแบรนด์สินค้าบางคน อาจจะจ้างคนต่างชาติมายืนขายของที่หน้าร้าน . หรือตั้งชื่อสินค้า หรือชื่อเมนูให้เป็นภาษาต่างประเทศ . หรือผลิตบางขั้นตอนที่ต่างประเทศ . หรือนำเข้าวัตถุดิบหรือชิ้นส่วนบางอย่างจากต่างประเทศ ฯลฯ . ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้จำเป็นอะไรเลยก็ตาม แต่ก็เพื่อให้คนอื่นมองสินค้าของเขาด้วยภาพลักษณ์ของประเทศนั้น(เพิ่มกระบวนการที่ไม่จำเป็น → ยืมภาพลักษณ์)⦅⦅👎 / -⦆🖐️❓⦆

นักการตลาดบางคน เชื่อว่าถ้าเอาสินค้าของตัวเองกับเจ้าอื่นมาวางคู่กัน ลูกค้ามีแนวโน้มที่จะเลือกของตัวเองมากกว่า เพราะตอบโจทย์บางอย่างมากกว่า หรือดีไซน์สวยกว่า หรือราคาดีกว่า ฯลฯ ก็เลยจงใจเอาสินค้าของตัวเองไปวางขายข้าง ๆ กับเจ้าอื่นเลย . เพื่อให้ลูกค้าที่ตั้งใจจะมาซื้อของเจ้าอื่น เห็นของตัวเองแล้วเกิดการเปรียบเทียบ แล้วเปลี่ยนใจไปซื้อของตัวเองแทน(ดักเส้นทาง → ใช้พันธะ)⦅⦅👎 / -⦆🖐️❓⦆

สมมติว่า มีสินค้าชนิดหนึ่งพึ่งออกมาใหม่ และกำลังเป็นที่นิยม เพราะมีดีไซน์ที่โดดเด่น มีเอกลักษณ์บางอย่างที่น่าสนใจ แต่ก็มีคนเห็นจุดอ่อนบางอย่างจากสินค้านั้น เช่น มีหลายคนบ่นว่าแพงไปหน่อย หรือคุณภาพยังดีไม่พอ ยังทำได้ดีกว่านี้ได้ หรือมีฟังก์ชันบางอย่างที่ปรับปรุงได้ ฯลฯ เขาจึงลอกดีไซน์มาทำตาม แล้วแก้ไขจุดอ่อนที่เจอ . เนื่องจากมีดีไซน์ที่คล้ายกัน พอลูกค้าเห็นสินค้าของเขา ก็จะนึกถึงสินค้าตัวที่กำลังดัง แล้วก็จะเกิดการเปรียบเทียบ แล้วพอพบว่าดีกว่า ก็จะหันมาซื้อของเขาแทน(ลอกเลียน → ยืมภาพลักษณ์ ⇒ ใช้จุดอ่อน → ช่วงชิง)⦅~👎🖐️❓⦆

การที่คน 2 คนดันแต่งตัวเหมือนกันพอดี ก็เป็นไปได้ที่คนอื่นจะเกิดพันธะทางความคิด เผลอเชื่อมโยงหรือเปรียบเทียบ 2 คนนี้ในใจ โดยไม่ได้ตั้งใจก็ได้ . ซึ่งมีหลายสาเหตุ เช่น บังเอิญแต่งตัวคล้ายกัน . หรือบางคนอาจจะเห็นคนอื่นแต่งตัวสวยดี เลยแต่งตามเขา . หรือบางคนอาจจะพยายามแต่งตัวให้คล้ายกับใครบางคนหรือคนบางกลุ่ม คนอื่นก็อาจจะมองว่าเขาเป็นพวกเดียวกัน หรืออยู่ในระดับเดียวกัน หรือเป็นคนประเภทเดียวกัน มีรสนิยมคล้ายกัน ฯลฯ(ลอกเลียน → ยืมภาพลักษณ์)⦅⦅👎 / -⦆🖐️❓⦆. หรือบางคนอาจจะพยายามแต่งตัวให้คล้ายกับอีกคนหนึ่ง แต่แต่งให้ดีกว่าระดับหนึ่ง คนอื่นจะได้นึกถึงคนคนนั้น แล้วเอาตัวเขาไปเปรียบเทียบ ตัวเองจะได้ดูดีกว่า(ลอกเลียน → ยืมภาพลักษณ์)⦅👎👎👎🖐️⦆ฯลฯ

(7. พันธะทาง "จิตใจ")

พันธะทาง “จิตใจ” เป็นพันธะที่เกิดจากความต้องการบางอย่างในใจ จนกลายเป็น “แรงผลักดัน” หรือ “เป้าหมาย” หรือ “ภาระ” หรือ “ข้อจำกัด” บางอย่างที่ผูกใจเราไว้.ซึ่งความต้องการที่ทำให้เกิดพันธะได้นั้น มีมากมายไม่จำกัดรูปแบบ เช่น ความอยาก ความแค้น ความขี้เกียจ ความเสียดาย ความรู้สึกค้างคา ความอยากให้สมบูรณ์ ความอยากให้เป็นระเบียบ ความสงสัย ความอยากรู้อยากเห็น ความรู้สึกมีส่วนร่วม ความภูมิใจ ความอยากอวด ความอยากให้คนอื่นรู้ ฯลฯ.เป็นคอมโบระหว่างกลศึกประเภท “จิตใจ” และ “พันธะ”(ใช้อารมณ์ → สร้างพันธะ)

คนที่ต้องการจะกินให้น้อยลงเพื่อลดน้ำหนักตัวเอง ในตอนเย็น หลังจากที่กินอะไรจนพอแล้ว ก็อาจจะรีบไปแปรงฟันตั้งแต่เนิ่น ๆ จะได้ไม่หยิบนู่นหยิบนี่มากินอีก เพราะขี้เกียจแปรงฟันอีกรอบ(ใช้ความขี้เกียจ → สร้างพันธะ)

คนที่ต้องการจะออกกำลังกาย ก็อาจจะรีบไปจ่ายเงินสมัครยิมไว้ก่อน พอสมัครแล้วก็เลยต้องไป เพราะเสียดายเงินที่อุตส่าห์จ่ายไปแล้ว(ใช้ความเสียดาย → สร้างพันธะ)⦅❓⦆. หรือถ้าเราเห็นว่าคนที่บ้านเราขี้เกียจไปออกกำลังกาย เราก็อาจจะสมัครยิมให้เขาเลย เขาจะได้ไปเพราะเสียดายเงินที่จ่ายไปแล้ว(ใช้ความเสียดาย → สร้างพันธะ)⦅~👎🖐️❓⦆. แต่ถ้าไม่มีเหตุผล แล้วอยู่ ๆ ไปสมัครให้เขาเลย ก็อาจกลายเป็นยัดเยียด และอาจทะเลาะกันได้ เลยอาจจะหาตอนที่มีโปรโมชันพิเศษพอดี จะได้เอามาเป็นข้ออ้าง(ใช้ความชอบธรรม + (ใช้ความเสียดาย → สร้างพันธะ))⦅~👎🖐️❓⦆. เป็นทั้งพันธะทางสถานการณ์รูปแบบการติดพัน และพันธะทางจิตใจด้วย

พ่อแม่บางคนก็ใช้วิธีนี้ในการออกเงินให้ลูกไปทำกิจกรรมต่าง ๆ เช่น เรียนพิเศษ หรือฝึกภาษา หรือเรียนดนตรี หรือเรียนทำอาหาร หรือเรียนขับรถ ฯลฯ ซึ่งพอพ่อแม่เสียเงินไปแล้ว ลูกก็มักจะไม่ปฏิเสธ และพ่อแม่เองก็เอามาใช้เป็นเหตุผลในการกดดันลูกด้วย(ใช้ความเสียดาย → สร้างพันธะ)⦅~👎🖐️❓⦆

คนที่เคยชอบหุ่นตัวเองสมัยก่อน แต่หุ่นในตอนนี้ไม่ใช่แล้ว ก็อาจจะเอาเสื้อผ้าสวย ๆ ที่เมื่อก่อนเคยใส่ได้ มาเป็นแรงผลักดันให้ตัวเองเปลี่ยนหุ่น (ใช้ความอยาก → สร้างพันธะ) . หรือเวลาซื้อเสื้อผ้าที่อยากได้ แทนที่จะซื้อไซซ์ที่ตัวเองใส่ได้ในตอนนี้ ก็อาจจะซื้อไซซ์ที่ตรงกับหุ่นที่ตัวเองอยากเป็น นอกจากจะเป็นแรงผลักดันแล้ว ยังทำให้เสียดายเงินที่อุตส่าห์ซื้อมาแล้ว เลยเป็นเป้าหมายตัวเองเปลี่ยนหุ่นจนกว่าจะใส่ได้ก็ได้((ใช้ความอยาก + ใช้ความเสียดาย) → สร้างพันธะ). หรือถ้ามันลดราคาพอดี ก็อาจจะซื้อมาไว้ก่อน และถือโอกาสนี้เปลี่ยนหุ่นตัวเองไปเลยก็ได้((ใช้จังหวะ + ใช้ความอยาก + ใช้ความเสียดาย) → สร้างพันธะ)⦅👍❓⦆

สมมติว่า เราคิดว่าตัวเองควรออกไปข้างนอกบ้าง เช่น ไปเจอหน้าเพื่อน ๆ บ้าง หรือไปเปลี่ยนบรรยากาศ หรือไปเข้าสังคมบ้าง ฯลฯ แต่เราก็ขี้เกียจ . เราก็อาจจะลองแต่งตัวดี ๆ หรือแต่งหน้าทำผมสวย ๆ หรือลองแต่งตัวแบบใหม่ ๆ ดูบ้าง อาจจะทำให้เราอยากออกไปข้างนอกก็ได้ เพราะอยากให้คนอื่นเห็น และเสียดายที่อุตส่าห์แต่งมาแล้ว((ใช้ความอยาก + ใช้ความเสียดาย) → สร้างพันธะ)⦅👍❓⦆

บางครั้งการที่บางอย่างไม่เสร็จสมบูรณ์ ค้างคา ครึ่ง ๆ กลาง ๆ ก็ทำให้เกิดพันธะทางใจขึ้นมาได้ เช่น ถ้าห้องของเรามีกระจก 4 บาน แล้วเราเช็ดกระจกบานแรกเสร็จแล้ว เราก็อาจจะอยากเช็ดอีก 3 บานที่เหลือให้เสร็จ ไม่อยากให้มันค้างคาก็ได้

ทำให้เวลาที่เราต้องการจะทำอะไรที่ยุ่งยาก วุ่นวาย หนักสมอง จนไม่อยากทำเปล่า ๆ แทนที่จะคิดถึงการทำให้เสร็จทั้งหมดทีเดียว เราก็อาจจะลองทำแค่บางส่วนไปก่อน เช่น ถ้าเราอยากเคลียร์โต๊ะทำงานที่รก เราก็อาจจะลองเคลียร์ของง่าย ๆ แค่ไม่กี่ชิ้นดูก่อน เช่น เก็บปากกาหรือเครื่องเขียนต่าง ๆ ใส่กล่อง หรือเก็บเอกสารใส่แฟ้ม หรือเอาหนังสือไปวางไว้ที่ชั้น ฯลฯ . เพียงแค่แป๊บเดียวก็จะเห็นเองเลยว่า การเคลียร์ของแค่ไม่กี่ชิ้น ยังไม่ต้องถึงกับเคลียร์ทั้งหมด ก็ทำให้โต๊ะทำงานที่จากเดิมรก ๆ มีความโล่งขึ้น น่ามองขึ้น น่าทำงานมากขึ้นแล้ว จากนั้นเราก็อาจจะอยากเคลียร์ของที่เหลือไปเองก็ได้(ทำทีละนิด → สร้างความพอใจ → สร้างพันธะ)⦅👍👍⦆

หรือการเคลียร์ห้องที่รกก็เช่นเดียวกัน เราอาจจะเริ่มจากการจัดการของง่าย ๆ แค่ไม่กี่ชิ้น หรือเคลียร์ทีละจุดไป เช่น ย้ายโต๊ะหรือเก้าอี้หรือกล่องที่วางเกะกะ ให้ชิดริมห้องหรือเข้ามุมห้อง หรือเอาพวกเสื้อผ้าที่วางเกลื่อนกลาดไปเก็บในตู้เสื้อผ้า หรือหาถุงขยะมาโกยขยะที่วางเรี่ยราด ฯลฯ แค่แป๊บเดียวห้องก็ดูโล่งขึ้น น่าอยู่ขึ้นมากแล้ว . พอเราเห็นแบบนี้แล้ว เราก็มักจะอยากเคลียร์ของชิ้นอื่น ๆ ต่อเอง โดยที่ไม่จำเป็นต้องฝืนใจพยายามทำให้เสร็จทั้งหมดตั้งแต่แรก(ทำทีละนิด → สร้างความพอใจ → สร้างพันธะ)⦅👍👍⦆

บางครั้งแค่เราเด็ดขาด แน่วแน่ที่จะทำบางอย่าง หรือจริงจัง หรือมีเป้าหมายที่ชัดเจนมากพอ ก็ทำให้เกิดพันธะทางใจขึ้นมาได้ เช่น ถ้าเราบอกว่า “ช่วงนี้จะหาเวลาเคลียร์ห้อง” ก็อาจจะเป็นแค่ความตั้งใจลอย ๆ ขึ้นมาอยู่แว๊บหนึ่ง แล้วก็ลืม ๆ มันไป หรือผัดวันไปเรื่อย ๆ จนลืมไปเลยก็ได้ ไม่ได้เป็นพันธะอะไรขึ้นมาจริงจัง ยกเว้นว่าเราจะตั้งใจแน่วแน่จริง ๆ ที่จะหาวันเคลียร์ห้องให้ได้ในช่วงนี้(ใช้ความแน่วแน่ → สร้างพันธะ). แต่ถ้าเราบอกว่า “วันเสาร์นี้จะเคลียร์ห้อง” หรือ “เย็นนี้จะเคลียร์ห้อง” เราก็จะรู้สึกเหมือนมีพันธะบางอย่างมาผูกมัดเราไว้ ไม่ใช่แค่การตั้งเป้าหมายลอย ๆ ไปอย่างงั้น หรือถ้าเราบอกว่า “พรุ่งนี้ตอน 4 โมงเย็นจะเคลียร์ห้อง” หรือ “อีก 5 นาทีจะลุกไปเคลียร์ห้องทันที” พันธะก็จะยิ่งเด็ดขาด ชัดเจนขึ้นอีก(ใช้ความชัดเจน → สร้างพันธะ)⦅👍👍⦆

หรือตอนนัดเพื่อนไปเที่ยวก็เช่นกัน ถ้าแค่พูดลอย ๆ ไว้ก่อนว่า “ไว้ปีหน้าไปเที่ยวด้วยกัน” เพื่อนแต่ละคนก็จะมีความจริงจัง ความอยากที่จะไปไม่เท่ากัน แต่ถ้าระบุวันเวลาล่วงหน้านาน ๆ ไว้แคบเกินไปก็ยากที่จะนัด เพราะเรามักไม่รู้ว่าตัวเองจะว่างรึเปล่า จึงอาจต้องคุมสมดุลระหว่างความยืดหยุ่นและความชัดเจนให้พอดี เช่น เราอาจจะบอกว่า “ช่วงปลายปี ถ้าใครว่างวันไหนบอกนะ เผื่อนัดเที่ยวด้วยกัน” หรือ “ช่วงประมาณเดือนเมษา-พฤษภา ไว้นัดเที่ยวกันไหม ?” ฯลฯ ทำให้ทุกคนเริ่มรับรู้ว่าน่าจะมีทริปช่วงนั้น และอาจวางแผนล่วงหน้ากันไว้บ้าง(ใช้ความชัดเจน → สร้างพันธะ)

หรืออาจจะชวนคุยในรายละเอียดไว้ก่อนบ้าง เช่น ให้แต่ละคนพูดถึงที่ที่อยากไปเป็นพิเศษ หรือที่ที่เคยไปมาแล้ว หรือกิจกรรมที่อยากทำ หรือกิจกรรมที่ชอบทำ ฯลฯ เพื่อปลูกฝังความอยากไป และทำให้เห็นภาพชัดเจน จับต้องได้ ไว้ล่วงหน้า มากกว่าแค่พูดลอย ๆ และคนที่ออกความเห็นก็มักจะรู้สึกมีส่วนร่วม จึงอาจทำให้เกิดพันธะผูกพันมากกว่าปกติได้((ใช้ความอยาก + ใช้ความชัดเจน + ใช้ความรู้สึกมีส่วนร่วม) → สร้างพันธะ)

การที่เรามีส่วนร่วม หรือเป็นส่วนหนึ่งของอะไรบางอย่าง ก็มักจะทำให้เราเกิดพันธะทางใจแน่นหนามากกว่าปกติ เช่น ถ้าจะนัดกันไปเที่ยวกับเพื่อน คนที่การเลือกสถานที่ หรือเสนอไอเดีย หรือร่วมวางกำหนดการณ์ หรือเอาเกมหรืออุปกรณ์บางอย่างไป ฯลฯ ก็มักจะรู้สึกมีพันธะผูกพันทางใจมากกว่าคนที่แค่ไปเที่ยวด้วยกันเฉย ๆ . การพยายามทำให้ทุกคนมีส่วนร่วม จึงอาจเพิ่มโอกาสที่ทริปจะสำเร็จได้(ใช้ความรู้สึกมีส่วนร่วม → สร้างพันธะ)

หรือในการทำงานกลุ่ม เราอาจจะพยายามให้ทุกคนมีส่วนร่วม เช่น ร่วมกันวางแผน ออกไอเดีย ตัดสินใจบางอย่าง แทนที่จะให้ใครบางคนทำตามคำบอกคนอื่นเฉย ๆ จะได้สร้างพันธะทางใจของพวกเขาให้ผูกตัดอยู่กับงาน และอาจทำให้เกิดความทุ่มเทกับงานมากขึ้นด้วย(ใช้ความรู้สึกมีส่วนร่วม → (สร้างพันธะ + ทำให้ทุ่มเท))⦅👍 / 👍👍⦆

บางครั้งการที่เราสะสมบางอย่าง ใจของเราก็อาจจะไปผูกพันอยู่กับสิ่งที่สะสม จนกลายเป็นพันธะทางใจขึ้นมาได้

บางคนสะสมคอลเลกชันบางอย่าง เช่น การ์ดเกม หรือโมเดล หรือพันธบัตร หรือหนังสือที่ไม่จบในเล่มเดียว มีเล่ม 1 เล่ม 2 ไปเรื่อย ๆ หรือของสะสมในเกม ฯลฯ ก็อยากจะเก็บให้ครบทุกชิ้น ทุกรุ่น ทุกตัว พอขาดบางอันไปก็จะรู้สึกครึ่ง ๆ กลาง ๆ จนกลายเป็นพันธะทางใจขึ้นมา . บางบริษัทเลยจงใจออกสินค้าประเภทนี้ออกมาเพื่อให้คนสะสมโดยเฉพาะ(ใช้ความอยากให้สมบูรณ์ → สร้างพันธะ)

บางคนทำบางอย่างต่อเนื่อง จนสะสมเป็นตัวเลขทางสถิติของตัวเองขึ้นมา แล้วใจของเขาก็ไปผูกติดอยู่กับตัวเลขนั้น เช่น ตื่นมาวิ่งทุกเช้าวันละ 30 นาที และทำต่อเนื่องได้ 20 วันแล้ว ทำให้ไม่อยากเสียสถิติ จนต่อให้วันไหนไม่ว่างตอนเช้าก็ยังจะไปวิ่งตอนเย็นทดแทน หรือวิ่งวันอื่นทดแทน หรือตั้งใจอ่านหนังสืออย่างน้อย 20 นาทีทุกวัน จนตอนนี้ทำได้ครบ 1 ปีแล้ว ฯลฯ ถ้าอยู่ ๆ จะให้เลิกทำก็คงเสียดายสถิติที่อุตส่าห์ทำต่อเนื่องมา และบางคนก็อยากให้ตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นไปอีกเรื่อย ๆ จึงเป็นพันธะทางใจที่จะทำแบบนี้ต่อไป(ใช้จำนวน → (สร้างความภูมิใจ + สร้างความเสียดาย) → สร้างพันธะ)⦅👍👍❓⦆

หรือบางคนก็ใช้การกากบาทในปฏิทินแทน เช่น วันไหนที่ตัวเองอ่านหนังสือจนครบ 1 ชั่วโมง หรืองดทานของหวานได้ทั้งวัน หรือกินอาหารสุขภาพได้ทั้งวัน หรือยกน้ำหนักจนปวดกล้ามเนื้อไปทั้งตัว ฯลฯ ก็จะเอาปากกาเมจิกมากาบนปฏิทินไว้ แล้วเวลาหยิบปฏิทินมาดูก็จะรู้สึกภูมิใจ และอยากจะรักษากากบาทไว้ให้ต่อเนื่องเต็ม ๆ ยาว ๆ ไปเรื่อย ๆ . ซึ่งต่างจากการใช้ตัวเลขเฉย ๆ ตรงที่เห็นภาพชัดกว่า เวลามองที่กากบาทจะรู้สึกว่า แต่ละกากบาทล้วนมีความหมาย ล้วนแทนสิ่งที่ตัวเองทำอุตส่าห์ทำได้อย่างยากลำบาก((ใช้จำนวน + ใช้ความชัดเจน) → (สร้างความภูมิใจ + สร้างความเสียดาย) → สร้างพันธะ)⦅👍👍❓⦆

หรือถ้าวันไหนจำเป็นจริง ๆ เช่น ออกกำลังกายไม่ได้ เพราะพึ่งผ่าตัดมา หรือเพราะไปเที่ยวต่างประเทศหรือต่างจังหวัด ฯลฯ ก็อาจจะวงไว้แทนกากบาท และโน้ตไว้เป็นหมายเหตุ หรือถ้าวันไหนมีเหตุการณ์พิเศษ เช่น ของหวานที่อร่อยมาก ๆ ลดราคาเป็นพิเศษ เลยยอมให้ตัวเองกินได้หนึ่งครั้ง ฯลฯ ก็อาจจะเอาปากกาสีอื่นมาวง แล้วเขียนหมายเหตุไว้ก็ได้ จะได้ถือว่าวั้นนั้นเป็นข้อยกเว้น ไม่หลุดจากความต่อเนื่องที่อุตส่าห์ทำมา ยังคงรักษาพันธะทางใจที่อยากจะทำต่อไปได้อยู่ เพราะนั่นคือสิ่งที่สำคัญที่สุด(ใช้ความชอบธรรม → รักษาพันธะ)⦅👍👍❓⦆

ถ้าใจของเราไปผูกติดอยู่กับมุมมองของคนอื่นที่มีต่อเรา จนรู้สึกอยากอวด หรืออยากให้เขารับรู้บางอย่าง หรืออยากพิสูจน์บางอย่างให้เขาเห็น ก็อาจกลายเป็นพันธะทางใจ ที่คอยผลักดันหรือกดดันให้เราทำบางอย่าง โดยที่บางครั้งเราก็อาจจะไม่รู้ตัวก็ได้

บางครั้งการที่เราอุตส่าห์อดทนทำอะไรจนสำเร็จ เช่น ยอมตื่นมาวิ่งทุกเช้า หรืออ่านหนังสืออ่านยากจนจบ หรือเล่มเกมชนะด่านยาก ๆ หรือทำงานอดิเรกบางอย่าง ฯลฯ . ลึก ๆ แล้วเราอาจจะแค่อยากเอาไปเล่าให้คนอื่นฟังก็ได้ เช่น เราอาจจะเผลอจินตนาการไปถึงตอนที่เราคุยกับญาติ ๆ ในตอนรวมญาติว่า “เดี๋ยวนี้ผมตื่นมาวิ่งทุกเช้าเลย” “จริงหรอ ! เก่งมาก” หรือนึกไปถึงตอนที่คนในที่ทำงานกำลังคุยเกี่ยวกับหนังสือชื่อดังอ่านยากเล่มหนึ่ง แล้วเราก็พูดว่า “หนังสือเล่มนี้ผมเคยอ่าน อ่านจบไปละ” “หรอ ! เป็นไงบ้าง เล่าให้ฟังหน่อย” หรือตอนที่กำลังคุยให้เพื่อนที่โรงเรียนฟังว่า “เกมนี้กูเล่มจบไปละ” “เชี่ย ! มึงเล่นจบเลยหรอวะ โคตรโหด” “กูติดบอสตัวที่ 3 มึงชนะมันยังไงวะ ?” ฯลฯ . โดยที่เราอาจจะไม่รู้ตัวก็ได้ว่าเราเป็นคนแบบนี้ และความอยากเล่าให้คนอื่นฟังนี่แหละ ที่กลายเป็นแรงผลักดันให้เราทำสิ่งนั้นจนสำเร็จ(ใช้ความอยากอวด → สร้างพันธะ)⦅🖐️❓⦆

ถ้ามีเป้าหมายที่อยากจะทำให้ได้ บางคนก็อาจจะประกาศให้คนอื่นรู้ไปเลย จะได้กลายเป็นพันธะผูกมัดตัวเอง เพราะไม่อยากเสียหน้า ไม่อยากถูกมองว่าพูดแล้วทำไม่ได้ หรือไม่อยากทำให้คนอื่นผิดหวัง เช่น บอกคนรอบตัวว่าสัปดาห์หน้าจะลดน้ำหนักจริงจัง หรือบอกคนอื่นว่าตั้งใจจะอ่านหนังสือเล่มนี้ให้จบภายในเดือนนี้ แล้วจะมาสรุปให้ฟัง หรือแชร์โพสต์ของงานแข่งกีฬาบางอย่าง แล้วบอกว่าจะลงแข่ง ขอฟิตร่างกายก่อน ฯลฯ(เปิดเผย → สร้างความไม่อยาก → สร้างพันธะ)⦅🖐️❓⦆

บางครั้งประสบการณ์บางอย่างที่อยู่ลึก ๆ ในใจเรา ก็อาจกลายเป็นพันธะทางใจโดยที่เราไม่รู้ตัวก็ได้ เช่น คนที่มักจะถูกชมบ่อย ๆ ถูกเปรียบเทียบกับคนอื่นบ่อย ๆ ก็มักจะรู้สึกกดดัน จนกลายเป็นพันธะทางใจที่พอจะทำอะไรก็ต้องทำออกมาให้ดี กลัวคนอื่นจะผิดหวัง . หรือคนที่มักจะถูกชมว่าเป็นเด็กดี ก็อาจจะมีพันธะทางใจที่ต้องพยายามทำตัวดี ๆ รักษาภาพลักษณ์ไว้ ไม่งั้นคนอื่นจะผิดหวัง . หรือคนที่เคยทำผิดพลาดครั้งใหญ่ หรือชอบถูกจับผิดเล็ก ๆ น้อย ๆ อยู่บ่อย ๆ ก็อาจจะมีพันธะในใจที่เวลาทำอะไรก็จะระมัดระวัง ตรวจสอบทุกรายระเอียดเกินพอดี ฯลฯ

ในทางกลับกัน ถ้ามีคนไม่หวังดีเข้าใจวิธีคิดแบบนี้ ก็อาจจะเอามาสร้างพันธะทางใจให้ผู้อื่น เช่น ชมใครบางคนเยอะ ๆ เอาเขาไปเปรียบเทียบกับคนอื่นบ่อย ๆ เขาจะได้รู้สึกกดดัน จะทำอะไรก็ต้องทำออกมาให้ดีอยู่เสมอ . หรือชมให้ใครบางคนเป็นเด็กดี ยกเขาเป็นตัวอย่างให้คนอื่นเห็น เขาจะได้ไม่กล้าออกนอกลู่นอกทาง อยู่ในกฎเกณฑ์ที่วางไว้เสมอ . หรือตำหนิใครแรง เวลาที่เขาทำผิดพลาด หรือจับผิดเขาบ่อย ๆ เขาจะได้ระมัดระวังเกินพอดี หรือไม่กล้าลองผิดลองถูก ไม่ทำอะไรนอกกรอบ อยู่ในกรอบที่วางไว้ ฯลฯ(วางกับดัก → สร้างความกลัว → สร้างพันธะ)⦅~👎🖐️⦆





← กลศึกที่ 14 : จิตใจกลศึกที่ 16 : กระบวนการ →