กลศึกที่ 39: การช่วงชิง
กลศึกประเภท “การช่วงชิง” เป็นกลอุบายที่เกี่ยวกับ “การเอาในสิ่งที่เป็นของผู้อื่น หรือสิ่งที่ผู้อื่นควรจะได้ มาเป็นของตนเอง”
- ชิงมาด้วยตัวเอง
- ทำให้อีกฝ่ายเอามาให้เอง
- ปรับสัดส่วน
- ไม่ให้ในสิ่งที่อีกฝ่ายควรจะได้
("เปรียบเทียบ" ทั้ง 4 วิธี)
(1) การ “ชิงมาด้วยตัวเอง” เป็นการ “เข้าไปชิงบางอย่างจากผู้อื่นมาด้วยตัวเอง” บางครั้งก็เรียกว่าการ “ขโมย” เช่น ขโมยของ หรือขโมยข้อมูล หรือยึดอำนาจ หรือแย่งแฟน ฯลฯ
(2) การ “ทำให้อีกฝ่ายเอามาให้เอง” เป็นการ “ใช้กลอุบายให้อีกฝ่ายเอาบางอย่างมาให้เอง” แทนที่จะเข้าไปชิงด้วยตนเอง เช่น หลอกให้โอนเงินมาให้ หรือมอมให้เมาแล้วขอเงิน ฯลฯ
(3) การ “ปรับสัดส่วน” นั้น “ไม่ได้ไปเอาอะไรมา และก็ไม่ได้ให้อีกฝ่ายเอาอะไรมาให้” แต่เป็นการ “เพิ่มสัดส่วนบางอย่างซึ่งกระทบกับอีกฝ่าย จนอีกฝ่ายค่อย ๆ สูญเสียบางอย่างไปเอง” เป็นลักษณะของการ “เจือจาง” หรือ “แทนที่” อีกฝ่าย เช่น ค่อย ๆ เพิ่มฐานอำนาจ จนอีกฝ่ายหมดอำนาจไปเอง หรือแย่งส่วนแบ่งทางการตลาด ทำให้อีกฝ่ายเสียฐานลูกค้าไปเอง หรือรัฐบาลที่พิมพ์เงินแล้วอัดฉีดให้กับคนบางกลุ่ม ทำให้เงินของคนส่วนใหญ่มีมูลค่าลดลงไปเอง ฯลฯ
(4) การ “ไม่ให้ในสิ่งที่ควรจะให้” เป็นการ “ไม่ให้บางอย่างกับอีกฝ่าย ทั้ง ๆ ที่เป็นสิ่งที่เขาควรได้รับจากเรา” บางครั้งก็เรียกว่าการ “เบี้ยว” เช่น ไม่จ่ายหนี้ หรือหนีภาษี หรือไม่ทำตามที่ตกลงไว้ หรือแอบใช้ส่วนผสมคุณภาพต่ำกว่าที่โฆษณาไว้ ฯลฯ
ในบางกรณีก็สามารถจัดอยู่ได้มากกว่าหนึ่งวิธี ขึ้นอยู่กับมุมมองในการอธิบาย เช่น การโฆษณาเกินจริง(บิดเบือน → ช่วงชิง)⦅~👎⦆จะจัดอยู่ในการ “ทำให้อีกฝ่ายเอามาให้เอง” ก็ได้ เพราะเป็นการใช้อุบายทำให้ลูกค้าเอาเงินมาให้ตัวเอง หรือจัดอยู่ในการ “ไม่ให้ในสิ่งที่ควรจะให้” ก็ได้ เพราะเป็นการไม่ให้ในสิ่งที่ลูกค้าควรได้
(1. ช่วงชิงโดยการ "ชิงมาด้วยตัวเอง")
การช่วงชิงโดยการชิงมาด้วยตัวเอง เป็นการ “เข้าไปชิงบางอย่างจากผู้อื่นมาด้วยตัวเอง” . บางครั้งก็เรียกว่าการ “ขโมย”
- แย่งมาตรง ๆ
- ใช้ความพลั้งเผลอ
- ใช้ความแนบเนียน
("เปรียบเทียบ" ทั้ง 3 วิธี)
สิ่งที่แตกต่างระหว่างการช่วงชิงทั้ง 3 วิธีนี้ คือ ถ้าเป็นการ “แย่งมาตรง ๆ” เป้าหมายจะ “รู้ทันที” . แต่ถ้าเป็นการ “ใช้ความพลั้งเผลอ” เป้าหมายจะ “รู้ภายหลัง” . และถ้าเป็นการ “ใช้ความแนบเนียน” เป้าหมาย “อาจไม่รู้เลย” ก็ได้
ถ้ามีกลุ่มโจรถืออาวุธบุกเข้าปล้นบ้านหลังหนึ่งตรง ๆ “ส่งของมีค่ามา !”(ใช้กำลัง → ช่วงชิง)ถือเป็นการ “แย่งมาตรง ๆ” เพราะเจ้าของบ้านจะ “รู้ทันที” ที่ถูกปล้น . แต่ถ้าพวกเขาแอบลอบเข้าไปตอนที่ไม่มีใครอยู่บ้าน(ใช้จังหวะ → ซ่อนเร้น → ช่วงชิง)ถือเป็นการ “ใช้ความพลั้งเผลอ” เพราะเมื่อเจ้าของบ้านกลับมาถึงบ้าน เขาก็จะ “รู้ภายหลัง” ว่าถูกปล้นอยู่ดี . แต่ถ้ามีเพื่อนบ้านแอบต่อท่อน้ำหรือเสียบสายไฟ เพื่อใช้น้ำหรือไฟฟรีจากบ้านข้าง ๆ(ช่วงชิง + ซ่อนเร้น)ถือเป็นการ “ใช้ความแนบเนียน” เพราะต่อให้เจ้าของบ้านอยู่บ้านเป็นประจำก็ “อาจไม่รู้เลย” ว่ามีคนแอบใช้น้ำหรือไฟของตน⦅👎👎👎⦆
(1. การ "แย่งมาตรง ๆ")
การแย่งมาตรง ๆ เป็นการ ”เข้าไปชิงบางอย่างจากผู้อื่นแบบต่อหน้าต่อตา“ ทำให้เป้าหมาย “รู้ทันที” ที่ถูกแย่งชิง ซึ่งถือเป็นวิธีช่วงชิงที่ตรงไปตรงมาที่สุด เช่น เด็กตัวใหญ่ที่แย่งของเพื่อนตัวเล็ก หรือสัตว์ป่าที่แย่งอาหารมาจากสัตว์ตัวอื่นที่มีกำลังน้อยกว่า หรือโจรที่ถืออาวุธปล้นร้านทองซึ่ง ๆ หน้า หรือเมืองที่นำทัพมาบุกเข้ายึดดินแดนจากอีกเมือง ฯลฯ(ใช้กำลัง → ช่วงชิง)⦅~👎⦆
แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีลูกเล่นอะไรเลย เช่น โจรบางคนก็ดักปล้นในซอยเปลี่ยว แล้วพอมีเหยื่อเดินผ่านมาคนเดียวก็ค่อยปรากฎตัวออกมาปล้น((ซ่อนเร้น + ดักเส้นทาง) → ใช้กำลัง → ช่วงชิง). หรือโจรวิ่งราวบางคนก็ใช้ความเร็วในการชิงทรัพย์และวิ่งหนีไปต่อหน้า(ทำอย่างฉับพลัน → ช่วงชิง)ฯลฯ⦅👎👎👎⦆
ในการบุกเข้ายึดพื้นที่ของคนอื่น ก็มักจะอ้างความชอบธรรมบางอย่าง เช่น “พวกเราเคยอยู่มาก่อน” หรือ “พวกเราเคยอยู่มานานแล้ว” หรือ “ตรงนี้เป็นพื้นที่ของเรา”(ใช้ความชอบธรรม → ใช้กำลัง → ช่วงชิง)หรืออาศัยความเชื่อบางอย่าง เช่น “เป็นดินแดนที่พระเจ้าประธานให้พวกเรา”(ใช้ความเชื่อ → สร้างความชอบธรรม → ใช้กำลัง → ช่วงชิง)ฯลฯ⦅👎👎👎⦆
หรือถ้ากำลังมีไม่พอ หรืออยากลดการสูญเสียให้มากที่สุด ก็อาจจะยุให้สู้กันเอง แตกแยกภายในก่อน(ทำลายความสัมพันธ์ → บั่นทอน ⇒ ใช้กำลัง → ช่วงชิง)หรือหลอกใช้เมืองอื่นให้สู้ไปก่อน แล้วค่อยไปตลบหลังตอนที่คนอื่นเขาเสียหายกันเยอะแล้ว ส่วนตัวเองยังเต็มร้อยอยู่(บิดเบือน → ช่วงใช้ → บั่นทอน ⇒ ใช้กำลัง → ช่วงชิง)ฯลฯ⦅👎👎👎⦆
ทหารที่บุกเข้ายึดอำนาจการปกครอง ก็มักจะอ้างความชอบธรรมบางอย่างเช่นกัน เช่น อีกฝ่ายทุจริต หรือไร้ความสามารถ หรือไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ที่กำลังเผชิญไว้ได้ ฯลฯ เลยจำเป็นต้องยึดอำนาจมาจัดการเอง(ใช้ความชอบธรรม → ใช้กำลัง → ช่วงชิง). หรืออาจจะสร้างความวุ่นวายขึ้นมาเอง จะได้มีข้ออ้างในการยึดอำนาจอีกทีหนึ่ง(วางกับดัก → สร้างความชอบธรรม → ใช้กำลัง → ช่วงชิง)⦅👎👎👎🖐️⦆
หรือบางครั้งก็เป็นการชิงผลงาน เช่น ข้าราชการหรือรัฐบาลเอาผลงานของอาสาสมัครไปแอบอ้างว่าตัวเองเป็นคนทำ(ใช้อำนาจ → ช่วงชิง)หรือจงใจประกาศหาอาสาสมัคร เพื่อให้เขาทำผลงานให้ตัวเอง(วางกับดัก → ช่วงใช้ ⇒ ช่วงชิง)หรือบริษัทที่เอาผลงานของคนอื่นมาใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตก่อน(ช่วงชิง)ฯลฯ⦅👎👎👎⦆
(2. การ "ใช้ความพลั้งเผลอ")
การใช้ความพลั้งเผลอ เป็นการ ”เข้าไปชิงบางอย่างจากผู้อื่นตอนที่เป้าหมายพลั้งเผลอ หรือไม่ทันระวัง“ ทำให้เป้าหมายค่อยมา “รู้ภายหลัง” ว่าถูกแย่งชิง
เวลาเด็กเล็กหยิบของที่เราไม่อยากให้เล่น เช่น หยิบกล่องทิชชู่มาดึงเล่น ถ้าเราใช้วิธีที่แล้ว (แย่งมาตรง ๆ) คือไปดึงกล่องทิชชู่ออกจากมือเด็กเลย เด็กก็อาจจะร้องไห้งอแง เราอาจจะใช้วิธีเอาของเล่นชิ้นอื่นมายื่นให้ พอเด็กหยิบของเล่นชิ้นมาเล่น ก็จะปล่อยกล่องทิชชู่ แล้วเราก็รีบเก็บทิชชูให้พ้นมือเลย(หลอกล่อ → ช่วงชิง)⦅👍⦆
คนที่ไม่มีอันจะกินจริง ๆ อาจจะแอบสอยผลไม้จากสวนของคนอื่นมากิน หรือแอบเด็ดผักมาประกอบอาหาร หรือแมวจรจัดก็อาจจะรอตอนที่มนุษย์เผลอแล้วแอบคาบอะไรไปกิน(ใช้จังหวะ → ช่วงชิง)⦅🖐️❓⦆
โจรล้วงกระเป๋าอาจจะอาศัยจังหวะที่เป้าหมายไม่ทันระวังตัว มัวแต่หันไปมองอย่างอื่น แล้วแอบลอบเข้าไปล้วงกระเป๋าจากมุมอับ((ใช้จังหวะ + ใช้ช่องโหว่) → ช่วงชิง)หรือสร้างจังหวะขึ้นมาเอง เช่น ให้คนหนึ่งทำของตกหรือชวนคุย หรือจัดฉากให้คนทะเลาะกัน ฯลฯ เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ แล้วให้โจรอีกคนแอบล้วงกระเป๋า(หลอกล่อ → สร้างจังหวะ → ช่วงชิง)⦅👎👎👎⦆
โจรบางคนอาจจะใช้จังหวะตอนที่มีคนวางของไว้ในที่สาธารณะ เช่น บนโต๊ะหรือเก้าอี้ หรือวางไว้ที่พื้น ฯลฯ แล้วก็แอบหยิบมาตอนไม่มีใครมอง หรือตอนที่อีกฝ่ายลุกไปเข้าห้องน้ำ หรือแอบหยิบสินค้าจากชั้นวางตอนที่พนักงานเปลี่ยนกะ(ใช้จังหวะ → ช่วงชิง). หรือบางคนก็แอบไปดักขโมยของตั้งแต่ต้นทาง เช่น ไปดักหน้าสายพาน แล้วรีบหยิบของก่อนเจ้าของตัวจริงจะมา หรือดักที่จุดรับของก่อนที่ผู้รับจะมาถึง ฯลฯ(ดักต้นทาง → ช่วงชิง)⦅👎👎👎⦆
ร้านขายของอาจจะวางของไว้หน้าร้าน เช่น ของที่รอส่งให้ลูกค้า หรือของที่พึ่งมาส่ง หรือลูกค้าฝากของไว้ ฯลฯ เพราะยังไม่เคลียร์พื้นที่ในร้าน หรือคิดว่าวางไว้แป๊บเดียวก็มีคนมาเอาแล้ว โจรบางคนก็อาจจะฉวยโอกาสตอนที่ไม่มีใครมองรีบหยิบไป(ใช้จังหวะ ⇒ ทำอย่างฉับพลัน → ช่วงชิง)หรือหลอกว่าเป็นขนส่งมาเอาของ หรือเป็นคนจากลูกค้าที่ฝากของไว้ให้มาเอาแทน(บิดเบือน → ช่วงชิง)⦅👎👎👎⦆
โจรบางคนอาจจะขโมยของในบริเวณที่เป็นจุดบอดของกล้องวงจรปิด เช่น บริเวณที่ไม่ได้ติดตั้งกล้อง หรือมุมหรือระยะที่อยู่นอกขอบเขตของกล้องวงจรปิด หรือมีอะไรมาบัง หรือกล้องบางตัวที่เสียพอดี ฯลฯ(ใช้ช่องโหว่ → ช่วงชิง)⦅👎👎👎⦆
โจรบางคนอาจจะอาศัยจังหวะชุลมุน วุ่นวาย แออัด เบียดเสียด เช่น แหล่งที่คนพลุกพล่าน หรือในงานเทศกาล หรือที่ที่มีการจัดกิจกรรม หรือที่ที่มีคนมาชุมนุม ฯลฯ ในการขโมยของ หรือลักพาตัว(ใช้ช่องโหว่ → ช่วงชิง)⦅👎👎👎⦆
บางคนอาจจะขโมยของจากคนที่ไม่มีสติ เช่น ย่องเข้าไปหยิบของตอนที่คนอื่นกำลังหลับ หรือแอบล้วงกระเป๋าของคนเมาในผับ หรือขโมยของของคนที่กำลังป่วยอยู่ หรือเห็นคนกำลังหมดสติ แทนที่จะช่วยกลับไปขโมยของของเขาแทน ฯลฯ(ใช้จังหวะ → ช่วงชิง). หรืออาจจะเป็นคนทำให้เป็นแบบนี้เอง เช่น วางยาให้เขาหลับ จะได้ขโมยของ หรือมอมเหล้าเขา จะได้ขโมยสร้อยหรือนาฬิกาที่เขาใส่(วางกับดัก → สร้างจังหวะ → ช่วงชิง)⦅👎👎👎⦆
ในการปล้นบ้านหรือสถานที่สำคัญ โจรบางคนก็เข้าไปขโมยของตอนที่ไม่มีใครอยู่(ใช้จังหวะ → ช่วงชิง)หรือมีช่องโหว่ในการดูแลความปลอดภัย(ใช้ช่องโหว่ → ช่วงชิง). หรือโจรบางคนก็ถึงขนาดค่อย ๆ สังเกตการณ์ เก็บข้อมูล วางแผน และคำนวณทุกอย่างเป็นอย่างดี แล้วจึงหาโอกาสที่เหมาะสมที่สุดในการลงมือ(ล่วงรู้ → (หาจังหวะ + หาช่องโหว่) → ช่วงชิง)⦅👎👎👎⦆
ในนิยายหรือหนังบางเรื่อง ก็จะมีฉากที่มีตัวละครบางตัวแอบลอบเร้นเข้าไปขโมยอะไรบางอย่าง เช่น โจรแอบเข้าไปขโมยภาพในพิพิธภัณฑ์หรือบ้านเศรษฐี . หรือเจ้าหน้าที่ที่แอบลอบเข้าไปในฐานของผู้ร้าย เพื่อชิงตัวประกัน . หรือตัวเอกที่ต้องการหาหลักฐานมาเอาผิดคนร้าย เพื่อทวงความยุติธรรมให้ตัวเองหรือคนในครอบครัว ก็เลยแอบลอบเข้าไปหาหลักฐานสำคัญในบ้านของคนร้าย ฯลฯ(ซ่อนเร้น → ช่วงชิง)
ถ้ามีน้ำท่วมหมู่บ้านแห่งหนึ่งกะทันหัน ชาวบ้านจึงรีบอพยพออกจากหมู่บ้านกันหมดโดยไม่ทันได้เก็บข้าวของให้ดี โจรบางคนเลยถือโอกาสนี้ในการปล้นหมู่บ้านแห่งนั้น(ใช้จังหวะ → ช่วงชิง). หรือโจรบางคนก็แฝงตัวอยู่ในจิตอาสาช่วยเหลือภัยน้ำท่วม เพื่อเข้าไปปล้นในช่วงภัยพิบัติ((ซ่อนเร้น + ใช้จังหวะ) → ช่วงชิง). หรือเหตุการณ์อื่น ๆ ก็เช่นกัน เช่น ไฟไหม้ หรือแผ่นดินไหว หรือเหตุจลาจล หรือความวุ่นวายต่าง ๆ ฯลฯ หรือบางครั้งก็อาจจะเป็นโจรเอง ที่จัดฉากสถานการณ์ให้เกิดขึ้น(วางกับดัก → สร้างจังหวะ → ช่วงชิง)⦅👎👎👎⦆
คนกลางที่รับเงินจากลูกค้ามาก่อน บางคนอาจจะขโมยเงินแล้วหนีไปเลยก็ได้ เช่น นักขายที่ไล่เอาสินค้าจากโรงงานไปขายตามร้านต่าง ๆ ตอนแรกก็เก็บเงินจากค่านายหน้าธรรมดา แต่พอวันหนึ่ง ร้านค้าเกิดสั่งของเยอะ ๆ ขึ้นมา ก็เลยเกิดความโลภ ฮุบเงินทั้งหมดไว้เอง ไม่ได้จ่ายให้โรงงาน แล้วหายไปเลย . หรือพนักงานแคชเชียร์ที่รับเงินแล้วไม่ลงบัญชี แต่เก็บเข้ากระเป๋าตัวเอง แล้วหนีหายไปก่อนที่จะถึงรอบวันตรวจบัญชี . หรือนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ที่รับเกินก้อนใหญ่จากผู้ซื้อ แล้วหนีไปเลย ไม่ได้โอนให้ผู้ขาย ฯลฯ(เป็นตัวกลาง → ช่วงชิง ⇒ ซ่อนเร้น)⦅👎👎👎⦆
บางคนอาจจะเห็นที่ดินที่ถูกปล่อยทิ้งไว้ โดยเจ้าของไม่ได้เข้ามาดู จึงถือโอกาสแอบมาอาศัยหรือใช้ส่วนตัว(ใช้ช่องโหว่ → ช่วงชิง)และบางประเทศยังมีกฎหมายครอบครองปรปักษ์ด้วย คือเมื่อครอบครองที่ดินของผู้อื่นอย่างเปิดเผย นานพอ และตรงกับเงื่อนไขอื่น ๆ ที่กฎหมายกำหนด ก็อาจได้รับกรรมสิทธิ์ในที่ดินนั้นไป(ใช้ช่องโหว่ → ใช้พันธะ → ช่วงชิง)⦅~👎❓⦆
การยึดอำนาจการปกครองตอนที่ผู้มีอำนาจเผลอ จากประวัติศาสตร์ก็มีให้เห็นอยู่หลายครั้ง เช่น พระราชาไม่อยู่ในวัง ออกไปทำธุระข้างนอกพร้อมทหารของตน หรือกำลังติดพันกับการรบภายนอก ฯลฯ อีกฝ่ายก็อาจจะฉวยโอกาสนี้ นำกองทัพบุกเข้ายึดอำนาจ เช่นสุมาอี้ในสามก๊ก((ใช้จังหวะ + ใช้กำลัง) → ช่วงชิง)⦅👎👎👎❓⦆
(3. การ "ใช้ความแนบเนียน")
การใช้ความแนบเนียน เป็นการ ”เข้าไปชิงบางอย่างจากผู้อื่นโดยที่เป้าหมายไม่ได้สังเกตเห็น“ ทำให้เป้าหมาย “อาจไม่รู้เลย” ก็ได้ว่าถูกแย่งชิง
ในงานที่มีการแจกข้าวกล่องหรือเลี้ยงอาหาร ให้คนที่ถูกเชิญมาหรือผู้ที่เกี่ยวข้อง บางคนก็อาจจะไม่ได้ถูกเชิญมาหรือมีความเกี่ยวข้องอะไรเลย แต่แอบเนียนมากินฟรี(ทำอย่างแนบเนียน → ช่วงชิง)⦅~👎🖐️⦆
บางคนอาจจะแอบดื่มน้ำอัดลมของคนที่บ้านเล็กน้อย ทำให้ไม่มีใครสังเกตเห็น(ซ่อนเร้น → ช่วงชิง)หรือแอบเจือจางน้ำเปล่าลงไปให้เท่าขีดเดิม(ช่วงชิง ⇒ สอดแทรก → ซ่อนเร้น)⦅~👎⦆
บางคนอาจจะแอบเอาของของคนอื่นมาใช้ตอนเขาไม่อยู่ ซึ่งเจ้าของก็ไม่ได้เต็มใจให้ และก็ไม่ได้ขออนุญาตก่อน เช่น แอบนอนบนเตียงแสนนุ่มราคาแพงของพี่ชายตอนเขาไปต่างจังหวัด หรือแอบใช้เครื่องสำอางค์ของพี่สาวตอนเขาไม่อยู่บ้าน หรือใช้อุปกรณ์ของหัวหน้าในวันที่เขาไม่ได้มาทำงาน ฯลฯ(ซ่อนเร้น → ช่วงชิง)⦅~👎⦆
บางคนอาจจะแอบใช้ไฟหรือน้ำหรือไวฟายของบ้านข้าง ๆ⦅~👎⦆หรือแอบเอาไฟบริษัทมาเปิดบอทในเกมออนไลน์ เพื่อปั๊มแรงค์หรือฟาร์มเงินหรือฟาร์มเลเวล หรือแอบใช้น้ำส่วนกลางมาใช้ทำการเกษตร หรือแอบเอาไฟหลวงมาขุดหาสกุลเงินดิจิทอล ฯลฯ(ซ่อนเร้น → ช่วงชิง)⦅👎👎👎⦆
บางคนก็ไม่ได้แย่งแฟนคนอื่นมาตรง ๆ แต่แอบไปคบกันลับหลัง โดยที่เจ้าตัวก็ยังคบกับแฟนของตัวเองอยู่(ซ่อนเร้น + ช่วงชิง)⦅👎👎👎⦆
บางคนอาจจะแอบยักยอกเงินองค์กรมาใช้ โดยที่ตัวเขาก็ยังทำงานในองค์กรนั้นอยู่ ซึ่งมีหลายรูปแบบ เช่น ถ้าเป็นคนถือเงิน และองค์กรมีระบบบัญชีหละหลวม ก็เป็นช่องทางที่ทำให้ทุจริตได้(ใช้ช่องโหว่ → ช่วงชิง). หรือเป็นคนที่มีอำนาจตัดสินใจอนุมัติโครงการต่าง ๆ ก็อาจจะอนุมัติงบประมาณให้กับโครงการที่ตัวเองมีส่วนได้ประโยชน์(ใช้อำนาจ → ช่วงชิง). หรือเป็นช่างเทคนิคที่ต้องใช้ทักษะเฉพาะทางของบริษัทแห่งหนึ่ง อาจจะบอกว่าต้องใช้ของราคาแพงกว่าความเป็นจริง จะได้เบิกแพง ๆ แล้วแอบเอาเงินส่วนต่างเข้าตัวเอง หรือจงใจซื้อของแพงเกินจำเป็นไปมาก เพื่อจะได้เอาของนั้นมาใช้ส่วนตัว(ใช้จุดแข็ง → บิดเบือน → ช่วงชิง)⦅👎👎👎⦆
รัฐบาลอาจจะทุจริต เอาเงินภาษีไปใช้ เช่น ใช้งบประมาณซื้อของจากบริษัทที่ตัวเองหรือพรรคพวกตัวเองได้ผลประโยชน์(ใช้อำนาจ → ช่วงชิง). หรือซื้อของแพงเกินจริง แล้วแอบรับเงินส่วนต่าง หรือให้อีกฝ่ายจ่ายเงินทอนกลับมาให้(ใช้ช่องโหว่ → ช่วงชิง). หรืออ้างเหตุผลด้านความมั่นคงมาซื้ออาวุธราคาแพงเกินความจำเป็น จะได้เอาเงินภาษีไปจ่ายให้บริษัทผลิตอาวุธเยอะ ๆ(สร้างความชอบธรรม → ช่วงชิง)⦅👎👎👎⦆
บริษัทเทคโนโลยีบางแห่ง อาจจะแอบส่งคนแฝงตัวเข้าไปทำงานในบริษัทคู่แข่ง หรือใช้เงินซื้อตัวคนที่ทำงานอยู่ในบริษัทนั้นอยู่แล้ว เพื่อแอบขโมยข้อมูลสำคัญ เช่น ข้อมูลงานวิจัย หรือเทคโนโลยี หรือนวัตกรรม หรือการทดลองต่าง ๆ ฯลฯ โดยที่คนคนนั้นก็ยังคงทำงานอยู่ในบริษัทนั้น(ซ่อนเร้น → ช่วงชิง)⦅👎👎👎⦆
ในนิยายหรือหนังบางเรื่อง ก็จะมีการแอบลอบแฝงตัวเข้าไปอยู่กับฝ่ายตรงข้าม เพื่อแอบขโมยอะไรบางอย่างมาให้ โดยที่คนที่แฝงตัวเข้าไป ก็ยังคงทำงานอยู่กับฝ่ายนั้น เช่น ตำรวจที่ส่งสายลับแฝงตัวเข้าไปทำงานในแก็งค์ค้ายาเสพติด เพื่อแอบส่งแผนการและข้อมูลสำคัญมาให้ . หรือสลับกัน คือคนร้ายแฝงตัวเข้าไปในกลุ่มตำรวจ ฯลฯ(ซ่อนเร้น → ช่วงชิง)
บางประเทศอาจจะแอบส่งสายลับเข้าไปแฝงตัวในรัฐบาลหรือกองทัพของประเทศอื่น เพื่อแอบขโมยข้อมูลสำคัญบางอย่างมาให้(ซ่อนเร้น → ช่วงชิง)⦅~👎⦆
บางบริษัท แทนที่จะไปเอาข้อมูลหรือทรัพย์สินทางปัญญาของคนอื่นมาใช้ตรง ๆ ซึ่งเจ้าของอาจจะไม่ได้อนุญาตให้นำไปใช้ หรือมีค่าใช้จ่าย แล้วไม่อยากเสียเงิน ก็อาจจะให้เอไอไปอ่านข้อมูล แล้วนำมาดัดแปลงเป็นของตัวเองแทน เช่น ต้องการฐานข้อมูลบางอย่างจำนวนมาก เลยให้เอไอไปรวบรวมจากบทความในเว็บไซต์ต่าง ๆ แม้บางเว็บจะไม่ได้อนุญาตก็ตาม จากนั้นก็ให้เอไอเรียบเรียงขึ้นมาใหม่เป็นฐานข้อมูลของตัวเอง . หรือต้องการภาพที่คล้ายกับภาพที่ขายกันตามแพลตฟอร์มต่าง ๆ ก็เลยให้เอไอไปเรียนรู้ภาพเหล่านั้นเยอะ ๆ แล้วสร้างภาพใหม่ที่คล้าย ๆ กันแทน ฯลฯ(ใช้เทคนิคเฉพาะ → ช่วงชิง ⇒ แปรสภาพ)⦅~👎⦆
(2. ช่วงชิงโดยการ "ทำให้อีกฝ่ายเอามาให้เอง")
การช่วงชิงโดยการทำให้อีกฝ่ายเอามาให้เอง เป็นการ “ใช้กลอุบายให้อีกฝ่ายเอาบางอย่างมาให้เอง” แทนที่จะเข้าไปชิงด้วยตนเอง
- ทำให้เข้าใจคลาดเคลื่อน
- ใช้แรงจูงใจ
- ใช้สถานการณ์บีบบังคับ
- ใช้จิตวิทยา
(1. การ "ทำให้เข้าใจคลาดเคลื่อน")
การทำให้เข้าใจคลาดเคลื่อน เป็นการ “ทำให้อีกฝ่ายเอาบางอย่างมาให้เราเอง ซึ่งเกิดจากการที่เขาเข้าใจบางอย่างคลาดเคลื่อน” . ครอบคลุมตั้งแต่การจงใจหลอกลวงอย่างชัดเจน ไปจนถึงการแค่ทำให้เข้าใจคลาดเคลื่อนเล็ก ๆ น้อย ๆ โดยแทบไม่รู้ตัว.เป็นการคอมโบระหว่างกลศึกประเภท “การบิดเบือน” และ “การช่วงชิง”(บิดเบือน → ช่วงชิง)
บางคนอาจจะขายของ หรือรับจ้างทำบางอย่าง แต่พอได้รับเงินหรือค่าจ้างแล้วกลับหนีหายไป ไม่ส่งของหรือทำตามสิ่งที่รับปากไว้(บิดเบือน → ช่วงชิง ⇒ ซ่อนเร้น)⦅👎👎👎⦆
หรือถ้ายิ่งกว่านี้ มิจฉาชีพบางคน เมื่อได้รับเงินหรือค่าจ้างมาแล้ว ก็อาจจะตอบลูกค้าหรือพูดคุยกับอีกฝ่ายตามปกติ เหมือนตัวเองไม่ได้มีเจตนาจะเบี้ยวอะไรเลย และพอถูกทวงก็อ้างนู่นอ้างนี่ไปเรื่อย เพื่อจะได้มีเวลาเตรียมตัวหลบหนี หรือเพื่อจะได้หลอกเหยื่อคนอื่นให้มากที่สุดในระหว่างนั้น ก่อนที่จะมีคนจับได้(บิดเบือน → ช่วงชิง ⇒ ถ่วงเวลา → (ซ่อนเร้น / ทำอย่างต่อเนื่อง))⦅👎👎👎⦆
บางคนอาจจะชวนคนอื่นมาลงทุน โดยหลอกเอาเงินอีกฝ่ายแล้วหนีหายไป(บิดเบือน → ช่วงชิง ⇒ ซ่อนเร้น). หรือถ้ายิ่งกว่านี้ บางคนอาจจะยอมให้เงินเขาไปจริง ๆ ในช่วงแรก เพื่อให้คนอื่นเชื่อว่าเป็นธุรกิจที่ทำกำไรได้จริง ก็เลยลงทุนเพิ่ม และอาจถึงขั้นหวังดีชวนคนรู้จักมาลงทุนด้วย จะได้มีคนเอาเงินมาให้เยอะ ๆ แล้วค่อยหนีหายไปทีเดียว(สละ → บิดเบือน ⇒ ใช้จำนวน → ช่วงชิง ⇒ ซ่อนเร้น)⦅👎👎👎⦆
บางคนอาจจะโกงเงินบริจาค โดยป่าวประกาศว่าตนเองจะเอาเงินไปทำอะไร แต่พอได้เงินมา กลับไม่เอาไปทำประโยชน์ตามที่รับปากไว้ หรือแอบเก็บเข้ากระเป๋าตัวเองส่วนหนึ่ง แล้วจึงค่อยเอาส่วนที่เหลือไปทำประโยชน์(บิดเบือน → ช่วงชิง)⦅👎👎👎⦆
บางคนอาจจะตีหน้าเศร้า และหลอกคนอื่นว่าตัวเองไม่มีเงิน ทั้ง ๆ ที่ตัวเองก็ไม่ได้ลำบากอะไรมากมาย เพื่อให้เขาสงสารแบ่งเงินบางส่วนมาให้((บิดเบือน + ใช้ความสงสาร) → ช่วงชิง)⦅👎👎👎🖐️⦆
บางคนก็ใช้วิธีโทรมาหลอกให้คนอื่นโอนเงินมาให้ โดยการสร้างเรื่องและยกเหตุผลต่าง ๆ นานามาอ้าง โดยอาจจะเป็นคนที่รู้จักกับเหยื่ออยู่แล้ว เลยรู้ว่าจะเอาเรื่องอะไรมาหลอกให้เหยื่อเชื่อ(ใช้ความสัมพันธ์ → ล่วงรู้ → บิดเบือน → ช่วงชิง). หรือเห็นเบอร์คนอื่น จึงหาข้อมูลเจ้าของเบอร์ในอินเทอร์เน็ตเท่าที่จะหาได้ เพื่อศึกษาเกี่ยวกับเขา เช่น เป็นคนแบบไหน ทำงานอะไร เพศอะไร อายุเท่าไหร่ กำลังมีปัญหาอะไรในชีวิต ฯลฯ จะได้แต่งเรื่องให้สอดคล้องกับเป้าหมาย(ใช้ร่องรอย → ล่วงรู้ → บิดเบือน → ช่วงชิง). หรือใช้จำนวนเข้าสู้ ไม่ต้องหาข้อมูล โทร ๆ ไปเลย หลอกได้ก็ดี หลอกไม่ได้ก็แค่โทรเบอร์ใหม่((บิดเบือน → ช่วงชิง) + ทำอย่างต่อเนื่อง)⦅👎👎👎⦆
และถ้าทำกันหลายคน ทำเป็นขบวนการ ทำเป็นอาชีพจริงจัง มีการวางแผน คิดกลยุทธ์ ฝึกซ้อมกันเป็นอย่างดี เราจะเรียกคนเหล่านี้ว่า “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” ซึ่งถือเป็นหนึ่งในการหลอกลวงที่แพร่หลายในยุคนี้
โดยเรื่องราวและเหตุผลที่แก๊งคอลเซ็นเตอร์ใช้หลอกนั้น จะมี 3 องค์ประกอบได้แก่ (1) คนที่โทรมาเป็นใคร (2) หลอกด้วยอารมณ์แบบไหน (3) เอาเหตุผลอะไรมาอ้างให้เหยื่อโอนเงิน . ซึ่งทั้ง 3 องค์ประกอบนี้จะต้องสอดคล้องกัน และรวมกันเป็นเรื่องเรื่องหนึ่ง
(1) คนที่โทรมาเป็นใคร . ในการแอบอ้างเป็นใครสักคนมีหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับว่าจะหลอกแบบไหน เช่น ถ้าอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคารก็มักจะเน้นความเป็นมืออาชีพ หรือถ้าเป็นตำรวจก็มักจะเน้นข่มขู่ให้กลัว หรือถ้าเป็นคนมีฐานะก็มักจะเน้นไปที่ความโลภ หรือถ้ามีข้อมูลของเหยื่อมากจริง ๆ และมีความสามารถในการเลียนเสียง ก็อาจถึงขั้นปลอมเป็นคนรู้จักของเหยื่อเลย
(2) หลอกด้วยอารมณ์แบบไหน . เป็นที่รู้กันว่าคนเรามักจะตัดสินใจผิดพลาดได้ง่ายก็ตอนที่มีอารมณ์มาเกี่ยวข้อง และขึ้นอยู่กับว่าจะให้เหยื่อเกิดอารมณ์แบบไหน เช่น ความกลัว เช่น “บัญชีของคุณผิดปกติ” หรือ “ทางเราได้รับแจ้งว่าคุณเกี่ยวข้องกับธุรกิจผิดกฎหมาย” ฯลฯ . หรือความโลภ เช่น บอกว่า “คุณเป็นผู้โชคดี ได้รับรางวัลใหญ่” หรือ “มีการลงทุนที่ดูดีผิดปกติมานำเสนอ” ฯลฯ . หรือความรู้สึกเร่งด่วน เช่น “มีจำนวนจำกัด” หรือ “ยังมีคนที่ต้องการอีกมาก ถ้าไม่รับตอนนี้จะหมดสิทธิ์” หรือ “ถ้าไม่แก้ปัญหาตอนนี้จะกลายเป็นเรื่องใหญ่ภายหลัง” ฯลฯ . หรือความรัก อย่างการหลอกให้ตกหลุมรักก่อน แล้วจึงหาเรื่องโกหกอื่นมาหลอกภายหลัง เช่น “ที่บ้านเดือดร้อน” หรือ “หมุนเงินไม่ทัน” หรือ “ต้องการเก็บเงินสำหรับงานแต่งของเรา” ฯลฯ
(3) เอาเหตุผลอะไรมาอ้างให้เหยื่อโอนเงิน . แน่นอนว่าการที่อยู่ ๆ เราจะหยิบมือถือขึ้นมาโอนเงินให้ใครสักคนก็ต้องมีเหตุผล สำหรับคนอื่นก็ไม่ต่างกัน มิจฉาชีพจึงต้องหาเหตุผลมาหลอกให้เหยื่อโอนเงินเช่นกัน เช่น อ้างเรื่องค่าใช้จ่าย เช่น “ค่าดำเนินการ” หรือ “ค่าธรรมเนียม” หรือ “ค่าจัดส่ง” ฯลฯ . หรืออ้างเรื่องการสำรองเงิน ให้เราออกไปก่อน เช่น “ต้องวางเงินมัดจำก่อน” หรือ “ระบบกำลังปรับปรุงพอดี ให้เราช่วยออกค่าดำเนินการให้ก่อน แล้วจะคืนให้เมื่อปรับปรุงเสร็จ” หรือ “เอาเงินของเราไปลงทุนให้ก่อน” ฯลฯ . หรืออ้างเรื่องบัญชี เช่น “ต้องโอนเงินไปบัญชีพิเศษสำหรับตรวจสอบ” หรือ “บัญชีสำหรับพักเงินชั่วคราว” หรือ “ใช้บัญชีส่วนตัวไม่ได้ ต้องเปิดบัญชีใหม่สำหรับเรื่องนี้โดยเฉพาะ” ฯลฯ
ทีนี้ ถ้าเราเอาทั้ง 3 องค์ประกอบมารวมกัน โดยคำนึงถึงความสอดคล้อง ก็จะได้โครงเรื่องแบบเดียวกับที่แก๊งคอลเซ็นเตอร์ใช้ เช่น ถ้าแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคาร ก็อาจจะทำตัวให้เป็นมืออาชีพ น่าเชื่อถือ แล้วบอกว่าบัญชีมีปัญหา ต้องโอนเงินไปยังบัญชีพิเศษสำหรับตรวจสอบ((บิดเบือน + สร้างความกลัว) → ช่วงชิง). หรือถ้าแอบอ้างเป็นนักธุรกิจ ก็อาจจะพูดจาเหมือนตัวเองร่ำรวย ประสบความสำเร็จมาแล้ว แล้วบอกว่ามีการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงมาเสนอ((บิดเบือน + สร้างความโลภ) → ช่วงชิง). หรือถ้าจะหลอกด้วยความรัก ก็อาจจะค่อย ๆ ทำให้เหยื่อหลงรักและไว้ใจก่อน แล้วจึงแต่งเรื่องอื่นมาหลอกภายหลัง((บิดเบือน + สร้างความหลง) → ช่วงชิง)ฯลฯ⦅👎👎👎⦆
| ตัวอย่างเนื้อเรื่อง | คนที่โทรมา | อารมณ์ที่ใช้ | เหตุผลในการโอนเงิน |
|---|---|---|---|
| เจ้าหน้าที่ธนาคารโทรมาแจ้งว่า บัญชีของเรากำลังจะถูกอายัด | เจ้าหน้าที่ธนาคารที่พูดจาเป็นทางการ | ความกลัว | ต้องโอนเงินไปยังบัญชีสำหรับตรวจสอบก่อน |
| ตำรวจโทรมาบอกว่า เราเกี่ยวข้องกับธุรกรรมที่ผิดกฎหมาย | ตำรวจที่พูดจาขึงขัง | ความกลัว | ต้องโอนเงินเพื่อตรวจสอบ หรือแยกเงินออกจากบัญชีที่เกี่ยวข้อง |
| พนักงานบริษัทขนส่งโทรมาแจ้งว่า พัสดุของเรามีปัญหา | พนักงานบริษัทขนส่งที่พูดจาเป็นมืออาชีพ | ความกังวล, ความเร่งด่วน | ต้องจ่ายค่าดำเนินการ หรือค่าจัดส่งเพิ่มเติม |
| ฝ่ายดูแลลูกค้าของบริษัทโทรมาแจ้งว่า เราเป็นผู้โชคดีได้รับรางวัลใหญ่ | พนักงานฝ่ายดูแลลูกค้า | ความโลภ, ความเร่งด่วน | ต้องจ่ายค่าธรรมเนียม หรือค่าภาษีก่อนรับรางวัล |
| นักธุรกิจโทรมาชวนลงทุน โดยอ้างว่ามีโอกาสลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูง | นักธุรกิจที่ดูมีฐานะ และประสบความสำเร็จ | ความโลภ | ต้องโอนเงินเข้าร่วมลงทุนก่อน |
| คนที่รู้จักกันทางออนไลน์โทรมาจีบ และพูดคุยด้วยจนสนิทสนม | คนที่ดูน่าเชื่อถือ และเอาใจเก่ง | ความรัก, ความไว้ใจ | เดือดร้อนเรื่องเงิน ต้องการให้ช่วยออกเงินให้ก่อน |
| ลูกสาวโทรมาบอกว่ามือถือหาย โอนเงินไม่ได้ และต้องใช้เงินตอนนี้ | คนที่แอบอ้างเป็นลูกสาว | ความห่วงใย, ความเร่งด่วน | ให้โอนเงินไปให้ก่อน เพราะตอนนี้ไม่สามารถโอนเองได้ |
และเวลาโทรไปหลอก หลายครั้งก็ไม่ได้โทรไปคนเดียว แต่โทรไปเป็นทีม ให้หลายคนช่วยกันรับส่ง เพราะแต่ละบทบาทจะมีจุดเด่นในแบบของตัวเอง โดยมักจะเริ่มจากบทบาทที่สร้างอารมณ์ก่อน แล้วจึงตามด้วยบทบาทที่ดำเนินการอะไรบางอย่างเป็นรูปธรรม เช่น เริ่มจากตำรวจโทรไปแจ้งปัญหาและขู่ให้กลัวก่อน จากนั้นจึงโอนสายไปให้พนักงานธนาคารเพื่อเข้าสู่ขั้นตอนการแก้ปัญหา . หรือให้ฝ่ายดูแลลูกค้าโทรไปแจ้งว่า คุณเป็นผู้โชคดีได้รับรางวัลใหญ่ ให้รู้สึกตื่นเต้น อยากรางวัลได้ขึ้นมาก่อน จากนั้นจึงโอนสายไปให้ฝ่ายจัดส่งเพื่อดำเดินการเรื่องการส่งของรางวัล ฯลฯ(รวมตัว → (บิดเบือน + สร้างอารมณ์) → ช่วงชิง)⦅👎👎👎⦆
และอีกเหตุผลที่ต้องมีหลายคน คือ ถ้าคนหนึ่งหลอกไม่สำเร็จก็ยังมีตัวสำรอง โดยการโอนสายไปให้คนอื่นช่วยแก้มือให้ เช่น ถ้าเหยื่อดูไม่แน่ใจเจ้าหน้าที่ธนาคารที่โทรไป ก็อาจจะโอนสายให้ผู้จัดการธนาคารมาคุยแทน ซึ่งอาจจะเป็นรุ่นพี่ที่มีประสบการณ์มากกว่ามาแก้มือให้((รวมตัว → (บิดเบือน + สร้างความกลัว) → ช่วงชิง) + สำรอง)⦅👎👎👎⦆. และยังถือเป็นการฝึกรุ่นน้องไปในตัวด้วย คือให้ฝึกลงสนามจริงก่อน ถ้าไม่สำเร็จก็ยังมีรุ่นพี่คอยช่วย และเป็นการทำให้ดูเป็นตัวอย่างอีกทีหนึ่ง
และถ้ากลัวว่าเหยื่อไม่มั่นใจ แทนที่จะหลอกก้อนใหญ่ทีเดียว ก็อาจจะหลอกทีละน้อย ๆ ก่อน ซึ่งเหยื่อที่โดนหลอกก็อาจคิดว่า อุตส่าห์จ่ายมาตั้งขนาดนี้แล้ว ต้องถอนทุนคืน หรือจ่ายอีกนิดเดียวก็น่าจะจบ ก็เลยยอมจ่ายเพิ่มอีกเรื่อย ๆ เช่น ตอนแรกอาจจะบอกว่าต้องจ่ายค่าดำเนินการเพียง 200 บาท → แล้วพอเหยื่อยอมจ่าย ก็อ้างว่าต้องจ่ายอีก 300 บาท เพื่อแก้ปัญหา → แล้วอาจจะเรียกอีก 1,000 บาท เป็นขั้นสุดท้าย เพื่อถอนเงินคืน . แทนที่จะเรียกเก็บ 1,500 บาท ทีเดียว ซึ่งอาจทำให้เหยื่อรู้สึกเสียดาย และไม่ยอมจ่ายเลยตั้งแต่แรกก็ได้ ฯลฯ((บิดเบือน + ทำทีละนิด) → ช่วงชิง)⦅👎👎👎⦆
บอกว่าต้องจ่ายค่าดำเนินการเพียง 200 บาท
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
(vs)
บอกว่าต้องจ่ายค่าดำเนินการทั้งหมด 1,500 บาท ตั้งแต่แรก
และถ้าไม่มีความปรานี เห็นอกเห็นใจเหยื่อเลย แก๊งคอลเซ็นเตอร์ก็อาจจะหลอกแบบหลายต่อ เพื่อรีดเงินจากเหยื่อให้มากที่สุด เช่น เริ่มจากแจ้งว่าคุณคือผู้โชคดีได้รับรางวัลใหญ่ และบอกว่ามีค่าดำเนินการ → พอจ่ายค่าดำเนินการแล้ว ก็ขอที่อยู่ในการจัดส่ง แล้วค่อยแจ้งว่ามีค่าจัดส่ง → พอจ่ายค่าจัดส่งมาแล้ว ก็บอกว่ารางวัลถูกส่งมาจากต่างประเทศ กว่าจะมาถึงอาจใช้เวลาหลายเดือน แต่ถ้าอยากได้เร็ว ๆ ภายในหนึ่งสัปดาห์ ก็ต้องจ่ายค่าดำเนินการพิเศษ → พอจ่ายค่าดำเนินการพิเศษแล้ว ก็บอกว่ารางวัลกำลังจัดส่ง แต่ติดขั้นตอนศุลกากร ต้องจ่ายค่าภาษีเพิ่ม → พอจ่ายแล้ว ก็อาจหาเหตุผลอื่นมาอ้างต่ออีกเรื่อย ๆ จนกว่าเหยื่อจะรู้ตัวว่าถูกหลอก หรือไม่มีเงินให้โอนแล้ว หรือหมดเหตุผลจะอ้างแล้ว((บิดเบือน + สร้างความโลภ) → ช่วงชิง ⇒ ทำอย่างต่อเนื่อง)⦅👎👎👎⦆
บางคนก็ไม่ได้หลอกให้ใครเอาอะไรมาให้ตรง ๆ แต่ใช้วิธีทำให้เขาแปรสภาพทรัพย์สินของเขาให้เป็นอีกสถานะหนึ่ง แล้วใช้กลไกบางอย่างทำให้สิ่งนั้นอยู่ในอำนาจการควบคุมของตน หรือตกมาเป็นของตนเอง เช่น นาย A กับเพื่อนกำลังทำธุรกิจร่วมกัน โดยนาย A ได้นำรถยนต์ และอุปกรณ์ราคาแพงของตัวเองมาใช้กับงานของบริษัท แล้วเพื่อนก็แนะนำว่า “โอนทรัพย์สินพวกนี้เข้าไปเป็นของบริษัทดีไหม ? จะได้จัดการบัญชีง่ายขึ้น และเวลาจะกู้เงิน ก็ใช้ทรัพย์สินพวกนี้เป็นหลักประกันได้” ซึ่งนาย A ก็เห็นว่าเป็นประโยชน์จริง ก็เลยโอนทรัพย์สินเหล่านี้ให้เป็นของบริษัท . จากนั้นเพื่อนก็หาทางเพิ่มอำนาจของตัวเองในบริษัท และลดอำนาจของนาย A ลง เช่น ใช้เสียงข้างมากในการลงมติ หรือกดดันให้นาย A ถอนตัวออกจากการบริหาร ฯลฯ จนเมื่อนาย A หมดอำนาจควบคุมบริษัทแล้ว ทรัพย์สินเหล่านั้นก็ยังคงเป็นของบริษัท และอยู่ภายใต้การควบคุมของคนที่มีอำนาจแทน(บิดเบือน → แปรสภาพ ⇒ ใช้อำนาจ → ช่วงชิง)⦅👎👎👎🖐️⦆
เด็กบางคนมีความสามารถในการทำอะไรบางอย่างลงออนไลน์ เช่น สร้างช่องทำคลิปวิดีโอ หรือสร้างเพจบนโซเชียล ฯลฯ จนเป็นที่รู้จัก แล้วก็มีผู้ใหญ่บางคนเห็นศักยภาพและติดต่อเข้ามา แนะนำให้เด็กไปเปิดบริษัท โดยตัวเองก็อาสาเข้ามาช่วยบริหารด้วย ส่วนตัวเด็กเองก็มองว่าตัวเองไม่เคยทำบริษัท และไม่มีความรู้เรื่องบัญชี ภาษี และกฎหมายมาก่อน จึงคิดว่าการมีผู้ใหญ่มาช่วยก็น่าจะเป็นเรื่องดี ซึ่งถ้าได้คนดีก็ดีไป แต่ถ้าได้คนเลว เขาก็อาจอาศัยความไม่รู้ของเด็กเข้าควบคุมสิ่งที่เด็กเป็นเจ้าของ แล้วหาประโยชน์เข้าตัวเอง เช่น จัดการเงินโดยที่เด็กไม่รู้รายละเอียด แอบโอนเงินบางส่วนเข้าบัญชีส่วนตัว แล้วให้ค่าตอบแทนเด็กไม่คุ้มกับรายได้ที่เกิดขึ้น หรือทำสัญญาและกำหนดเงื่อนไขต่าง ๆ ที่เด็กไม่เข้าใจหรือไม่รู้เท่าทัน หรือจัดโครงสร้างบริษัทและสิทธิในการตัดสินใจให้ตัวเองมีอำนาจเหนือกว่า จนเด็กค่อย ๆ สูญเสียอำนาจในการควบคุมสิ่งที่ตัวเองสร้างขึ้นมา(ใช้จุดอ่อน → บิดเบือน → ช่วงชิง)⦅👎👎👎🖐️⦆
ยิ่งไปกว่านั้น เขาอาจบอกให้เด็กโอนหรือมอบสิทธิ์บางอย่างที่เป็นของตัวเอง เช่น เครื่องหมายการค้า เพจโซเชียล หรือช่องที่ใช้ลงวิดีโอ หรืออุปกรณ์ที่ใช้ถ่ายทำ ฯลฯ ให้กลายเป็นทรัพย์สินของบริษัท จากนั้นก็กำหนดสัดส่วนหุ้นให้ตัวเองมากกว่าเด็ก หรือวางโครงสร้างอำนาจจนสามารถขับเด็กออกจากบริษัทได้ แล้วจึงยึดเอาที่สิ่งต่าง ๆ ที่เด็กสร้างมาเป็นของตัวเอง . โดยในช่วงแรก เด็กอาจเข้าใจว่าผู้ใหญ่กำลังช่วยเหลือตนเองอยู่ด้วยซ้ำ กว่าจะรู้ความจริงก็อาจกลายเป็นเรื่องใหญ่ จนถึงขั้นฟ้องร้องกันใหญ่โต(ใช้จุดอ่อน → บิดเบือน → แปรสภาพ → ช่วงชิง)⦅👎👎👎⦆
บางคนก็ไม่ได้หลอกให้ใครเอาอะไรมาให้ตรง ๆ แต่ใช้วิธีอ้างสิทธิ์บางอย่างที่ตัวเองไม่มี เพื่อที่ตัวเองจะได้รับประโยชน์จากสิ่งนั้น เช่น แอบอ้างเป็นนักศึกษา จะได้ซื้อแท็บเล็ต หรือโน้ตบุ๊ก หรือซอฟต์แวร์บางอย่างในราคานักศึกษา . หรือแอบอ้างเป็นผู้สูงอายุ จะได้ซื้อตั๋วเดินทางในราคาพิเศษ . หรือแอบอ้างเป็นคนรายได้น้อย เพื่อรับสวัสดิการบางอย่าง . หรืออ้างว่าเป็นลูกค้าเก่าหรือรู้จักกับคนที่มาซื้อประจำ เพื่อให้ได้รับการดูแลเป็นพิเศษ หรืออาจได้โปรโมชันพิเศษ . หรือแอบอ้างเป็นสมาชิกหรือบุคลากรในสาขาอาชีพบางอย่าง จะได้รับสิทธิพิเศษที่สงวนไว้ให้กับบุคคลเหล่านั้น ฯลฯ(บิดเบือน → ใช้สิทธิพิเศษ → ช่วงชิง)⦅👎👎⦆
บางคนก็ไม่ได้หลอกให้ใครเอาอะไรมาให้ตรง ๆ แต่อาศัยกิจกรรมการแลกเปลี่ยน หรือที่บางครั้งเรียกว่าการซื้อขาย โดยทำให้อีกฝ่ายเข้าใจคลาดเคลื่อน . แบ่งเป็น 2 แบบ ได้แก่ (1) ทำให้เข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับสิ่งที่ตัวเองจะได้รับ และ (2) ทำให้เข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับสิ่งที่ตัวเองจะต้องเสีย
ผู้ผลิตครีม อาจจะทำครีมทาผิวสำหรับผู้ชายกับผู้หญิงแยกกัน แล้วตั้งราคาของผู้หญิงแพงกว่า ทั้ง ๆ ที่ตัวครีมนั้น มีส่วนผสมสำคัญและคุณสมบัติแทบจะไม่ต่างกัน เพื่อให้ลูกค้าผู้หญิงเสียเงินเพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็น(แบ่งแยก → เพิ่มตัวเลือกที่ไม่จำเป็น → บิดเบือน → ช่วงชิง)⦅👎🖐️⦆
ผู้ผลิตอาหารเสริม อาจจะออกรุ่นพิเศษที่เพิ่มส่วนผสมบางอย่างที่ไม่ได้ถึงกับสำคัญ หรือแทบจะไม่ส่งผลอะไรต่อคนกินเลย หรือต่อให้มีผลก็ใส่น้อยจนไม่ส่งผล เพียงเพื่อใช้ส่วนผสมนั้นเป็นจุดขายในการออกรุ่นพิเศษที่แพงกว่าเดิม(เพิ่มตัวเลือกที่ไม่จำเป็น → บิดเบือน → ช่วงชิง)⦅~👎🖐️⦆
ร้านขายมือถือร้านหนึ่ง เห็นว่าลูกค้ากำลังจะเลือกมือถือรุ่นหนึ่ง จึงเสนอรุ่นที่สูงกว่า ซึ่งแพงขึ้น 10,000 บาท โดยบอกกับลูกค้าว่า “ถ้าซื้อรุ่นนี้ ตอนนี้มีโปรโมชัน แถมฟรีหูฟังมูลค่า 10,000 บาท” แต่จริง ๆ แล้ว เป็นเพียงราคาที่บริษัทหูฟังตั้งไว้ แต่ราคาที่ซื้อขายกันทั่วไปในออนไลน์กลับอยู่ที่ประมาณ 3,000 บาทเอง . ลูกค้าที่ไม่รู้เรื่องนี้ก็อาจคิดว่าตัวเองกำลังจะได้หูฟังมูลค่า 10,000 บาท ทั้ง ๆ ที่ราคาที่ซื้อได้จริงแค่ 3,000 บาท ซึ่งถ้าเขารู้เรื่องนี้ เขาก็อาจเลือกซื้อมือถือรุ่นที่ดูไว้ตอนแรก ไม่ต้องเสียเงินเพิ่มอีก 10,000 บาท โดยไม่จำเป็นก็ได้(บิดเบือน → ช่วงชิง)⦅👎🖐️⦆
โฆษณาครีมทาผิวยี่ห้อหนึ่ง มีคนท่าทางยิ้มแย้ม ยืนถือตะกร้าที่มีขวดครีมสีฟ้าอยู่ข้างใน 6 ขวด และก็พูดว่า “ครีมสีฟ้านี้ 500 เอาเปล่า” แล้วก็มีเสียงคนพูดแทรกขึ้นมาว่า “แพงจัง” แล้วคนที่ถือตะกร้าก็หยิบตะกร้าอีกใบขึ้นมา ซึ่งมีครีมสีส้มอยู่ข้างใน 6 ขวด แล้วก็พูดว่า “แล้วถ้าได้ทั้ง 2 สีแต่จ่ายแค่ 500 เอาเปล่า” แล้วก็มีเสียงคนพูดขึ้นมาอีกว่า “หูย ทำไม 500 เองอะ” แล้วคนถือตะกร้า 2 ใบก็พูดว่า “เพราะตอนนี้เขาจัดโปร 1 แถม 1 แต่ราคานี้ มีจำนวนจำกัดเท่านั้นนะ” . ซึ่งบางคนอาจเข้าใจว่าหมายถึงได้ครีมทั้งหมด 12 ขวด และกลัวพลาดโอกาสจึงรีบกดซื้อ แล้วถ้าไม่ได้ดูรูปสินค้าดี ๆ หรือเป็นการพิมพ์ซื้อผ่านแชต พอสินค้ามาส่งจริง ๆ ก็อาจพึ่งรู้ว่าตัวเองได้แค่ 2 ขวด(บิดเบือน → ช่วงชิง)⦅👎👎👎⦆
อธิบายเพิ่มเติม เผื่อบางคนไม่เข้าใจ ตอนที่เขาบอกว่า “ครีมสีฟ้านี้…” เขาไม่ได้หมายถึงทั้งตะกร้า เขาหมายถึงแค่ขวดเดียว และตอนที่เขาบอกว่า “แล้วถ้าได้ทั้ง 2 สี…” เขาหมายถึงสีละขวด . แต่เขาถือทั้งตะกร้าให้ดูเยอะเฉย ๆ เผื่อจะมีคนเข้าใจผิด . เป็นการบิดเบือนรูปแบบการเอาสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องมาเชื่อมโยง
บริษัททัวร์อาจจะเสนอแพ็กเกจ “เที่ยวประเทศแห่งหนึ่ง 5 วัน ราคาแค่ 9,900 บาท” โดยไม่ได้บอกรายละเอียดให้ครบ ทำให้ลูกค้าที่มีเงินจำกัดหรืออยากเที่ยวอย่างประหยัด สนใจและเลือกใช้บริการทัวร์นี้ . แต่จริง ๆ แล้ว ราคานี้ไม่รวมค่าอาหารบางมื้อ หรือค่าเข้าชมบางจุด หรือค่าใช้บางอย่าง แต่พออุตส่าห์ไปแล้วจะไม่กินอาหารท้องถิ่น หรือไม่ไปสถานที่บางแห่งก็น่าเสียดาย ทำให้คนที่ไปอาจต้องยอมจ่ายเพิ่ม จนอาจสูงกว่าราคาที่โฆษณาไว้มาก(บิดเบือน → ช่วงชิง)⦅⦅👎👎👎 / 👎👎⦆🖐️⦆
บริษัทให้บริการซอฟต์แวร์ทำงานบางอย่าง อาจจะโฆษณาว่า “จ่ายเพียงเดือนละ 599 บาท” ทำให้ลูกค้าบางคนสนใจ เพราะเห็นว่าเป็นราคาที่ไม่แพงและถูกกว่าเจ้าอื่น จึงศึกษาซอฟต์แวร์นี้อย่างจริงจัง ทั้งอ่านคู่มือ นั่งดูวิดีโอ ศึกษาเมนู ปุ่มกด และวิธีใช้งานแบบต่าง ๆ จนเข้าใจเป็นอย่างดี เพราะตั้งใจจะลองใช้สัก 2–3 เดือนดูก่อน ถ้าดีแล้วค่อยซื้อต่อ . แต่พอกำลังจะกดซื้อจึงพึ่งรู้ว่า ราคาเดือนละ 599 บาทนั้น ใช้ได้เฉพาะกรณีที่สมัครอย่างน้อย 12 เดือน หากต้องการสมัครแบบเดือนต่อเดือนจริง ๆ จะต้องจ่ายเดือนละ 899 บาท ซึ่งแพงกว่าเดิมถึง 50% และพอ ๆ กับเจ้าอื่นเลย . แต่ก็เสียดายที่อุตส่าห์เสียเวลาศึกษาซอฟต์แวร์ตัวนี้ไปมากแล้ว เลยยอมจ่ายเดือนละ 899 บาทไปก่อน ซึ่งถ้ารู้ว่าราคาเป็นแบบนี้ตั้งแต่แรก ก็อาจเลือกใช้ของเจ้าอื่นไปแล้ว(บิดเบือน → ช่วงชิง)⦅⦅👎 / 👎👎⦆🖐️❓⦆
เวลาที่เรากำลังจะจ่ายเงิน พอเห็นใบเสร็จ บางทีเราก็อาจพึ่งรู้ว่ามีการบวกค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เช่น ค่าบริการ หรือค่าธรรมเนียม หรือค่าดำเนินการ หรือภาษี ฯลฯ . ซึ่งบางครั้งก็อาจจะเกิดจากความจงใจของทางร้าน เช่น เห็นว่าลูกค้าบางคนเป็นคนขี้เกรงใจ ไม่กล้าแย้ง หรือเห็นว่าลูกค้าอาจคิดว่าตัวเองไม่เข้าใจเอง เลยยอมจ่าย ๆ ไป หรือลูกค้าบางคนอุตส่าห์เดินทางมาซื้อหรือใช้เวลาเลือกแล้ว เลยไม่อยากไปหาร้านอื่น ฯลฯ จึงถือโอกาสบวกนู่นบวกนี่เพิ่มโดยไม่แจ้งให้ชัดเจนตั้งแต่แรก(ทำอย่างแนบเนียน → บิดเบือน → ช่วงชิง)⦅~👎🖐️⦆
บางคนก็ไม่ได้หลอกให้ใครเอาอะไรมาให้ตรง ๆ แต่อาศัยพันธะหรือกลไกที่ออกแบบมาให้เกิดการเคลื่อนย้ายทรัพย์สินระหว่างบุคคลได้ โดยแทนที่จะเล่นกับกลไกเหล่านี้อย่างตรงไปตรงมา กลับใช้เล่ห์เหลี่ยม บิดเบือนความเข้าใจบางอย่างของผู้อื่น เพื่อให้ทรัพย์สินเหล่านั้นไหลไปในทิศทางที่ตัวเองต้องการ . แบ่งเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่ (1) แบบที่เป็นการเดิมพัน เช่น การพนัน หรือการเดิมพันทายผลต่าง ๆ ฯลฯ และ (2) แบบที่เป็นระบบการซื้อขาย เช่น ตลาดหลักทรัพย์ หรือตลาดซื้อขายสินทรัพย์ต่าง ๆ ฯลฯ
บางคนอาจจะท้าจีบสาวกับเพื่อนที่ไปเที่ยวด้วยกัน โดยเดิมพันคนละ 1,000 บาท ว่าใครจะจีบติด แต่จริง ๆ คือแอบเตี๊ยมกับผู้หญิงไว้แล้ว โดยแบ่งเงินกันคนละ 500 บาท(วางกับดัก ⇒ ใช้พันธะ → ช่วงชิง)⦅👎👎🖐️⦆
บางคนอาจจะท้ากับเพื่อนที่เป็นคอฟุตบอลเหมือนกัน ในการเดิมพันผลฟุตบอลที่จะเกิดในรอบถัดไป ซึ่งจริง ๆ คือเขาแอบไปจ้างนักฟุตบอลให้ล้มบอลไว้แล้ว และก็ไม่ได้ท้ากับเพื่อนแค่คนเดียว แต่ไล่ท้าคนไปทั่ว แถมยังเข้าไปทายผลในเว็บพนันอีกต่างหาก(วางกับดัก ⇒ ใช้พันธะ → ช่วงชิง)⦅👎👎👎⦆
บางคนอาจจะวางเงินเดิมพันในเว็บพนัน เกี่ยวกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในหนังเรื่องหนึ่ง เช่น ใครเป็นคนร้ายตัวจริง หรือใครจะชนะ หรือตัวละครนี้จะรอดหรือไม่ ฯลฯ . แต่จริง ๆ แล้ว การทำหนังเรื่องหนึ่งขึ้นมา มีทั้งทีมเขียนบท ทีมเตรียมสถานที่และอุปกรณ์ ทีมถ่ายทำ นักแสดง ทีมตัดต่อ ฯลฯ อีกมากมาย จึงมีโอกาสไม่น้อยที่ข้อมูลบางส่วนจะหลุดออกมา ทำให้อาจมีบางคนรู้คำตอบอยู่แล้ว ทายยังไงก็ถูก เลยเข้าไปกินเงินคนอื่นฟรี ๆ จากเว็บเดิมพัน ส่วนคนอื่นที่ไม่รู้อะไร ก็ได้แต่คาดเดาและเสี่ยงเอา((ล่วงรู้ → ใช้พันธะ → ช่วงชิง). ซึ่งคนที่รู้ก็อาจเป็นคนวงในที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับหนัง(ใช้สิทธิพิเศษ → ล่วงรู้)หรือรู้จักกับคนวงใน เขาเลยเอามาบอกให้ฟังอีกทีก็ได้(ใช้ความสัมพันธ์ → ล่วงรู้)⦅👎👎⦆
ในการเล่นพนัน บางคนมีความสามารถเฉพาะตัว เช่น มีตาไว หรือมือไว หรือมีเทคนิคเฉพาะที่ฝึกมาเป็นอย่างดี ฯลฯ สามารถโกงได้แยบยล จนคนส่วนใหญ่มองไม่ออก เช่น แอบเหลือบดูไพ่ของคนอื่น หรือแอบสลับไพ่ หรือแอบซ่อนไพ่ หรือแอบทำสัญลักษณ์ไว้ที่ไพ่ หรือแอบทำเป็นสับไพ่หลอก ๆ ฯลฯ((ใช้เทคนิคเฉพาะ + ซ่อนเร้น) → บิดเบือน → ช่วงชิง)⦅👎👎👎⦆
หรือบางคนก็อาจจะใช้อุปกรณ์แทน เช่น ลูกเต๋าที่ถ่วงน้ำหนัก ให้มีโอกาสออกบางหน้ามากเป็นพิเศษ หรืออาจถึงขั้นมีรีโมตควบคุมหน้าที่ออกได้เลย . หรือไพ่ที่ตัดแต่งขอบหรือมุมอย่างละเอียด เช่น หนากว่า บางกว่า แข็งกว่า หรือมีมุมที่แตกต่าง ฯลฯ ซึ่งบางคนถ้าได้ลูบดูก็จะรู้ว่าเป็นไพ่อะไร . หรือชุดแว่นตากับไพ่ ที่ทำให้มองเห็นหน้าไพ่จากด้านหลังได้ ฯลฯ(วางกับดัก → (ใช้คุณสมบัติเฉพาะ + ซ่อนเร้น) → บิดเบือน → ช่วงชิง)⦅👎👎👎⦆
หรือบางครั้งก็เป็นการทำกันเป็นทีม เช่น วางคนแจกไพ่ให้เป็นพวกตัวเองตั้งแต่แรก หรือช่วยกันให้คนใดคนหนึ่งที่เป็นพวกตัวเองชนะ แล้วค่อยเอาเงินมาแบ่งกัน ฯลฯ(วางกับดัก → (รวมตัว + ซ่อนเร้น) → บิดเบือน → ช่วงชิง)⦅👎👎👎⦆
ถ้าเป็นเกมในเว็บพนัน ก็จะโกงได้ง่ายกว่าการเล่นจริง ๆ มาก เพราะทุกสิ่งที่เป็นการสุ่ม สามารถออกแบบผลลัพธ์ได้ด้วยรหัสคอมพิวเตอร์ (code) เช่น อยากให้ลูกเต๋าออกเลขไหน หรือมีโอกาสออกเลขไหนมากน้อยเป็นพิเศษ หรืออยากให้ไพ่ออกเลขไหน หรืออยากให้วงล้อหมุนไปลงช่องไหน ฯลฯ ทำให้คนที่เล่นพนันผ่านเว็บไซต์หรือแอป แทบจะทำอะไรไม่ได้เลย และแทบจะไม่มีโอกาสรู้ด้วยซ้ำว่ากำลังถูกโกงอยู่((ควบคุม + บิดเบือน) → ช่วงชิง)⦅👎👎👎⦆
ส่วนเกมในเว็บพนันที่ต้องใช้ฝีมือผู้เล่น เช่น เกมแข่งรถกินเงิน ผลลัพธ์อาจขึ้นอยู่กับฝีมือของผู้เล่นแต่ละคนก็จริง แต่ก็ยังแอบควบคุมบางอย่างได้ เช่น ถ้าแอบเพิ่มหรือลดความเร็วของรถบางคันเล็กน้อย ก็ส่งผลต่อโอกาสแพ้ชนะได้แล้ว หรือถ้ามีไอเท็มให้เก็บตามทาง ก็อาจจะกำหนดให้บางคนได้รับไอเท็มที่มีประโยชน์มากหรือน้อยกว่าอีกคนได้ ฯลฯ(ทำอย่างแนบเนียน → (ควบคุม + บิดเบือน) → ช่วงชิง)⦅👎👎👎⦆
แต่บางครั้ง เจ้ามือเกมการพนัน ก็อาจไม่จำเป็นต้องโกงอะไรเลยก็ได้ ไม่จำเป็นต้องมีเทคนิคพิเศษ ไม่ต้องมีอุปกรณ์พิเศษ ไม่ต้องมือไวตาไว ไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น เล่นตามกติกาทุกอย่าง ก็กินเงินคนอื่นได้สบาย ๆ แล้ว เพราะชนะตั้งแต่คณิตศาสตร์แล้ว . เพราะหลายคนที่เข้าไปเล่นพนันนั้น อ่อนคณิตศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอัตราต่อรอง ความน่าจะเป็น ค่าความคาดหมาย สถิติ ความผันผวน ฯลฯ(ใช้จุดอ่อน → ช่วงชิง)⦅~👎🖐️⦆
ถ้าเราติดตามวงการลงทุน เราก็มักเห็นข่าวที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อปั่นราคาของหุ้นหรือทรัพย์สินบางอย่างอยู่ไม่น้อย มีตั้งแต่แบบที่เกินจริงเล็กน้อย คือเขียนหรือพูดให้คนรู้สึกตื่นเต้นกว่าที่ควรจะเป็น แต่ก็ยังอยู่บนพื้นฐานของความจริงอยู่ . แบบที่เกินจริงไปมาก คือเรื่องจริงมีแค่นิดเดียว แต่เขียนหรือพูดให้ดูใหญ่โตจนแทบจะคนละเรื่องเลย . จนถึงแบบที่แทบจะไม่มีมูลความจริงอยู่เลย จับนู่นผสมนี่ คาดเดาไปต่าง ๆ นานา . และมีทั้งแบบที่เป็นข่าวดี กับข่าวร้าย
แบบที่เป็นข่าวดี มักจะทำเพื่อให้คนคิดว่าเป็นโอกาส แล้วรีบเข้าไปซื้อ ส่งผลให้ราคาพุ่งสูงขึ้นกว่ามูลค่าที่แท้จริงของกิจการนั้น ๆ จากนั้นคนปล่อยข่าวก็เทขายเพื่อทำกำไร(บิดเบือน → (ทำให้แพร่กระจาย + สร้างความโลภ) → ช่วงชิง)⦅👎👎👎🖐️⦆
ส่วนแบบที่เป็นข่าวร้าย มักจะทำเพื่อให้คนคิดว่าสถานการณ์กำลังแย่ลง แล้วรีบพากันเทขาย ส่งผลให้ราคาตกลงมาต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงของกิจการนั้น ๆ จากนั้นคนปล่อยข่าวก็เข้าไปช้อนซื้อเพื่อทำกำไร(บิดเบือน → (ทำให้แพร่กระจาย + สร้างความกลัว) → ช่วงชิง)⦅👎👎👎🖐️⦆
สมมติว่า มีผู้บริหารบริษัทใหญ่ให้สัมภาษณ์กับสื่อ หรือขึ้นไปพูดบนเวที หรือโพสต์อะไรลอย ๆ ในอินเทอร์เน็ต เช่น “กำลังมองหาโอกาสขยายธุรกิจไปต่างประเทศ” หรือ “กำลังสนใจเทคโนโลยีบางอย่าง” ฯลฯ ทั้ง ๆ ที่เป็นแค่คำพูดกว้าง ๆ ยังไม่ได้มีอะไรเป็นรูปธรรมด้วยซ้ำ . แต่บางคนหรือสื่อบางเจ้าก็อาจจะนำคำพูดนั้นไปคาดการณ์ต่าง ๆ นานา เช่น “อาจกำลังเตรียมบุกต่างประเทศครั้งใหญ่” หรือ “อาจมีดีลลับกับพันธมิตรต่างชาติ” หรือ “เราอาจได้เห็นการนำเทคโนโลยีนี้มาเปลี่ยนวงการครั้งใหญ่” ฯลฯ เพื่อให้คนที่ฟังเกิดความตื่นเต้น ความอยากทำกำไร และกลัวจะเข้าไม่ทัน เลยแห่พากันเข้าไปซื้อ จนอาจทำให้ราคาหุ้นของบริษัทนั้นดีดตัวขึ้นมาอย่างรวดเร็ว จากนั้นคนที่อยู่เบื้องหลังการปั่นข่าวก็ขายหุ้นออกมาเพื่อทำกำไร(บิดเบือน → (ทำให้แพร่กระจาย + สร้างความโลภ) → ช่วงชิง)⦅👎👎👎🖐️⦆
สมมติว่า มีข่าวเกี่ยวกับเทคโนโลยีใหม่บางอย่าง ซึ่งกล่าวถึงความคืบหน้าในบางด้าน แต่ยังมีข้อจำกัดที่ต้องพัฒนาอีกหลายด้าน จึงไม่ได้หมายความว่าจะสำเร็จจริง ๆ หรือต่อให้สำเร็จจริง ก็ใช่ว่าจะถูกเอามาใช้จริง ๆ อย่างแพร่หลาย . แต่บางคนหรือสื่อบางเจ้าก็อาจจะนำข่าวนั้นไปเล่าต่อให้ดูน่ากลัว เช่น “ธุรกิจเดิมกำลังจะถูกแทนที่” หรือ “ถ้าไม่รีบปรับตัว เราอาจได้เห็นการล่มสลายของธุรกิจนี้” ฯลฯ เมื่อคนเกิดความกลัวมาก ๆ ก็อาจจะพากันเทขายหุ้นของบริษัทที่เกี่ยวข้อง จนทำให้ราคาตกลง จากนั้นคนที่อยู่เบื้องหลังการปั่นข่าวก็ช้อนซื้อเพื่อทำกำไร(บิดเบือน → (ทำให้แพร่กระจาย + สร้างความกลัว) → ช่วงชิง)⦅👎👎👎🖐️⦆
*** แต่ก็ใช่ว่าทุกครั้งที่เป็นแบบนี้จะเป็นการปั่นข่าวเสมอไป บางครั้งคนที่เขาออกมาเขียนหรือพูดอะไรแบบนี้ เขาก็แค่วิเคราะห์และคาดการณ์ไปตามหลักการและเหตุผล ไม่ได้จงใจบิดเบือนหรือทำให้ดูเกินจริงเสมอไป แถมบางครั้งยังเป็นการให้ความรู้ และให้มุมมองใหม่ ๆ กับผู้อื่นด้วยซ้ำ . จริง ๆ แล้ว ผู้เขียนก็ชอบฟังอะไรแบบนี้เหมือนกัน⦅👎👎🖐️⦆. เราเลยอาจจะต้องแยกแยะระหว่างสื่อที่วิเคราะห์ไปตามเหตุผล กับสื่อที่จงใจปั่นข่าวให้คนเข้าใจผิด เพื่อผลประโยชน์บางอย่าง
นอกจากการปั่นข่าวจากนักลงทุนด้วยกันแล้ว บางครั้งคนที่มีอำนาจภายในบริษัทนี่แหละ ที่มีส่วนในการปั่นข่าวขึ้นมา . ซึ่งต่างกันตรงที่ นักลงทุนทั่วไปทำได้เพียงนำสิ่งที่เกิดขึ้นมาตีความหรือขยายความต่อ แต่คนที่มีอำนาจภายใน สามารถสร้างเหตุการณ์บางอย่างขึ้นมาด้วยตัวเอง แล้วนำไปเป็นจุดตั้งต้นในการปั่นข่าวอีกที
บริษัทบางแห่งอาจจะประกาศว่า “จะลงทุนสร้างโรงงานแห่งใหม่” เพื่อจงใจให้สื่อเอาไปตีความว่า “บริษัทกำลังจะมีคำสั่งซื้อครั้งใหญ่” โดยเฉพาะ . หรือผู้บริหารบางคนอาจจะเดินทางไปพบกับบริษัทต่างชาติ แล้วทำท่าทางสนิทสนม หรือโพสต์ความคืบหน้าของโปรเจกต์บางอย่างที่กำลังคุยกันลงออนไลน์ เพื่อให้สื่อเอาไปเล่าต่อว่า “อาจมีดีลใหญ่ร่วมกัน” หรือ “มีการร่วมลงทุนครั้งใหญ่” . หรือบริษัทประกาศว่า “สนใจจะซื้อธุรกิจบางอย่าง” เพื่อให้คนเข้าใจว่า “กำลังเตรียมรุกตลาดใหม่ครั้งใหญ่” . หรือบริษัทประกาศรับพนักงานจำนวนมากในแผนกวิจัยและพัฒนา เพื่อให้คนเอาไปขยายความว่า “กำลังเร่งพัฒนาเทคโนโลยีบางอย่าง” หรือ “กำลังจะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่” ฯลฯ เพื่อดันราคาหุ้นให้สูงขึ้นแล้วทยอยขายทำกำไร หรือเพื่อพยุงราคาไม่ให้ตกลงในช่วงที่กำลังมีข่าวลบ แล้วทยอยขายก่อนที่จะขาดทุน(สร้างร่องรอย → (บิดเบือน + สร้างความโลภ) → ช่วงชิง)⦅👎👎👎🖐️⦆
หรือบางครั้งก็ไม่ใช่การปั่นข่าว แต่ถึงขนาดลงทุนทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันขึ้นมาเพื่อหลอกลวงโดยเฉพาะ เช่น บริษัทบางแห่งอาจจะสร้างยอดขายที่ไม่มีอยู่จริง โดยการสร้างเอกสารการขายปลอมขึ้นมา หรือจัดฉากสร้างโรงงานหรือโกดังปลอม หรือแกล้งทำเป็นขนส่งสินค้าหลอก ๆ ขึ้นมาเลย ฯลฯ เพื่อให้คนอื่นเข้าใจว่าขายดี ส่งผลให้ราคาหุ้นสูงขึ้น แล้วจึงเทขายก่อนที่ความจริงจะปรากฎ(บิดเบือน → ช่วงชิง)⦅👎👎👎⦆
หรือบางคนก็ใช้วิธีตกแต่งบัญชี เช่น บริษัทที่มีผลประกอบการขาดทุนมากกว่าที่คาด ผู้บริหารก็อาจจะสั่งให้ฝ่ายบัญชีไม่บันทึกหรือเลื่อนการบันทึกค่าใช้จ่ายบางอย่างออกไป เช่น ค่าซ่อมแซมเครื่องจักร หรือค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินบางอย่าง หรือค่าบริการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นแล้ว ฯลฯ ส่งผลให้งบการเงินที่ออกมาดูขาดทุนน้อยกว่าความเป็นจริง ทำให้ราคาหุ้นตกลงมาไม่มากเท่าที่ควรจะเป็น แล้วผู้บริหารก็อาจจะทยอยขายหุ้นก่อนที่ความจริงจะแสดงออกมา(ซ่อนเร้น → บิดเบือน → ช่วงชิง)⦅👎👎👎⦆
หรือบางครั้งพวกเขาก็เลือกที่จะไม่ตกแต่งบัญชีให้ผิดปกติ เพราะนอกจากจะเสี่ยงผิดกฎหมายแล้ว ยังมีวิธีอื่นที่สามารถทำให้ตัวเลขออกมาดูดีกว่าความเป็นจริงได้เช่นกัน เช่น บริษัทแห่งหนึ่ง ตามปกติจะต้องส่งสินค้าให้ลูกค้ารายใหญ่รายหนึ่ง 100,000-150,000 ชิ้น ทุกช่วงต้นปี แต่ในปีนี้กลับเร่งส่งสินค้าให้เสร็จก่อนปิดงบปลายปี พร้อมบันทึกเป็นยอดขายของปีนี้ ทำให้รายได้ของปีนี้สูงกว่าปกติ เพื่อให้คนที่อ่านงบการเงินเข้าใจว่าบริษัทมีรายได้เพิ่มขึ้น ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ขายสินค้าเพิ่มขึ้นจริง เพียงแค่เอารายได้ที่ปกติควรจะเป็นของปีถัดไปมาแสดงก่อน(สลับขั้นตอน → บิดเบือน → ช่วงชิง)⦅👎👎🖐️⦆
บริษัท A ขายสินค้าให้บริษัท B ซึ่งเป็นบริษัทในเครือเดียวกัน จากนั้นบริษัท B ก็ขายต่อให้บริษัท A หรือบริษัทอีกแห่งในเครือเดียวกัน ทำให้เกิดยอดขายและรายได้ในทางบัญชีมากขึ้น แต่รายจ่ายก็มากขึ้นตามเช่นกัน เพราะเป็นการซื้อขายกับตัวเอง คือเมื่อบริษัทหนึ่งขาย อีกบริษัทก็ต้องซื้อ ทำให้มีทั้งรายได้กับรายจ่ายเสมอตัว ไม่ได้มีรายได้จากภายนอกเข้ามาจริง ๆ แถมบางครั้งยังอาจต้องเสียภาษีหรือต้นทุนทางธุรกรรมฟรี ๆ ด้วย . แต่ที่ทำแบบนี้ก็เพราะ ตัวเลขยอดขายและรายได้ที่เพิ่มขึ้นนั้นนั้น สามารถนำไปใช้หลอกคนที่ดูตัวเลขทางการเงินคร่าว ๆ โดยไม่ได้ลงรายละเอียดให้ดี ให้เข้าใจว่าบริษัทมีขนาดใหญ่หรือมีการเติบโตกว่าความเป็นจริงได้ เช่น ทำสไลด์รายงานผลประกอบการของบริษัท ก็อาจใส่แผนภูมิแท่งแสดงยอดขายปีนี้เทียบกับปีก่อน ๆ ซึ่งพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก หรือแผนภูมิแท่งเปรียบเทียบรายได้ของตัวเองที่สูงกว่าคู่แข่ง ทั้ง ๆ ที่จำนวนลูกค้าที่ต้องการสินค้าจริง ๆ อาจมีน้อยกว่าด้วยซ้ำ ฯลฯ(เพิ่มกระบวนการที่ไม่จำเป็น → บิดเบือน → ช่วงชิง)⦅👎👎👎🖐️⦆
ผู้ถือหุ้นที่เป็นผู้บริหารด้วยบางคน อาจจะควักเงินส่วนตัวซื้อสินค้าของบริษัทตัวเอง เพื่อทำให้ยอดขายและกำไรเติบโตขึ้นมาก แล้วพอผลประกอบการออกมาดูดี ราคาหุ้นก็อาจสูงขึ้น แล้วค่อยขายทำกำไร เช่น สมมติว่าเขาถือหุ้นอยู่ 70% ของบริษัทแห่งหนึ่ง แล้วเขาก็นำเงินของตัวเอง 100 ล้านบาท มาซื้อสินค้าจากบริษัท ส่งผลให้บริษัทมียอดขายและกำไรเพิ่มขึ้นจริง . พอคนอื่นเห็นว่าผลประกอบการดีขึ้น ก็อาจพากันเข้ามาซื้อหุ้นจนทำให้มูลค่าของบริษัทเพิ่มขึ้นอีก 500 ล้านบาท เท่ากับว่าหุ้น 70% ที่เขาถืออยู่มีมูลค่าเพิ่มขึ้น 350 ล้านบาท จากนั้นเขาก็ทยอยขายทำกำไร . พอผลประกอบการครั้งถัดไปออก บางคนก็อาจพึ่งรู้ความจริงว่า ยอดขายและกำไรที่ได้นั้น ไม่ได้เกิดจากความต้องการของลูกค้าจริง ๆ(สละ → บิดเบือน → ช่วงชิง)⦅~👎🖐️⦆
(2. การ "ใช้แรงจูงใจ")
การใช้แรงจูงใจ เป็นการ “ให้ผลตอบแทนบางอย่าง เพื่อจูงใจให้อีกฝ่ายนำบางสิ่งที่ต้องการมาให้” ซึ่งไม่ใช่การชิงอะไรจากคนที่แลกเปลี่ยนด้วย แต่เป็นการชิงจากฝ่ายที่สูญเสียสิ่งที่ถูกนำมาแลกเปลี่ยนแทน
ในการแข่งขันหรือการทำธุรกิจ บางคนใช้วิธีซื้อตัวคนของคู่แข่ง ซึ่งเป็นคนที่มีความสามารถเฉพาะตัว และหาคนทดแทนได้ยาก เช่น วิศวกรที่เชี่ยวชาญเทคโนโลยีเฉพาะทาง หรือช่างฝีมือที่มีทักษะเฉพาะ หรือนักออกแบบที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว หรือนักกีฬาเก่ง ๆ ของทีมคู่แข่ง หรือนักวิจัยเฉพาะทาง หรือผู้บริหารที่มีความสามารถสูง ฯลฯ โดยเสนอเงินเดือนที่สูงกว่า หรือตำแหน่งที่ดีกว่า หรือเสนอเงินก้อนโต ฯลฯ เพื่อให้มาอยู่กับตัวเอง(ใช้ความโลภ → สร้างพันธะ → แปรสภาพ → (ช่วงชิง + ใช้จุดแข็ง))⦅~👎🖐️⦆
ในการสงคราม บางคนอาจจะซื้อตัวคนสำคัญของฝ่ายตรงข้ามให้มาเป็นพวก เช่น แม่ทัพที่มีฝีมือ หรือนักรบที่เก่งกาจ หรือที่ปรึกษาคนสำคัญ หรือขุนนางที่มีอำนาจ หรือเจ้าหน้าที่ดูแลคลังเสบียง หรือผู้ที่ทำหน้าที่เปิดปิดประตูเมือง หรือครอบครัวของผู้มีอำนาจ หรือช่างทำอาวุธที่มีฝีมือ ฯลฯ โดยอาจจะเอาทรัพย์สินเงินทอง หรือสาวงาม หรือตำแหน่ง ฯลฯ มาแลกเปลี่ยน(ใช้ความโลภ → สร้างพันธะ → แปรสภาพ → ช่วงชิง)⦅👎👎👎⦆
ซึ่งอาจจะศึกษามาก่อนว่า คนที่ต้องการจะซื้อตัวนั้นชื่นชอบอะไร หรือมีปมกับเรื่องไหน เช่น รู้ว่าเขาเป็นคนละโมบโลภมาก เห็นแก่ทรัพย์สินเงินทอง ก็อาจจะเอาแก้วแหวนเงินทอง หรือเครื่องประดับราคาแพง หรือที่ดินมาแลก . หรือรู้ว่าเขาเป็นคนหมกมุ่นในกาม ก็อาจจะเอาสาวงามมาล่อ . หรือรู้ว่าเขาเป็นคนทะเยอทะยาน มักใหญ่ใฝ่สูง ชอบคำเยินยอ ก็อาจจะเสนอตำแหน่งที่มีหน้ามีตาให้เขา . หรือรู้ว่าเขาสร้างผลงานมาตั้งมากมาย แต่ผู้มีอำนาจฝั่งนั้นกลับไม่เห็นค่า หรือกลัวเขาเด่นเกินจึงไม่ให้อำนาจ ก็อาจจะเสนอตำแหน่งที่ใหญ่กว่าให้เขา ฯลฯ(ล่วงรู้ → สร้างความโลภ → สร้างพันธะ → แปรสภาพ → ช่วงชิง)⦅👎👎👎⦆
ในทางการเมือง บางเรื่องจำเป็นต้องใช้เสียงโหวตของ ส.ส. ให้ถึงเกณฑ์ จึงจะผ่านมติหรือสามารถดำเนินการได้ เช่น การออกกฎหมาย หรือแก้ไขกฎหมาย หรืออนุมัติงบประมาณ หรือเห็นชอบเรื่องสำคัญบางประเภท ฯลฯ . บางพรรคการเมืองเลยใช้เงินซื้อ ส.ส. ของพรรคอื่น ให้โหวตตามที่ตนเองต้องการ หรือย้ายข้างมาอยู่ฝ่ายตัวเองเลย(ใช้ความโลภ → สร้างพันธะ → แปรสภาพ → ช่วงชิง)⦅👎👎👎⦆
(3. การ "ใช้สถานการณ์บีบบังคับ")
การใช้สถานการณ์บีบบังคับ เป็นการ “ใช้หรือสร้างสถานการณ์บางอย่างมาบังคับหรือกดดัน เพื่อให้อีกฝ่ายเอาบางอย่างมาให้“ . มีทั้ง (1) แบบที่บังคับโดยตรง คือเข้าไปบังคับอีกฝ่ายตรง ๆ เลย และ (2) แบบที่บังคับทางอ้อม คือใช้อุบายทำให้อีกฝ่ายตกอยู่ในสถานการณ์ที่จำยอม โดยที่อีกฝ่ายอาจไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ามีใครอยู่เบื้องหลัง