กลศึกที่ 39: การช่วงชิง
กลศึกประเภท “การช่วงชิง” เป็นกลอุบายที่เกี่ยวกับ “การเอาในสิ่งที่เป็นของผู้อื่น หรือสิ่งที่ผู้อื่นควรจะได้ มาเป็นของตนเอง”
- ชิงมาด้วยตัวเอง
- ทำให้อีกฝ่ายเอามาให้เอง
- ปรับสัดส่วน
- ไม่ให้ในสิ่งที่อีกฝ่ายควรจะได้
("เปรียบเทียบ" ทั้ง 4 วิธี)
(1) การ “ชิงมาด้วยตัวเอง” เป็นการ “เข้าไปชิงบางอย่างจากผู้อื่นมาด้วยตัวเอง” เช่น ปล้นบ้าน หรือบุกเข้าไปยึดแหล่งน้ำมัน หรือยึดอำนาจ หรือแย่งแฟน ฯลฯ . แบ่งเป็น 3 วิธีย่อย ได้แก่ การชิงมาตรง ๆ การใช้ความพลั้งเผลอ และการใช้ความแนบเนียน
(2) การ “ทำให้อีกฝ่ายเอามาให้เอง” เป็นการ “ใช้วิธีบางอย่างทำให้อีกฝ่ายเอาบางอย่างมาให้ แทนที่จะเข้าไปชิงด้วยตนเอง” เช่น เอาบางอย่างมาข่มขู่ หรือหลอกให้โอนเงินมาให้ หรือมอมให้เมาแล้วขอเงิน ฯลฯ . แบ่งเป็น 4 วิธีย่อย ได้แก่ การบีบบังคับ การทำให้เข้าใจคลาดเคลื่อน การใช้จิตวิทยา และการใช้แรงจูงใจ
(3) การ “ปรับสัดส่วน” เป็นการ “ไม่ได้ไปเอาอะไรมา และก็ไม่ได้ให้อีกฝ่ายเอาอะไรมาให้ แต่เพิ่มสัดส่วนบางอย่างซึ่งไปกระทบกับอีกฝ่าย จนอีกฝ่ายค่อย ๆ สูญเสียบางอย่างไปเอง” เป็นลักษณะของการ “เจือจาง” หรือ “แทนที่” เช่น สามีที่เป็นเศรษฐีมีภรรยาหลายคน ภรรยาบางคนเลยมีลูกเยอะ ๆ เพื่อให้ครอบครัวตัวเองมีตัวหารมรดกเยอะ ๆ หรือรัฐบาลที่พิมพ์เงินแล้วอัดฉีดเข้าสู่ระบบให้กับคนบางกลุ่ม ทำให้เงินของคนส่วนใหญ่มีมูลค่าลดลง ฯลฯ
(4) การ “ไม่ให้ในสิ่งที่ควรจะให้” เป็นการ “ไม่ให้บางอย่างกับอีกฝ่าย ในสิ่งที่เขาควรได้รับจากเรา” บางบริบทก็เรียกว่าการ “เบี้ยว” เช่น ไม่จ่ายหนี้ หรือหนีภาษี หรือไม่ทำตามที่รับปากไว้ หรือใช้ส่วนผสมคุณภาพต่ำกว่าที่โฆษณาไว้ ฯลฯ
(จัดอยู่ได้ “หลายวิธี”)
จริง ๆ แล้ว ในหลายกรณีก็สามารถจัดอยู่ได้หลายวิธี ขึ้นอยู่กับมุมมองในการอธิบาย เช่น การดักปล้นระหว่างทาง(ดักเส้นทาง → ใช้กำลัง → ช่วงชิง)⦅👎👎👎⦆. จะมองว่าเป็นการชิงมาด้วยตัวเอง โดยการแย่งมาตรง ๆ ก็ได้ เพราะตัวเองเป็นคนดักปล้นด้วยตัวเองเอง . และถ้าไม่ได้ใช้กำลังเข้าไปแย่งมากับมือ แต่ใช้อาวุธจี้ให้อีกฝ่ายส่งของมีค่ามาให้ จะมองว่าเป็นการทำให้อีกฝ่ายเอามาให้เอง โดยการบีบบังคับก็ได้เช่นกัน
การโฆษณาเกินจริง(บิดเบือน → ช่วงชิง)⦅~👎⦆. จะมองว่าเป็นการทำให้อีกฝ่ายเอามาให้เอง โดยการทำให้เข้าใจคลาดเคลื่อนก็ได้ เพราะลูกค้าเป็นคนจ่ายเงินมาให้เอง . หรือมองว่าเป็นการไม่ให้ในสิ่งที่ควรจะให้ก็ได้เช่นกัน เพราะไม่ทำตามที่โฆษณาไว้
บางคนก็ใช้ความผูกพัน หรือความไว้ใจ ในการขโมยบางอย่าง เช่น แม่บ้านที่อยู่ด้วยกันมานาน อาจจะแอบหยิบทรัพย์สินในบ้านของเจ้าของบ้านไปขาย หรือบางคนก็อาจจะโดนเพื่อนที่ไว้ใจกัน แอบแย่งแฟนไปลับหลัง ฯลฯ(ใช้ความไว้ใจ → ช่วงชิง)⦅👎👎👎⦆
ซึ่งตัวอย่างข้างต้น จัดเป็นทั้งการช่วงชิงโดยการเอามาด้วยตัวเอง โดยการใช้ความพลั้งเผลอ และจัดเป็นการช่วงชิงโดยการทำให้อีกฝ่ายเอามาให้เอง (ยอมให้ดูแลบ้านและทรัพย์สินต่าง ๆ หรือยอมแนะนำแฟนให้รู้จัก) โดยการใช้จิตวิทยา (ความไว้ใจ) ด้วย
(การชิงสิ่งที่ “เป็นของเขาอยู่แล้ว” vs “เขาควรจะได้”)
- เป็นของเขาอยู่แล้ว
- เขาควรจะได้
การชิงสิ่งที่เป็นของเขาอยู่แล้ว เช่น ทรัพย์สมบัติ เครื่องสวมใส่ สิ่งของ อาหาร สถานที่ อาณาเขต แฟน ฯลฯ⦅~👎🖐️⦆. ในแง่ของวิธีการ จะถือเป็นการช่วงชิง “ทางตรง”
การชิงสิ่งที่เขาควรจะได้ เช่น ไปแซงคิวเขา ก็อาจเป็นการชิงเวลาหรือโอกาสของเขา . หรือดูหนัง หรืออ่านนิยายหรือการ์ตูน หรือเล่นเกม หรือใช้ซอฟต์แวร์เถื่อน ก็อาจเป็นการชิงรายได้ที่เจ้าของผลงานควรจะได้รับ . หรือคัดลอกซอฟต์แวร์ หรือเกม หรือนิยาย หรือการ์ตูน ฯลฯ ไปขายหรือใช้หารายได้ โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็อาจเป็นการชิงรายได้ที่เขาควรจะได้รับจากลูกค้าคนอื่น . หรือเพิ่มปริมาณเงินหรือสินทรัพย์บางอย่าง ก็อาจทำให้มูลค่าของเงินหรือสินทรัพย์นั้นที่คนอื่นถือครองอยู่ลดลง . หรือนำเสนองานที่คนอื่นมีส่วนร่วมอย่างมาก โดยจงใจไม่ให้เครดิตเขา ก็อาจเป็นการชิงโอกาสหรือประโยชน์ที่เขาควรจะได้ . หรือโรงงานที่ปล่อยควันพิษ โดยไม่จัดการหรือชดเชยผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเหมาะสม ก็อาจเป็นการชิงอากาศบริสุทธิ์ที่คนอื่นควรจะได้⦅~👎🖐️⦆. ในแง่ของวิธีการ จะถือเป็นการช่วงชิง “ทางอ้อม”
(การช่วงชิง “ทางตรง” vs “ทางอ้อม”)
การช่วงชิง “ทางตรง” เป็นการ “เอาบางอย่างมาจากเป้าหมายโดยตรง” . ส่วนการช่วงชิง “ทางอ้อม” เป็นการ “ไม่ได้เอาบางอย่างมาจากเป้าหมายโดยตรง แต่เป็นการทำให้ตัวเองได้ประโยชน์จากการที่เป้าหมายสูญเสียบางอย่างไป”
ถ้ามีคนแย่งของจากมือของคนอื่นมาเลย(ใช้กำลัง → ช่วงชิง)⦅👎👎👎⦆ถือเป็นการช่วงชิง “ทางตรง” เพราะแย่งมาตรง ๆ เลย
แต่ถ้าเขาเอาตัวเข้าไปแซงคิวแจกของ หรือคิวซื้อของที่มีจำนวนจำกัด ทำให้มีบางคนที่ถูกเขาแซงอดได้ของ(ดักต้นทาง → ช่วงชิง)⦅👎👎👎⦆ถือเป็นการช่วงชิง “ทางอ้อม” เพราะไม่ได้ไปแย่งอะไรจากคนอื่นโดยตรง แต่ทำให้คนอื่นอดได้ของเพราะเขาไปแซงคิวตัดหน้า
บางคนบอกว่าจะซื้อของ แต่พอส่งของไปให้ กลับหนีหายไป ไม่โอนเงินมาให้ . หรือบอกว่าจะขายของ แต่พอโอนเงินไปให้ กลับหนีหายไป ไม่ส่งของมาให้(บิดเบือน → ช่วงชิง ⇒ ซ่อนเร้น)⦅👎👎👎⦆ถือเป็นการช่วงชิง “ทางตรง”
แต่ถ้าเขาหลอกว่าสินค้าแบบนี้ขายไม่ออก มีเหลือเต็มไปหมด เพื่อให้อีกฝ่ายขายให้เขาถูกกว่าที่ควรจะเป็น . หรือหลอกว่าสินค้าแบบนี้มีแต่คนต้องการ ผลิตออกมาไม่ทัน เพื่อให้อีกฝ่ายซื้อจากเขาแพงกว่าที่ควรจะเป็น(บิดเบือน → ช่วงชิง)⦅~👎⦆ถือเป็นการช่วงชิง “ทางอ้อม” เพราะไม่ได้ขโมยอะไรมาจากอีกฝ่ายมาตรง ๆ
ในระบบเศรษฐกิจดิจิทัลบางอย่าง แฮ็กเกอร์ที่มีความสามารถในการเจาะเข้าไปยังบัญชีของใครบางคน แล้วโอนเงินของเขามาให้ตัวเอง(ใช้จุดแข็ง → ช่วงชิง)⦅👎👎👎⦆ถือเป็นการช่วงชิง “ทางตรง”
แต่ถ้าเขาใช้ความสามารถนั้นในการสร้างเงินใหม่ให้ตัวเองในระบบเป็นจำนวนมาก จนทำให้เงินของคนอื่นที่อยู่ในระบบนั้นมีมูลค่าลดลง(ใช้จุดแข็ง → ช่วงชิง)⦅👎👎👎⦆ถือเป็นการช่วงชิง “ทางอ้อม” เพราะไม่ได้ขโมยเงินจากคนอื่นในระบบโดยตรง แต่ทำให้เงินของพวกเขามีมูลค่าลดลงแทน
| ตัวอย่าง | วิธีการ | ทาง... |
|---|---|---|
| ใช้กำลังแย่งของมาจากมือ | ชิงมาด้วยตัวเอง > แย่งมาตรง ๆ | ตรง |
| เข้าไปแทรกคิวแจกของที่มีจำนวนจำกัด | ชิงมาด้วยตัวเอง > แย่งมาตรง ๆ | อ้อม |
| ขโมยของตอนไม่มีใครอยู่ หรือไม่มีใครมอง | ชิงมาด้วยตัวเอง > ใช้ความพลั้งเผลอ | ตรง |
| แอบใช้ไฟหรือน้ำของบ้านข้าง ๆ | ชิงมาด้วยตัวเอง > ใช้ความแนบเนียน | ตรง |
| ใช้อาวุธจี้ให้อีกฝ่ายส่งของมีค่ามาให้ | ทำให้อีกฝ่ายเอามาให้เอง > บีบบังคับ | ตรง |
| แก็งคอลเซ็นเตอร์ โทรไปหลอกคนอื่นให้โอนเงินมาให้ | ทำให้อีกฝ่ายเอามาให้เอง > ทำให้เข้าใจคลาดเคลื่อน | ตรง |
| มอมเหล้าให้เมา แล้วขอเงิน | ทำให้อีกฝ่ายเอามาให้เอง > ใช้จิตวิทยา | ตรง |
| ซื้อตัว ส.ส. พรรคการเมืองอื่น | ทำให้อีกฝ่ายเอามาให้เอง > ใช้แรงจูงใจ | อ้อม |
| สามีที่เป็นมหาเศรษฐีมีภรรยาหลายคน ภรรยาบางคนเลยมีลูกเยอะ ๆ เพื่อให้ครอบครัวตัวเองมีตัวหารมรดกเยอะ ๆ | ปรับสัดส่วน | อ้อม |
| เบี้ยวหนี้ | ไม่ให้ในสิ่งที่ควรจะให้ | ตรง |
(1. ช่วงชิงโดยการ "ชิงมาด้วยตัวเอง")
การช่วงชิงโดยการชิงมาด้วยตัวเอง เป็นการ “เข้าไปชิงบางอย่างจากผู้อื่นมาด้วยตัวเอง” . บางครั้งก็เรียกว่าการ “ขโมย”
- แย่งมาตรง ๆ
- ใช้ความพลั้งเผลอ
- ใช้ความแนบเนียน
("เปรียบเทียบ" ทั้ง 3 วิธี)
สิ่งที่แตกต่างระหว่างการช่วงชิงทั้ง 3 วิธีนี้ คือ ถ้าเป็นการ “แย่งมาตรง ๆ” เป้าหมายจะ “รู้ทันที” . แต่ถ้าเป็นการ “ใช้ความพลั้งเผลอ” เป้าหมายจะ “รู้ภายหลัง” . และถ้าเป็นการ “ใช้ความแนบเนียน” เป้าหมาย “อาจไม่รู้เลย” ก็ได้
ถ้ามีกลุ่มโจรถืออาวุธบุกเข้าปล้นบ้านหลังหนึ่งตรง ๆ “ส่งของมีค่ามา !”(ใช้กำลัง → ช่วงชิง)ถือเป็นการ “แย่งมาตรง ๆ” เพราะเจ้าของบ้านจะ “รู้ทันที” ที่ถูกปล้น . แต่ถ้าพวกเขาแอบลอบเข้าไปตอนที่ไม่มีใครอยู่บ้าน(ใช้จังหวะ → ซ่อนเร้น → ช่วงชิง)ถือเป็นการ “ใช้ความพลั้งเผลอ” เพราะเมื่อเจ้าของบ้านกลับมาถึงบ้าน เขาก็จะ “รู้ภายหลัง” ว่าถูกปล้นอยู่ดี . แต่ถ้ามีเพื่อนบ้านแอบต่อท่อน้ำหรือเสียบสายไฟ เพื่อใช้น้ำหรือไฟฟรีจากบ้านข้าง ๆ(ช่วงชิง + ซ่อนเร้น)ถือเป็นการ “ใช้ความแนบเนียน” เพราะต่อให้เจ้าของบ้านอยู่บ้านเป็นประจำก็ “อาจไม่รู้เลย” ว่ามีคนแอบใช้น้ำหรือไฟของตน⦅👎👎👎⦆
(1. การ "แย่งมาตรง ๆ")
การแย่งมาตรง ๆ เป็นการ ”เข้าไปชิงบางอย่างจากผู้อื่นแบบต่อหน้าต่อตา“ ทำให้เป้าหมาย “รู้ทันที” ที่ถูกแย่งชิง ซึ่งถือเป็นวิธีช่วงชิงที่ตรงไปตรงมาที่สุด เช่น เด็กตัวใหญ่ที่แย่งของเพื่อนตัวเล็ก หรือสัตว์ป่าที่แย่งอาหารมาจากสัตว์ตัวอื่นที่มีกำลังน้อยกว่า หรือโจรที่ถืออาวุธปล้นร้านทองซึ่ง ๆ หน้า หรือเมืองที่นำทัพมาบุกเข้ายึดดินแดนจากอีกเมือง ฯลฯ(ใช้กำลัง → ช่วงชิง)⦅~👎⦆
โจรบางคนก็ใช้ความเร็วของตัวเอง ชิงทรัพย์และวิ่งหนีไปต่อหน้า เช่น ฉกสร้อยทอง หรือฉกกระเป๋าถือ ฯลฯ ไปแบบต่อหน้าต่อตา(ทำอย่างฉับพลัน → ช่วงชิง)⦅👎👎👎⦆. หรือทำร้ายร่างกายให้คนอื่นบาดเจ็บแล้วชิงมา(โจมตี → ช่วงชิง)⦅👎👎👎⦆. หรือใช้การดักปล้นระหว่างทาง เช่น ปล้นคนที่เดินมาคนเดียว หรือดักปล้นรถที่ขับมาคันเดียว ฯลฯ(ดักเส้นทาง → ใช้กำลัง → ช่วงชิง)⦅👎👎👎⦆. หรือวางกับดักไว้ เช่น วางลวดหนามทำลายล้อรถ หรือเอาลวดไปขึงให้อีกฝ่ายล้ม ฯลฯ(ดักเส้นทาง → วางกับดก → ช่วงชิง)⦅👎👎👎⦆
ในการสงคราม บางครั้งพอฆ่าอีกฝ่ายได้ ก็จะชิงบางอย่างมาจากศพของอีกฝ่าย เช่น ดาบหรือปืน หรือชุดเกาะ หรือม้าศึกหรือรถถัง หรือเครื่องบินรบ หรือเงินทอง ฯลฯ(โจมตี → ช่วงชิง)⦅👎👎👎⦆. หรือบางครั้งก็ใช้วิธีหลอกว่าจะโจมตี อีกฝ่ายจะได้รีบหนีโดยทิ้งข้าวของไว้ เพื่อให้หนีได้ไวขึ้น เช่น ถอดชุดเกาะหนัก ๆ ทิ้งไว้ หรือกำลังหุงข้าวและทำอาหารอยู่ ก็รีบทิ้งอุปกรณ์ต่าง ๆ และอาหารไว้ ฯลฯ เพื่อเอาชีวิตรอดไปก่อน แล้วก็ขโมยมาใช้เอง หรือกินเอง(โจมตี → หลอกล่อ → ช่วงชิง)⦅👎👎👎⦆
ในการบุกเข้ายึดดินแดนของคนอื่น ก็มักจะอ้างความชอบธรรมบางอย่าง เช่น “พวกเราเคยอยู่มาก่อน” หรือ “พวกเราเคยอยู่มานานแล้ว” หรือ “ตรงนี้เป็นพื้นที่ของเรา”(ใช้ความชอบธรรม → ใช้กำลัง → ช่วงชิง)หรืออาศัยความเชื่อบางอย่าง เช่น “เป็นดินแดนที่พระเจ้าประธานให้พวกเรา”(ใช้ความเชื่อ → สร้างความชอบธรรม → ใช้กำลัง → ช่วงชิง)ฯลฯ⦅👎👎👎⦆
หรือถ้ากำลังมีไม่พอ หรืออยากลดการสูญเสียให้มากที่สุด ก็อาจจะยุให้สู้กันเอง แตกแยกภายในก่อน(ทำลายความสัมพันธ์ → บั่นทอน ⇒ ใช้กำลัง → ช่วงชิง)หรือหลอกใช้เมืองอื่นให้สู้กันไปก่อน แล้วค่อยไปตลบหลังอีกที ตอนที่คนอื่นเขาเสียหายกันเยอะแล้ว ส่วนตัวเองยังเต็มร้อยอยู่(บิดเบือน → ช่วงใช้ → บั่นทอน ⇒ ใช้กำลัง → ช่วงชิง)ฯลฯ⦅👎👎👎⦆
หรือบางครั้งก็ไม่ได้ต้องการดินแดน แต่บุกเข้าไปยึดบางอย่างจากเมืองอื่นหรือประเทศอื่น เช่น แหล่งแหล่งน้ำมัน หรือแหล่งแร่สำคัญ หรือเสบียงอาหาร หรือคลังอาวุธ หรือพื้นที่ที่มีเทคโนโลยีสำคัญ ฯลฯ(ใช้กำลัง → ช่วงชิง)⦅👎👎👎⦆
ทหารที่บุกเข้ายึดอำนาจการปกครอง ก็มักจะอ้างความชอบธรรมบางอย่างเช่นกัน เช่น อีกฝ่ายทุจริต หรือไร้ความสามารถ หรือไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ที่กำลังเผชิญไว้ได้ ฯลฯ เลยจำเป็นต้องยึดอำนาจมาจัดการเอง(ใช้ความชอบธรรม → ใช้กำลัง → ช่วงชิง). หรืออาจจะสร้างความวุ่นวายขึ้นมาเอง จะได้มีข้ออ้างในการยึดอำนาจอีกทีหนึ่ง(วางกับดัก → สร้างความชอบธรรม → ใช้กำลัง → ช่วงชิง)⦅👎👎👎🖐️⦆
หรือบางครั้งก็เป็นการชิงผลงาน เช่น ข้าราชการหรือรัฐบาลเอาผลงานของอาสาสมัครไปแอบอ้างว่าตัวเองเป็นคนทำ(ใช้อำนาจ → ช่วงชิง)หรือจงใจประกาศหาอาสาสมัคร เพื่อให้เขาทำผลงานให้ตัวเอง(วางกับดัก → ช่วงใช้ ⇒ ช่วงชิง)หรือบริษัทที่เอาผลงานของคนอื่นมาใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตก่อน(ช่วงชิง)ฯลฯ⦅👎👎👎⦆
(2. การ "ใช้ความพลั้งเผลอ")
เวลาเด็กเล็กหยิบของที่เราไม่อยากให้เล่น เช่น หยิบกล่องทิชชู่มาดึงเล่น ถ้าเราใช้วิธีที่แล้ว (แย่งมาตรง ๆ) คือไปดึงกล่องทิชชู่ออกจากมือเด็กเลย เด็กก็อาจจะร้องไห้งอแง เราเลยอาจจะใช้วิธีเอาของเล่นชิ้นอื่นมายื่นให้ พอเด็กสนใจแล้วหยิบมาเล่น ก็จะปล่อยมือจากทิชชู่ แล้วเราก็รีบเก็บทิชชูให้พ้นมือเลย(หลอกล่อ ⇒ ทำอย่างฉับพลัน → ช่วงชิง)⦅👍⦆
การใช้ความพลั้งเผลอ เป็นการ ”เข้าไปชิงบางอย่างจากผู้อื่นตอนที่เป้าหมายพลั้งเผลอ หรือไม่ทันระวัง“ ทำให้เป้าหมายค่อยมา “รู้ภายหลัง” ว่าถูกแย่งชิง
และแบ่งกว้าง ๆ เป็น 3 รูปแบบ ได้แก่ แบบที่ ”เผลอแป๊บเดียว” เช่น เผลอหันไปมองทางอื่น หรือกำลังคุยกับคนอื่นอยู่ หรือเผลอหลับไป หรือเมา ฯลฯ . แบบที่ “ไม่ถูกจับตา” เช่น ไม่มีใครอยู่บ้าน หรือวางของไว้แล้วไม่มีคนเฝ้า ฯลฯ . แบบที่เป็น “จุดบอด” เช่น มุมอับของสายตา หรือจุดอับของกล้องวงจรปิด หรือมืดจนไม่มีใครมองเห็น ฯลฯ
ในการขโมยของจากร้านค้า โจรที่ขโมยของตอนพนักงานเผลอไปมองทางอื่น หรือหันไปคุยกัน(ใช้จังหวะ → ช่วงชิง)ถือเป็นแบบ “เผลอแป๊บเดียว” . โจรที่ขโมยของตอนที่ไม่มีใครอยู่ที่ร้านพอดี หรือขโมยของที่วางไว้หน้าร้านโดยไม่มีใครเฝ้า เพราะทางร้านอาจคิดว่าวางไว้แป๊บเดียวก็มีคนมาเอาแล้ว หรือยังไม่ได้เคลียร์พื้นที่ข้างใน เลยวางไว้ก่อน เช่น ของที่รอส่งให้ลูกค้า หรือของที่พึ่งมาส่ง หรือลูกค้าฝากของไว้ ฯลฯ และไม่มีกล้องวงจรปิดตรงนั้นพอดี(ใช้จังหวะ → ช่วงชิง)ถือเป็นแบบ “ไม่ถูกจับตา” . โจรที่แอบหยิบของในมุมอับของกล้องวงจรปิด หรือจากชั้นวางของที่ถูกสินค้าอื่นบัง แล้วรีบซ่อนในเสื้อผ้าหรือกระเป๋าที่เตรียมมา(ใช้ช่องโหว่ → ช่วงชิง ⇒ ซ่อนเร้น)ถือเป็นแบบ “จุดบอด”⦅👎👎👎⦆
โจรที่แอบล้วงกระเป๋ากางเกง หรือหยิบของจากกระเป๋าของคนอื่นจากมุมอับ(ใช้ช่องโหว่ → ช่วงชิง)ถือเป็นแบบ “จุดบอด” และถ้าเขาอาศัยจังหวะที่เป้าหมายเผลอหันไปมองทางอื่นด้วย(ใช้จังหวะ ⇒ ใช้ช่องโหว่ → ช่วงชิง)ก็ถือเป็นทั้งแบบ “จุดบอด” และแบบ “เผลอแป๊บเดียว” ด้วย . หรือโจรบางกลุ่มก็ทำงานเป็นทีม โดยให้ฝ่ายหนึ่งเบี่ยงเบนความสนใจ เช่น ทำเสียงดัง หรือทำของตก หรือทำเป็นทะเลาะกัน หรือไปถามทางเขา ฯลฯ ส่วนอีกคนก็ลอบเข้าไปล้วงกระเป๋าในมุมอับ(หลอกล่อ → สร้างจังหวะ ⇒ ใช้ช่องโหว่ → ช่วงชิง)⦅👎👎👎⦆
ส่วนโจรที่ไม่ได้แอบเข้าไปหยิบมาตรง ๆ จากเจ้าตัว แต่เป็นของที่เจ้าของวางไว้ เช่น วางบนโต๊ะหรือเก้าอี้ หรือวางไว้ที่พื้น ฯลฯ แล้วเจ้าตัวไม่อยู่ เช่น ไปเข้าห้อง หรือไปทำธุระ ฯลฯ . หรือคนที่พอไม่มีใครเห็น ก็แอบงัดกล่องบริจาคเพื่อขโมยเงิน หรือยกไปทั้งกล่องเลย(ใช้จังหวะ → ช่วงชิง). ถือเป็นแบบ “ไม่ถูกจับตา”⦅👎👎👎⦆
บางคนอาจจะแอบไปดักขโมยของตั้งแต่ต้นทาง เช่น ไปดักหน้าสายพานลำเลียงสิ่งของ เพื่อหยิบของก่อนที่จะถูกลำเลียงไปถึงคนรับตัวจริง หรือรีบไปดักที่จุดรับของ ก่อนที่คนรับตัวจริงจะไปถึง ฯลฯ(ดักต้นทาง → ช่วงชิง)⦅👎👎👎⦆
บางคนอาจจะอาศัยแหล่งคนแออัด เบียดเสียด หรือพลุกพล่าน หรือชุลมุน วุ่นวาย เช่น ในงานคอนเสิร์ต หรือผับบาร์ หรืองานเทศกาล หรือที่ที่มีการจัดกิจกรรมบางอย่าง หรือที่ที่มีคนมาชุมนุมทางการเมือง ฯลฯ ในการขโมยของของคนอื่น หรือลักพาตัวคน(ใช้ความวุ่นวาย → หาช่องโหว่ → ช่วงชิง)⦅👎👎👎⦆
บางคนอาจจะขโมยของจากคนที่ไม่มีสติ เช่น ย่องเข้าไปหยิบของตอนที่คนอื่นกำลังหลับ หรือแอบล้วงกระเป๋าของคนเมาในผับ หรือขโมยของของคนที่กำลังป่วยอยู่ หรือเห็นคนกำลังหมดสติ แทนที่จะช่วยกลับไปขโมยของของเขาแทน ฯลฯ(ใช้จังหวะ → ช่วงชิง). หรือบางคนอาจจะเป็นคนทำให้เป็นแบบนี้เอง เช่น วางยาให้คนอื่นหลับ จะได้ขโมยของของเขา หรือมอมเหล้าคนอื่น เพื่อขโมยสร้อยหรือนาฬิกาที่เขาสวมใส่ ฯลฯ(วางกับดัก → สร้างจังหวะ → ช่วงชิง)⦅👎👎👎⦆
คนที่ไม่มีอันจะกินจริง ๆ อาจจะแอบสอยผลไม้จากสวนของคนอื่นมากิน หรือแอบเด็ดผักมาประกอบอาหาร หรือแมวจรจัดก็อาจจะรอตอนที่มนุษย์เผลอแล้วแอบคาบอะไรไปกิน(ใช้จังหวะ → ช่วงชิง)⦅👎🖐️❓⦆
ในนิยายหรือหนังบางเรื่อง ก็จะมีฉากที่มีตัวละครบางตัวแอบลอบเร้นเข้าไปขโมยอะไรบางอย่าง เช่น โจรแอบเข้าไปขโมยภาพในพิพิธภัณฑ์หรือบ้านเศรษฐี . หรือเจ้าหน้าที่ที่แอบลอบเข้าไปในฐานของผู้ร้าย เพื่อชิงตัวประกัน . หรือตัวเอกที่ต้องการหาหลักฐานมาเอาผิดคนร้าย เพื่อทวงความยุติธรรมให้ตัวเองหรือคนในครอบครัว ก็เลยแอบลอบเข้าไปหาหลักฐานสำคัญในบ้านของคนร้าย ฯลฯ(ซ่อนเร้น → ช่วงชิง)
โจรที่ปล้นบ้านหรือสถานที่บางอย่าง ก็อาจจะเข้าไปขโมยของตอนที่ไม่มีใครอยู่(ใช้จังหวะ → ช่วงชิง)หรือมีช่องโหว่ในการดูแลความปลอดภัย เช่น ปีนเข้าทางหน้าต่างที่ไม่มีใครเห็น หรืออ้อมไปใช้เส้นทางที่คนมองมาไม่เห็น ฯลฯ(ใช้ช่องโหว่ → ช่วงชิง). หรือโจรบางคนอาจถึงขนาดใช้เวลาหลายวัน ค่อย ๆ สังเกตการณ์ เก็บข้อมูล วางแผน คำนวณทุกอย่างเป็นอย่างดี แล้วจึงหาโอกาสที่เหมาะสมในการลงมือ(เก็บร่องรอย → ล่วงรู้ → (หาจังหวะ + หาช่องโหว่) → ช่วงชิง)⦅👎👎👎⦆
ถ้ามีน้ำท่วมหมู่บ้านแห่งหนึ่งกะทันหัน ชาวบ้านจึงรีบอพยพออกจากหมู่บ้านกันหมด โดยไม่ทันได้เก็บข้าวของให้ดี โจรบางคนก็อาจจะถือโอกาสที่ไม่มีใครอยู่ เข้าไปปล้นหมู่บ้านแห่งนี้(ใช้จังหวะ → ช่วงชิง). หรือโจรบางคนอาจจะแฝงตัวอยู่ในจิตอาสาที่เข้าไปช่วยเหลือบ้านที่ถูกน้ำท่วม((ใช้จังหวะ + บิดเบือน) → ช่วงชิง). หรือเหตุการณ์แบบอื่น เช่น ไฟไหม้ หรือแผ่นดินไหว หรือเหตุจลาจล หรือความวุ่นวายต่าง ๆ ฯลฯ ก็อาจมีแบบนี้ได้เช่นกัน . หรือบางครั้งก็อาจจะเป็นโจรเองนี่แหละ ที่เป็นคนทำให้เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นมา(วางกับดัก → สร้างจังหวะ → ช่วงชิง)⦅👎👎👎⦆
บางคนก็อาสารวบรวมสิ่งของไปช่วยเหลือคนที่ยากลำบากจากเหตุการณ์วิกฤตบางอย่าง เช่น น้ำดื่มเป็นแพ็ก ๆ หรือนมเป็นลัง ๆ หรือข้าวกล่องเป็นพัน ๆ กล่อง หรือถุงยังชีพ ฯลฯ⦅👍👍👍⦆. ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้ ก็มักจะมีความวุ่นวาย ทำให้ไม่มีคนคอยดูแลทุกอย่างตลอดเวลา เผลอแค่แป๊บเดียว อยู่ ๆ ก็มีใครไม่รู้เอารถเข็นมาขนของพวกนี้ มาดูอีกทีของหายหมดแล้ว . ปรากฏว่ามาพบทีหลังที่ร้านขายของชำ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าคนขโมยเอาไปขายต่อที่ร้าน หรือเป็นทางร้านเองนี่แหละ ที่แอบมาขนไป(ใช้จังหวะ ⇒ ทำอย่างฉับพลัน → ช่วงชิง)⦅👎👎👎⦆
บางคน พอเห็นที่ดินเปล่า หรือบ้านร้างที่ถูกปล่อยทิ้งไว้ โดยเจ้าของไม่ได้เข้ามาดู ก็จะถือโอกาสแอบมาอาศัย หรือใช้ประโยชน์บางอย่าง หรือบางคนก็ถึงขนาดปล่อยเช่าให้คนอื่นต่ออีกที(ใช้ช่องโหว่ → ช่วงชิง). และบางประเทศยังมีกฎหมายครอบครองปรปักษ์ด้วย คือเมื่อครอบครองที่ดินหรืออาคารของผู้อื่นนานพอ เปิดเผย และตรงกับเงื่อนไขอื่น ๆ ที่กฎหมายกำหนด ก็อาจได้รับกรรมสิทธิ์ในที่ดินหรืออาคารหลังนั้นไปเลย((ใช้ช่องโหว่ + ใช้พันธะ) → ช่วงชิง)⦅👎👎👎⦆
นักขายที่ไล่เอาสินค้าจากโรงงานไปขายตามร้านต่าง ๆ ตอนแรกก็เก็บเงินจากค่านายหน้าธรรมดา แต่พอวันหนึ่ง ร้านค้าเกิดสั่งของเยอะ ๆ ก็เลยเกิดความโลภขึ้นมา ฮุบเงินทั้งหมดไว้เอง ไม่ได้จ่ายให้โรงงาน แล้วหายไปเลย . หรือพนักงานแคชเชียร์ที่รับเงินแล้วไม่ลงบัญชี แต่เก็บเข้ากระเป๋าตัวเอง แล้วหนีหายไปก่อนที่จะถึงรอบวันตรวจบัญชี . หรือนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ที่รับเกินก้อนใหญ่จากผู้ซื้อ แล้วหนีไปเลย ไม่ได้โอนให้ผู้ขาย ฯลฯ(เป็นตัวกลาง → ช่วงชิง ⇒ ซ่อนเร้น)⦅👎👎👎⦆
ลูกจ้างร้านขายของบางคน ตอนที่เจ้าของร้านไม่อยู่ แทนที่จะขโมยเป็นสิ่งของ เพราะขนย้ายยาก และหลังจากขโมยไปก็ต้องเอาไปขายต่อ เสียเวลาและอาจถูกจับได้ เลยใช้วิธีแอบเปิดบิลขายเอง แล้วเอาเงินของลูกค้าไปแทน หรืออาจจะขายลดราคาไปเลยก็ได้ เพราะต้องการขายให้ได้มากที่สุด และยังไงก็ไม่ใช่ของของตัวเองอยู่แล้ว แล้วจากนั้นก็หนีหายไปเลย(ใช้จังหวะ → ช่วงชิง). หรือบางคน ตอนแรกก็ไม่ได้ตั้งใจจะทำแบบนี้หรอก แต่มีอยู่วันหนึ่ง เจ้าของร้านไม่อยู่ ตัวเองเปิดบิลแทน แล้วดันขายได้เยอะ ก็เลยเกิดความโลภขึ้นมา⦅👎👎👎⦆
การยึดอำนาจการปกครองตอนที่ผู้มีอำนาจเผลอ ในประวัติศาสตร์ก็มีให้เห็นหลายครั้ง เช่น พระราชาไม่อยู่ในวัง ออกไปทำธุระข้างนอกพร้อมทหารของตน หรือกำลังติดพันกับการรบภายนอก ฯลฯ อีกฝ่ายก็อาจจะฉวยโอกาสนี้ นำกองทัพบุกเข้ายึดอำนาจ((ใช้จังหวะ + ใช้กำลัง) → ช่วงชิง)⦅~👎⦆
(3. การ "ใช้ความแนบเนียน")
การใช้ความแนบเนียน เป็นการ ”เข้าไปชิงบางอย่างจากผู้อื่นโดยที่เป้าหมายไม่ได้สังเกตเห็น“ ทำให้เป้าหมาย “อาจไม่รู้เลย” ก็ได้ว่าถูกแย่งชิง
ในงานที่มีการแจกข้าวกล่องหรือเลี้ยงอาหาร ให้คนที่ถูกเชิญมาหรือผู้ที่เกี่ยวข้อง บางคนก็อาจจะไม่ได้ถูกเชิญมาหรือมีความเกี่ยวข้องอะไรเลย แต่แอบเนียนมากินฟรี(ทำอย่างแนบเนียน → ช่วงชิง)⦅~👎🖐️⦆
บางคนอาจจะแอบดื่มน้ำอัดลมของคนที่บ้านเล็กน้อย ทำให้ไม่มีใครสังเกตเห็น(ซ่อนเร้น → ช่วงชิง)หรือแอบเจือจางน้ำเปล่าลงไปให้เท่าขีดเดิม(ช่วงชิง ⇒ สอดแทรก → ซ่อนเร้น)⦅~👎⦆
บางคนอาจจะแอบเอาของของคนอื่นมาใช้ตอนเขาไม่อยู่ ซึ่งเจ้าของก็ไม่ได้เต็มใจให้ และก็ไม่ได้ขออนุญาตก่อน เช่น แอบนอนบนเตียงแสนนุ่มราคาแพงของพี่ชายตอนเขาไปต่างจังหวัด หรือแอบใช้เครื่องสำอางค์ของพี่สาวตอนเขาไม่อยู่บ้าน หรือใช้อุปกรณ์ของหัวหน้าในวันที่เขาไม่ได้มาทำงาน ฯลฯ(ซ่อนเร้น → ช่วงชิง)⦅~👎⦆
บางคนอาจจะแอบใช้ไฟหรือน้ำหรือไวฟายของบ้านข้าง ๆ⦅~👎⦆หรือแอบเอาไฟบริษัทมาเปิดบอทในเกมออนไลน์ เพื่อปั๊มแรงค์หรือฟาร์มเงินหรือฟาร์มเลเวล หรือแอบใช้น้ำส่วนกลางมาใช้ทำการเกษตร หรือแอบเอาไฟหลวงมาขุดหาสกุลเงินดิจิทอล ฯลฯ(ซ่อนเร้น → ช่วงชิง)⦅👎👎👎⦆
บางคนก็ไม่ได้แย่งแฟนคนอื่นมาตรง ๆ แต่แอบไปคบกันลับหลัง โดยที่เจ้าตัวก็ยังคบกับแฟนของตัวเองอยู่(ซ่อนเร้น + ช่วงชิง)⦅👎👎👎⦆
บางคนอาจจะแอบยักยอกเงินองค์กรมาใช้ โดยที่ตัวเขาก็ยังทำงานในองค์กรนั้นอยู่ ซึ่งมีหลายรูปแบบ เช่น ถ้าเป็นคนถือเงิน และองค์กรมีระบบบัญชีหละหลวม ก็เป็นช่องทางที่ทำให้ทุจริตได้(ใช้ช่องโหว่ → ช่วงชิง). หรือเป็นคนที่มีอำนาจตัดสินใจอนุมัติโครงการต่าง ๆ ก็อาจจะอนุมัติงบประมาณให้กับโครงการที่ตัวเองมีส่วนได้ประโยชน์(ใช้อำนาจ → ช่วงชิง). หรือเป็นช่างเทคนิคที่ต้องใช้ทักษะเฉพาะทางของบริษัทแห่งหนึ่ง อาจจะบอกว่าต้องใช้ของราคาแพงกว่าความเป็นจริง จะได้เบิกแพง ๆ แล้วแอบเอาเงินส่วนต่างเข้าตัวเอง หรือจงใจซื้อของแพงเกินจำเป็นไปมาก เพื่อจะได้เอาของนั้นมาใช้ส่วนตัว(ใช้จุดแข็ง → บิดเบือน → ช่วงชิง)⦅👎👎👎⦆
รัฐบาลอาจจะทุจริต เอาเงินภาษีไปใช้ เช่น ใช้งบประมาณซื้อของจากบริษัทที่ตัวเองหรือพรรคพวกตัวเองได้ผลประโยชน์(ใช้อำนาจ → ช่วงชิง). หรือซื้อของแพงเกินจริง แล้วแอบรับเงินส่วนต่าง หรือให้อีกฝ่ายจ่ายเงินทอนกลับมาให้(ใช้ช่องโหว่ → ช่วงชิง). หรืออ้างเหตุผลด้านความมั่นคงมาซื้ออาวุธราคาแพงเกินความจำเป็น จะได้เอาเงินภาษีไปจ่ายให้บริษัทผลิตอาวุธเยอะ ๆ(สร้างความชอบธรรม → ช่วงชิง)⦅👎👎👎⦆
บริษัทเทคโนโลยีบางแห่ง อาจจะแอบส่งคนแฝงตัวเข้าไปทำงานในบริษัทคู่แข่ง หรือใช้เงินซื้อตัวคนที่ทำงานอยู่ในบริษัทนั้นอยู่แล้ว เพื่อแอบขโมยข้อมูลสำคัญ เช่น ข้อมูลงานวิจัย หรือเทคโนโลยี หรือนวัตกรรม หรือการทดลองต่าง ๆ ฯลฯ โดยที่คนคนนั้นก็ยังคงทำงานอยู่ในบริษัทนั้น(ซ่อนเร้น → ช่วงชิง)⦅👎👎👎⦆
ในนิยายหรือหนังบางเรื่อง ก็จะมีการแอบลอบแฝงตัวเข้าไปอยู่กับฝ่ายตรงข้าม เพื่อแอบขโมยอะไรบางอย่างมาให้ โดยที่คนที่แฝงตัวเข้าไป ก็ยังคงทำงานอยู่กับฝ่ายนั้น เช่น ตำรวจที่ส่งสายลับแฝงตัวเข้าไปทำงานในแก็งค์ค้ายาเสพติด เพื่อแอบส่งแผนการและข้อมูลสำคัญมาให้ . หรือสลับกัน คือคนร้ายแฝงตัวเข้าไปในกลุ่มตำรวจ ฯลฯ(ซ่อนเร้น → ช่วงชิง)
บางประเทศอาจจะแอบส่งสายลับเข้าไปแฝงตัวในรัฐบาลหรือกองทัพของประเทศอื่น เพื่อแอบขโมยข้อมูลสำคัญบางอย่างมาให้(ซ่อนเร้น → ช่วงชิง)⦅~👎⦆
บางบริษัท แทนที่จะไปเอาข้อมูลหรือทรัพย์สินทางปัญญาของคนอื่นมาใช้ตรง ๆ ซึ่งเจ้าของอาจจะไม่ได้อนุญาตให้นำไปใช้ หรือมีค่าใช้จ่าย แล้วไม่อยากเสียเงิน ก็อาจจะให้เอไอไปอ่านข้อมูล แล้วนำมาดัดแปลงเป็นของตัวเองแทน เช่น ต้องการฐานข้อมูลบางอย่างจำนวนมาก เลยให้เอไอไปรวบรวมจากบทความในเว็บไซต์ต่าง ๆ แม้บางเว็บจะไม่ได้อนุญาตก็ตาม จากนั้นก็ให้เอไอเรียบเรียงขึ้นมาใหม่เป็นฐานข้อมูลของตัวเอง . หรือต้องการภาพที่คล้ายกับภาพที่ขายกันตามแพลตฟอร์มต่าง ๆ ก็เลยให้เอไอไปเรียนรู้ภาพเหล่านั้นเยอะ ๆ แล้วสร้างภาพใหม่ที่คล้าย ๆ กันแทน ฯลฯ(ใช้เทคนิคเฉพาะ → ช่วงชิง ⇒ แปรสภาพ)⦅~👎⦆
(2. ช่วงชิงโดยการ "ทำให้อีกฝ่ายเอามาให้เอง")
การช่วงชิงโดยการทำให้อีกฝ่ายเอามาให้เอง เป็นการ “ใช้กลอุบายให้อีกฝ่ายเอาบางอย่างมาให้เอง” แทนที่จะเข้าไปชิงด้วยตนเอง
- บีบบังคับ
- ทำให้เข้าใจคลาดเคลื่อน
- ใช้จิตวิทยา
- ใช้แรงจูงใจ
(1. การ "บีบบังคับ")
การบีบบังคับ เป็นการ “ใช้วิธีการหรือสถานการณ์บางอย่าง มาบังคับหรือกดดัน เพื่อให้อีกฝ่ายเอาบางอย่างมาให้“ . แบ่งเป็น 3 แบบ ได้แก่ การบังคับตรง ๆ บังคับกลาย ๆ และบังคับทางอ้อม
การบังคับตรง ๆ เป็นการ “บอกตรง ๆ ให้อีกฝ่ายรู้เลยว่ากำลังถูกบังคับอะไรอยู่” (บอกเลยว่าให้เอาอะไรมาให้ ไม่งั้นจะทำอะไร)
เด็กบางคนอาจจะไถตังค์เพื่อน หรือบังคับให้เอาของบางอย่างมาให้ โดยถ้าไม่ให้ก็จะทำร้ายร่างกาย หรือกลั่นแกล้ง หรือใช้การกีดกันทางสังคม ฯลฯ(ใช้อำนาจ → สร้างพันธะ → ช่วงชิง)⦅👎👎👎⦆
โจรบางคนอาจจะถือปืนเข้าไปปล้นธนาคารหรือร้านทอง โดยบังคับให้ส่งเงินหรือทองคำมาให้(ใช้กำลัง → สร้างพันธะ → ช่วงชิง). หรือแอบดักในที่กำบัง เช่น พุ่มไม้ หรือในอาคาร หรือหลังเสา ฯลฯ ในซอยเปลี่ยว แล้วพอมีคนเดินมา ก็จะเอาอาวุธจี้ให้ส่งของมีค่ามาให้((ดักเส้นทาง + ซ่อนเร้น) ⇒ ใช้กำลัง → สร้างพันธะ → ช่วงชิง)⦅👎👎👎⦆
แก็งค์ลักพาตัวอาจจะลักพาใครบางคนมาเป็นตัวประกัน เพื่อเรียกค่าไถ่ให้คนที่เกี่ยวข้องกับเขาส่งเงินมาให้(ช่วงชิง → สร้างพันธะ → ช่วงชิง)⦅👎👎👎⦆
บางคนก็มีเรื่องสำคัญที่ไม่อยากให้คนอื่นรู้ เช่น เคยทำผิด หรือเคยทุจริต หรือมีเรื่องน่าอายบางอย่าง ฯลฯ . ซึ่งก็อาจมีคนเอาเรื่องนี้มาข่มขู่ให้อีกฝ่ายเอามาบางอย่างมาให้ ไม่งั้นจะเปิดเผย(สร้างพันธะ → ช่วงชิง). หรือขู่ว่าจะเผยแพร่บางอย่างให้คนอื่นเห็น เช่น คลิปวิดีโอ หรือเสียงที่ถูกอัดไว้ หรือเอกสารสำคัญ ฯลฯ(ใช้ร่องรอย → สร้างพันธะ → ช่วงชิง)⦅👎👎👎⦆. หรือที่ในทางกฎหมายเรียกว่าการ “รีดเอาทรัพย์”
หรือบางคนอาจจะใช้วิธียั่วโมโห ให้คนฝ่ายโกรธ จนควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ ขาดสติ หลุดทำร้ายร่างกายเขา พร้อมทั้งเก็บหลักฐานเอาไว้ เพื่อเอาไว้ข่มขู่ หรือฟ้องเรียกค่าเสียหาย(ทำให้โกรธ → หลอกล่อ → เก็บร่องรอย → ใช้พันธะ → ช่วงชิง)⦅👎👎👎⦆
การบังคับกลาย ๆ เป็นการ “ไม่ได้บอกตรง ๆ แต่กระทำหรือแสดงออกบางอย่าง โดยเป็นที่รู้กันว่าอีกฝ่ายกำลังถูกบังคับหรือกดดันอยู่”
บางคน ถ้าไม่ซื้อบางอย่างให้ หรือไม่เลี้ยงข้าว ก็จะไม่เลือกคนคนนั้นเป็นคู่ หรืองอน หรือบอกเลิกไปเลย แต่ก็ไม่ได้พูดออกมาตรง ๆ(ใช้อารมณ์ → ช่วงชิง)⦅~👎🖐️⦆
สมมติว่า มีนักเรียนคนหนึ่ง เกเรและก่อเรื่องมากมาย จนเกือบโดนไล่ออกจากโรงเรียน ทำให้ผู้ปกครองของเขาถูกเรียกเข้ามาพบที่โรงเรียน ระหว่างการพูดคุย ทางโรงเรียนก็อาจพูดเกี่ยวกับเรื่องที่โรงเรียนยังขาดแคลนสิ่งต่าง ๆ เช่น อุปกรณ์การเรียน หรืออาคารเรียน ฯลฯ หรือพูดประมาณว่าเงินเดือนครูมันน้อย จะให้ดูแลเด็กแบบนี้มันก็เหนื่อยเหลือเกิน หรือยกตัวอย่างเด็กคนอื่นที่เป็นแบบนี้เหมือนกัน และพ่อแม่ของเขาเคยช่วยเหลือโรงเรียนมาก่อน ก็อาจทำให้ผู้ปกครองเข้าใจว่า ทางโรงเรียนต้องการจะสื่อเป็นนัยว่า ถ้าจ่ายเงินมาก็จะช่วยลูกของตัวเองให้ แค่ไม่ได้พูดออกมาตรง ๆ(ใช้อำนาจ → สร้างพันธะ → ช่วงชิง)⦅👎👎👎🖐️⦆
คนที่ทำอาชีพให้ความเห็นบางอย่าง เช่น นักรีวิวสินค้า หรือร้านอาหาร หรือหนัง ฯลฯ บางคนก็ใช้วิธีให้ความเห็นในแง่ลบเกินจริง และใช้ภาษาที่รุนแรงเกินไป แล้วพอมีเจ้าไหนยอมจ่ายเงินจ้างเขา ก็อาจมีการโทรคุยกันหรือกินข้าวร่วมโต๊ะกันด้วย เลยรู้สึกเกรงใจกัน ประกอบกับการที่มีค่าจ้างค้ำคออยู่ จึงไม่กล้ารีวิวแรง ๆ(ใช้อำนาจ → ช่วงชิง)⦅~👎🖐️⦆. ส่วนคนจ้างก็อาจมองว่า ไอนี่มันปากหมา ด่าคนไปทั่ว แทนที่จะให้มันมาด่าเรา หาทางดึงมันมาเป็นพวกดีกว่า(ใช้พันธะ → (สร้างความสัมพันธ์ + สร้างความเกรงใจ))⦅~👎🖐️⦆
การบังคับทางอ้อม เป็นการ “ใช้อุบายทำให้อีกฝ่ายตกอยู่ในสถานการณ์ที่จำยอม โดยที่อีกฝ่ายอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีใครอยู่เบื้องหลัง”.เป็นการคอมโบระหว่างกลศึกประเภท “กับดัก”, “การซ่อนเร้น”, และ “การช่วงชิง”((วางกับดัก + ซ่อนเร้น) → ช่วงชิง)
ช่างไฟฟ้า หรือช่างปะปา หรือช่างซ่อมรถ ฯลฯ บางคนอาจจะใช้วัสดุคุณภาพต่ำ หรือทำให้กลไกบางอย่างเสื่อมสภาพเร็วกว่าปกติ เพื่อให้ลูกค้าจำเป็นต้องซ่อมอีก โดยที่ลูกค้าไม่รู้เลยว่าเป็นฝีมือของช่างเอง((วางกับดัก + ซ่อนเร้น) → ช่วงชิง)⦅👎👎👎⦆
หรือบางคนอาจจะแอบตั้งค่าบางอย่างในซอฟต์แวร์ หรือแอบส่งไวรัส เข้าไปในคอมพิวเตอร์หรือเครื่องเซิร์ฟเวอร์ของคนอื่น เพื่อให้ระบบล่มหรือคอมมีปัญหา ซึ่งตัวเองก็มีบริการแก้ปัญหาพวกนี้อยู่แล้ว((วางกับดัก + ซ่อนเร้น) → ช่วงชิง)⦅👎👎👎⦆
คนขายยากำจัดศัตรูพืช อาจจะทำให้ไร่ของชาวบ้านเกิดการระบาดของศัตรูพืช ซึ่งต้องใช้ยากำจัดศัตรูพืชสำหรับปัญหานี้โดยเฉพาะ จากนั้นก็นำยากำจัดศัตรูพืชของตัวเองมาขายในราคาสูง โดยที่ชาวบ้านไม่รู้เลยว่า ปัญหานี้ถูกสร้างขึ้นโดยคนขายเอง((วางกับดัก + ซ่อนเร้น) → ช่วงชิง)⦅👎👎👎⦆
บางคนอาจถูกใครบางคนร้องเรียนบางเรื่อง จากนั้นก็มีคนเสนอตัวมาเคลียร์ให้ โดยขอคิดค่าบริการ แล้วยอมจ้างเขา เพราะอยากจบปัญหา แล้วเขาก็เคลียร์ให้ได้จริง ๆ . แต่จริง ๆ คือ คนที่เสนอตัวมาเคลียร์ให้นี่แหละ ที่เป็นคนร้องเรียนเอง หรือรู้จักกับคนร้องเรียน ส่วนวิธีเคลียร์ก็ง่ายมาก ก็แค่ไม่ร้องเรียนก็จบแล้ว((วางกับดัก + ซ่อนเร้น) → ช่วงชิง)⦅👎👎👎⦆
ในการซื้อขายของที่ราคาขึ้นอยู่กับสภาพและการตกลงกัน เช่น รถยนต์มือสอง หรือของสะสมต่าง ๆ ฯลฯ คนซื้อบางคนอาจจะชี้ให้เห็นตำหนิที่เกิดขึ้น เพื่อให้เจ้าของจำใจลดราคาให้ . แต่จริง ๆ คือ คนที่ซื้อนี่แหละที่แอบทำให้เกิดตำหนิเอง((วางกับดัก + ซ่อนเร้น) → ช่วงชิง)⦅👎👎👎⦆
คนที่ต้องการที่ดินของคนอื่น ซึ่งอีกฝ่ายไม่ยอมขายให้สักที ก็อาจจะจ้างคนมาลอบวางเพลิงเผาที่ หรือหาทางกดดันต่าง ๆ นานา เพื่อให้เจ้าของที่ทนไม่ไหว จนต้องยอมขายที่ของตัวเองให้ในที่สุด((วางกับดัก + ซ่อนเร้น) → ช่วงชิง)⦅👎👎👎⦆
หรือกลุ่มนักธุรกิจสีเทาที่อยากซื้อบ้านในหมู่บ้านจัดสรรแห่งหนึ่ง ก็อาจจะจ้างวานคนที่เป็นเพื่อนบ้านในละแวกนั้น ให้ก่อความวุ่นวายต่าง ๆ เช่น เปิดเพลงเสียงดัง หรือทะเลาะกับคนในบ้านแล้วโวยวายเสียงดัง หรือจอดรถขวางทาง แล้วพอคนไปเตือนก็มีปากเสียง ฯลฯ ทำให้คนที่อยู่แถวนั้นอยากขายบ้านย้ายไปอยู่ที่อื่น พอมีแต่คนอยากขาย ราคาก็ถูกลง พอราคาถูกลงก็ได้โอกาสซื้อ((วางกับดัก + ซ่อนเร้น) → ช่วงชิง)⦅👎👎👎⦆
หรือถ้าเจ้าของบ้านกำลังร้อนเงิน ก็อาจจะแอบสร้างปัญหาบางอย่าง เช่น ทำให้น้ำหรือไฟใช้ไม่ได้ ฯลฯ ทำให้เจ้าของบ้านที่อยากขายให้ออกเร็ว ๆ ไม่อยากเสียเวลาในการตรวจสอบและซ่อมแซมสิ่งเหล่านี้ จึงจำใจยอมลดราคาให้แทน((วางกับดัก + ซ่อนเร้น) → ช่วงชิง)⦅👎👎👎⦆
สมมติว่า เรารีบมาก กลัวไปสาย เลยเรียกวินมอเตอร์ไซต์แถวนั้นให้ไปส่ง หรือเรียกผ่านแอปเอา แล้วพอวินมาถึง ก็ถามเราว่าจะเอาหมวกกันน็อกไหม ด้วยความที่รีบมาก เลยบอกว่า “ไม่เป็นไรครับ/ค่ะ” แล้วพอขับรถไปสักพัก โชคไม่ดีที่อยู่ ๆ ก็มีตำรวจมาโบก แล้วปรับเราข้อหาไม่สวมหมวกกันน็อก
แต่จริง ๆ แล้ว วินกับตำรวจรู้จักกันอยู่แล้ว และเตี๊ยมกันไว้แล้ว คือถ้าวันไหนเห็นลูกค้าดูรีบ ๆ ก็จะถามว่า จะใส่หมวกกันน็อกไหม แทนที่จะยื่นให้ใส่เลย เพราะมีโอกาสที่ลูกค้าจะปฏิเสธสูง แล้วถ้าไม่ใส่ก็จะจงใจเลือกใช้เส้นทางที่นัดกับตำรวจไว้ และถ้าถูกถามก็จะบอกว่าเป็นทางลัด เพื่อให้ตำรวจโบกและปรับเงินลูกค้า แล้วค่อยเอาเงินมาแบ่งกัน และเผลอ ๆ อาจไม่ใช่ตำรวจจริงด้วย(รวมตัว → วางกับดัก → ช่วงชิง)⦅👎👎👎🖐️⦆
(2. การ "ทำให้เข้าใจคลาดเคลื่อน")
การทำให้เข้าใจคลาดเคลื่อน เป็นการ “ทำให้อีกฝ่ายเอาบางอย่างมาให้เราเอง ซึ่งเกิดจากการที่เขาเข้าใจบางอย่างคลาดเคลื่อน” . ครอบคลุมตั้งแต่การจงใจหลอกลวงอย่างชัดเจน ไปจนถึงการแค่ทำให้เข้าใจคลาดเคลื่อนเล็ก ๆ น้อย ๆ จนอีกฝ่ายอาจไม่รู้ตัว.เป็นการคอมโบระหว่างกลศึกประเภท “การบิดเบือน” และ “การช่วงชิง”(บิดเบือน → ช่วงชิง)
ซึ่งถือเป็นวิธีที่ถูกใช้บ่อยที่สุด เพราะ (1) ไม่จำเป็นต้องเสี่ยงเข้าไปเอาด้วยตัวเอง (2) ไม่จำเป็นต้องใช้กำลังหรือใช้อำนาจอะไรมาบังคับ และ (3) อาจไม่จำเป็นต้องจัดฉากสร้างสถานการณ์อะไรขึ้นมาก็ได้ . เพียงแค่ทำให้อีกฝ่ายหลงเชื่อ จนยอมเอาบางอย่างมาให้ด้วยตัวเองก็พอ
ซึ่งมีหลายเทคนิค เช่น ใช้เรื่องราว หรือใช้การอ้างสิทธิ์บางอย่าง หรือใช้การสวมรอย หรืออาศัยการทับซ้อนของผู้ให้ หรืออาศัยการแปรสภาพทรัพย์สิน หรืออาศัยกิจกรรมการแลกเปลี่ยน หรืออาศัยกลไกการเคลื่อนย้ายทรัพย์สิน ฯลฯ
บางคนอาจจะขายของ หรือรับจ้างทำบางอย่าง แต่พอได้รับเงินหรือค่าจ้างแล้วกลับหนีหายไป ไม่ส่งของหรือทำตามสิ่งที่รับปากไว้(บิดเบือน → ช่วงชิง ⇒ ซ่อนเร้น)⦅👎👎👎⦆
หรือถ้ายิ่งกว่านี้ มิจฉาชีพบางคน เมื่อได้รับเงินหรือค่าจ้างมาแล้ว ก็อาจจะตอบลูกค้าหรือพูดคุยกับอีกฝ่ายตามปกติ เหมือนตัวเองไม่ได้มีเจตนาจะเบี้ยวอะไรเลย และพอถูกทวงก็อ้างนู่นอ้างนี่ไปเรื่อย เพื่อจะได้มีเวลาเตรียมตัวหลบหนี หรือเพื่อจะได้หลอกเหยื่อคนอื่นให้มากที่สุดในระหว่างนั้น ก่อนที่จะมีคนจับได้(บิดเบือน → ช่วงชิง ⇒ ถ่วงเวลา → (ซ่อนเร้น / ทำอย่างต่อเนื่อง))⦅👎👎👎⦆
บางคนอาจจะชวนคนอื่นมาลงทุน โดยหลอกเอาเงินอีกฝ่ายแล้วหนีหายไป(บิดเบือน → ช่วงชิง ⇒ ซ่อนเร้น). หรือถ้ายิ่งกว่านี้ บางคนอาจจะยอมให้เงินเขาไปจริง ๆ ในช่วงแรก เพื่อให้คนอื่นเชื่อว่าเป็นธุรกิจที่ทำกำไรได้จริง ก็เลยลงทุนเพิ่ม และอาจถึงขั้นหวังดีชวนคนรู้จักมาลงทุนด้วย จะได้มีคนเอาเงินมาให้เยอะ ๆ แล้วค่อยหนีหายไปทีเดียว(สละ → บิดเบือน ⇒ ใช้จำนวน → ช่วงชิง ⇒ ซ่อนเร้น)⦅👎👎👎⦆
บางคนอาจจะโกงเงินบริจาค โดยป่าวประกาศว่าตนเองจะเอาเงินไปทำอะไร แต่พอได้เงินมา กลับไม่เอาไปทำประโยชน์ตามที่รับปากไว้ หรือแอบเก็บเข้ากระเป๋าตัวเองส่วนหนึ่ง แล้วจึงค่อยเอาส่วนที่เหลือไปทำประโยชน์(บิดเบือน → ช่วงชิง)⦅👎👎👎⦆
บางคนอาจจะตีหน้าเศร้า และหลอกคนอื่นว่าตัวเองไม่มีเงิน ทั้ง ๆ ที่ตัวเองก็ไม่ได้ลำบากอะไรมากมาย เพื่อให้เขาสงสารแบ่งเงินบางส่วนมาให้((บิดเบือน + ใช้ความสงสาร) → ช่วงชิง)⦅👎👎👎🖐️⦆
บางคนอาจจะสร้างความเชื่อผิด ๆ เพื่อให้คนเกิดความกลัวขึ้นมา จะได้ขายของบางอย่าง เช่น ดื่มน้ำเย็นหลังกินข้าว ทำให้ไขมันจับตัวเป็นก้อน (ซึ่งไม่เป็นความจริง) แล้วขายสมุนไพรชงดื่มที่บอกว่าช่วยสลายไขมันได้ หรือบอกว่าอาหารที่มีความเป็นกรดสูง ถ้ากินแล้วจะทำให้ร่างกายเป็นกรดและเป็นอันตราย (ซึ่งไม่เป็นความจริง) แล้วขายอาหารเสริมที่บอกว่าช่วยลดความเป็นกรดได้ ฯลฯ((บิดเบือน + สร้างความกลัว) → ช่วงชิง)⦅👎👎👎🖐️⦆
บางคนก็ใช้วิธีโทรมาหลอกให้คนอื่นโอนเงินมาให้ โดยการสร้างเรื่องและยกเหตุผลต่าง ๆ นานามาอ้าง โดยอาจจะเป็นคนที่รู้จักกับเหยื่ออยู่แล้ว เลยรู้ว่าจะเอาเรื่องอะไรมาหลอกให้เหยื่อเชื่อ(ใช้ความสัมพันธ์ → ล่วงรู้ → บิดเบือน → ช่วงชิง). หรือเห็นเบอร์คนอื่น จึงหาข้อมูลเจ้าของเบอร์ในอินเทอร์เน็ตเท่าที่จะหาได้ เพื่อศึกษาเกี่ยวกับเขา เช่น เป็นคนแบบไหน ทำงานอะไร เพศอะไร อายุเท่าไหร่ กำลังมีปัญหาอะไรในชีวิต ฯลฯ จะได้แต่งเรื่องให้สอดคล้องกับเป้าหมาย(ใช้ร่องรอย → ล่วงรู้ → บิดเบือน → ช่วงชิง). หรือใช้จำนวนเข้าสู้ ไม่ต้องหาข้อมูล โทร ๆ ไปเลย หลอกได้ก็ดี หลอกไม่ได้ก็แค่โทรเบอร์ใหม่((บิดเบือน → ช่วงชิง) + ทำอย่างต่อเนื่อง)⦅👎👎👎⦆
และถ้าทำกันหลายคน ทำเป็นขบวนการ ทำเป็นอาชีพจริงจัง มีการวางแผน คิดกลยุทธ์ ฝึกซ้อมกันเป็นอย่างดี เราจะเรียกคนเหล่านี้ว่า “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” ซึ่งถือเป็นหนึ่งในการหลอกลวงที่แพร่หลายในยุคนี้
โดยเรื่องราวและเหตุผลที่แก๊งคอลเซ็นเตอร์ใช้หลอกนั้น จะมี 3 องค์ประกอบได้แก่ (1) คนที่โทรมาเป็นใคร (2) หลอกด้วยอารมณ์แบบไหน (3) เอาเหตุผลอะไรมาอ้างให้เหยื่อโอนเงิน . ซึ่งทั้ง 3 องค์ประกอบนี้จะต้องสอดคล้องกัน และรวมกันเป็นเรื่องเรื่องหนึ่ง
(1) คนที่โทรมาเป็นใคร . ในการแอบอ้างเป็นใครสักคนมีหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับว่าจะหลอกแบบไหน เช่น ถ้าอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคารก็มักจะเน้นความเป็นมืออาชีพ หรือถ้าเป็นตำรวจก็มักจะเน้นข่มขู่ให้กลัว หรือถ้าเป็นคนมีฐานะก็มักจะเน้นไปที่ความโลภ หรือถ้ามีข้อมูลของเหยื่อมากจริง ๆ และมีความสามารถในการเลียนเสียง ก็อาจถึงขั้นปลอมเป็นคนรู้จักของเหยื่อเลย
(2) หลอกด้วยอารมณ์แบบไหน . เป็นที่รู้กันว่าคนเรามักจะตัดสินใจผิดพลาดได้ง่ายก็ตอนที่มีอารมณ์มาเกี่ยวข้อง และขึ้นอยู่กับว่าจะให้เหยื่อเกิดอารมณ์แบบไหน เช่น ความกลัว เช่น “บัญชีของคุณผิดปกติ” หรือ “ทางเราได้รับแจ้งว่าคุณเกี่ยวข้องกับธุรกิจผิดกฎหมาย” ฯลฯ . หรือความโลภ เช่น บอกว่า “คุณเป็นผู้โชคดี ได้รับรางวัลใหญ่” หรือ “มีการลงทุนที่ดูดีผิดปกติมานำเสนอ” ฯลฯ . หรือความรู้สึกเร่งด่วน เช่น “มีจำนวนจำกัด” หรือ “ยังมีคนที่ต้องการอีกมาก ถ้าไม่รับตอนนี้จะหมดสิทธิ์” หรือ “ถ้าไม่แก้ปัญหาตอนนี้จะกลายเป็นเรื่องใหญ่ภายหลัง” ฯลฯ . หรือความรัก อย่างการหลอกให้ตกหลุมรักก่อน แล้วจึงหาเรื่องโกหกอื่นมาหลอกภายหลัง เช่น “ที่บ้านเดือดร้อน” หรือ “หมุนเงินไม่ทัน” หรือ “ต้องการเก็บเงินสำหรับงานแต่งของเรา” ฯลฯ
(3) เอาเหตุผลอะไรมาอ้างให้เหยื่อโอนเงิน . แน่นอนว่าการที่อยู่ ๆ เราจะหยิบมือถือขึ้นมาโอนเงินให้ใครสักคนก็ต้องมีเหตุผล สำหรับคนอื่นก็ไม่ต่างกัน มิจฉาชีพจึงต้องหาเหตุผลมาหลอกให้เหยื่อโอนเงินเช่นกัน เช่น อ้างเรื่องค่าใช้จ่าย เช่น “ค่าดำเนินการ” หรือ “ค่าธรรมเนียม” หรือ “ค่าจัดส่ง” ฯลฯ . หรืออ้างเรื่องการสำรองเงิน ให้เราออกไปก่อน เช่น “ต้องวางเงินมัดจำก่อน” หรือ “ระบบกำลังปรับปรุงพอดี ให้เราช่วยออกค่าดำเนินการให้ก่อน แล้วจะคืนให้เมื่อปรับปรุงเสร็จ” หรือ “เอาเงินของเราไปลงทุนให้ก่อน” ฯลฯ . หรืออ้างเรื่องบัญชี เช่น “ต้องโอนเงินไปบัญชีพิเศษสำหรับตรวจสอบ” หรือ “บัญชีสำหรับพักเงินชั่วคราว” หรือ “ใช้บัญชีส่วนตัวไม่ได้ ต้องเปิดบัญชีใหม่สำหรับเรื่องนี้โดยเฉพาะ” ฯลฯ
ทีนี้ ถ้าเราเอาทั้ง 3 องค์ประกอบมารวมกัน โดยคำนึงถึงความสอดคล้อง ก็จะได้โครงเรื่องแบบเดียวกับที่แก๊งคอลเซ็นเตอร์ใช้ เช่น ถ้าแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคาร ก็อาจจะทำตัวให้เป็นมืออาชีพ น่าเชื่อถือ แล้วบอกว่าบัญชีมีปัญหา ต้องโอนเงินไปยังบัญชีพิเศษสำหรับตรวจสอบ((บิดเบือน + สร้างความกลัว) → ช่วงชิง). หรือถ้าแอบอ้างเป็นนักธุรกิจ ก็อาจจะพูดจาเหมือนตัวเองร่ำรวย ประสบความสำเร็จมาแล้ว แล้วบอกว่ามีการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงมาเสนอ((บิดเบือน + สร้างความโลภ) → ช่วงชิง). หรือถ้าจะหลอกด้วยความรัก ก็อาจจะค่อย ๆ ทำให้เหยื่อหลงรักและไว้ใจก่อน แล้วจึงแต่งเรื่องอื่นมาหลอกภายหลัง((บิดเบือน + สร้างความหลง) → ช่วงชิง)ฯลฯ⦅👎👎👎⦆
| ตัวอย่างเนื้อเรื่อง | คนที่โทรมา | อารมณ์ที่ใช้ | เหตุผลในการโอนเงิน |
|---|---|---|---|
| เจ้าหน้าที่ธนาคารโทรมาแจ้งว่า บัญชีของเรากำลังจะถูกอายัด | เจ้าหน้าที่ธนาคารที่พูดจาเป็นทางการ | ความกลัว | ต้องโอนเงินไปยังบัญชีสำหรับตรวจสอบก่อน |
| ตำรวจโทรมาบอกว่า เราเกี่ยวข้องกับธุรกรรมที่ผิดกฎหมาย | ตำรวจที่พูดจาขึงขัง | ความกลัว | ต้องโอนเงินเพื่อตรวจสอบ หรือแยกเงินออกจากบัญชีที่เกี่ยวข้อง |
| พนักงานบริษัทขนส่งโทรมาแจ้งว่า พัสดุของเรามีปัญหา | พนักงานบริษัทขนส่งที่พูดจาเป็นมืออาชีพ | ความกังวล, ความเร่งด่วน | ต้องจ่ายค่าดำเนินการ หรือค่าจัดส่งเพิ่มเติม |
| ฝ่ายดูแลลูกค้าของบริษัทโทรมาแจ้งว่า เราเป็นผู้โชคดีได้รับรางวัลใหญ่ | พนักงานฝ่ายดูแลลูกค้า | ความโลภ, ความเร่งด่วน | ต้องจ่ายค่าธรรมเนียม หรือค่าภาษีก่อนรับรางวัล |
| นักธุรกิจโทรมาชวนลงทุน โดยอ้างว่ามีโอกาสลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูง | นักธุรกิจที่ดูมีฐานะ และประสบความสำเร็จ | ความโลภ | ต้องโอนเงินเข้าร่วมลงทุนก่อน |
| คนที่รู้จักกันทางออนไลน์โทรมาจีบ และพูดคุยด้วยจนสนิทสนม | คนที่ดูน่าเชื่อถือ และเอาใจเก่ง | ความรัก, ความไว้ใจ | เดือดร้อนเรื่องเงิน ต้องการให้ช่วยออกเงินให้ก่อน |
| ลูกสาวโทรมาบอกว่ามือถือหาย โอนเงินไม่ได้ และต้องใช้เงินตอนนี้ | คนที่แอบอ้างเป็นลูกสาว | ความห่วงใย, ความเร่งด่วน | ให้โอนเงินไปให้ก่อน เพราะตอนนี้ไม่สามารถโอนเองได้ |
และเวลาโทรไปหลอก หลายครั้งก็ไม่ได้โทรไปคนเดียว แต่โทรไปเป็นทีม ให้หลายคนช่วยกันรับส่ง เพราะแต่ละบทบาทจะมีจุดเด่นในแบบของตัวเอง โดยมักจะเริ่มจากบทบาทที่สร้างอารมณ์ก่อน แล้วจึงตามด้วยบทบาทที่ดำเนินการอะไรบางอย่างเป็นรูปธรรม เช่น เริ่มจากตำรวจโทรไปแจ้งปัญหาและขู่ให้กลัวก่อน จากนั้นจึงโอนสายไปให้พนักงานธนาคารเพื่อเข้าสู่ขั้นตอนการแก้ปัญหา . หรือให้ฝ่ายดูแลลูกค้าโทรไปแจ้งว่า คุณเป็นผู้โชคดีได้รับรางวัลใหญ่ ให้รู้สึกตื่นเต้น อยากรางวัลได้ขึ้นมาก่อน จากนั้นจึงโอนสายไปให้ฝ่ายจัดส่งเพื่อดำเดินการเรื่องการส่งของรางวัล ฯลฯ(รวมตัว → (บิดเบือน + สร้างอารมณ์) → ช่วงชิง)⦅👎👎👎⦆
และอีกเหตุผลที่ต้องมีหลายคน คือ ถ้าคนหนึ่งหลอกไม่สำเร็จก็ยังมีตัวสำรอง โดยการโอนสายไปให้คนอื่นช่วยแก้มือให้ เช่น ถ้าเหยื่อดูไม่แน่ใจเจ้าหน้าที่ธนาคารที่โทรไป ก็อาจจะโอนสายให้ผู้จัดการธนาคารมาคุยแทน ซึ่งอาจจะเป็นรุ่นพี่ที่มีประสบการณ์มากกว่ามาแก้มือให้((รวมตัว → (บิดเบือน + สร้างความกลัว) → ช่วงชิง) + สำรอง)⦅👎👎👎⦆. และยังถือเป็นการฝึกรุ่นน้องไปในตัวด้วย คือให้ฝึกลงสนามจริงก่อน ถ้าไม่สำเร็จก็ยังมีรุ่นพี่คอยช่วย และเป็นการทำให้ดูเป็นตัวอย่างอีกทีหนึ่ง
และถ้ากลัวว่าเหยื่อไม่มั่นใจ แทนที่จะหลอกก้อนใหญ่ทีเดียว ก็อาจจะหลอกทีละน้อย ๆ ก่อน ซึ่งเหยื่อที่โดนหลอกก็อาจคิดว่า อุตส่าห์จ่ายมาตั้งขนาดนี้แล้ว ต้องถอนทุนคืน หรือจ่ายอีกนิดเดียวก็น่าจะจบ ก็เลยยอมจ่ายเพิ่มอีกเรื่อย ๆ เช่น ตอนแรกอาจจะบอกว่าต้องจ่ายค่าดำเนินการเพียง 200 บาท → แล้วพอเหยื่อยอมจ่าย ก็อ้างว่าต้องจ่ายอีก 300 บาท เพื่อแก้ปัญหา → แล้วอาจจะเรียกอีก 1,000 บาท เป็นขั้นสุดท้าย เพื่อถอนเงินคืน . แทนที่จะเรียกเก็บ 1,500 บาท ทีเดียว ซึ่งอาจทำให้เหยื่อรู้สึกเสียดาย และไม่ยอมจ่ายเลยตั้งแต่แรกก็ได้ ฯลฯ((บิดเบือน + ทำทีละนิด) → ช่วงชิง)⦅👎👎👎⦆
บอกว่าต้องจ่ายค่าดำเนินการเพียง 200 บาท
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
(vs)
บอกว่าต้องจ่ายค่าดำเนินการทั้งหมด 1,500 บาท ตั้งแต่แรก
และถ้าไม่มีความปรานี เห็นอกเห็นใจเหยื่อเลย แก๊งคอลเซ็นเตอร์ก็อาจจะหลอกแบบหลายต่อ เพื่อรีดเงินจากเหยื่อให้มากที่สุด เช่น เริ่มจากแจ้งว่าคุณคือผู้โชคดีได้รับรางวัลใหญ่ และบอกว่ามีค่าดำเนินการ → พอจ่ายค่าดำเนินการแล้ว ก็ขอที่อยู่ในการจัดส่ง แล้วค่อยแจ้งว่ามีค่าจัดส่ง → พอจ่ายค่าจัดส่งมาแล้ว ก็บอกว่ารางวัลถูกส่งมาจากต่างประเทศ กว่าจะมาถึงอาจใช้เวลาหลายเดือน แต่ถ้าอยากได้เร็ว ๆ ภายในหนึ่งสัปดาห์ ก็ต้องจ่ายค่าดำเนินการพิเศษ → พอจ่ายค่าดำเนินการพิเศษแล้ว ก็บอกว่ารางวัลกำลังจัดส่ง แต่ติดขั้นตอนศุลกากร ต้องจ่ายค่าภาษีเพิ่ม → พอจ่ายแล้ว ก็อาจหาเหตุผลอื่นมาอ้างต่ออีกเรื่อย ๆ จนกว่าเหยื่อจะรู้ตัวว่าถูกหลอก หรือไม่มีเงินให้โอนแล้ว หรือหมดเหตุผลจะอ้างแล้ว((บิดเบือน + สร้างความโลภ) → ช่วงชิง ⇒ ทำอย่างต่อเนื่อง)⦅👎👎👎⦆
บางคนก็ไม่ได้หลอกให้ใครเอาอะไรมาให้ตรง ๆ แต่ใช้การอ้างสิทธิ์บางอย่างที่ตัวเองไม่มี เพื่อที่ตัวเองจะได้รับประโยชน์จากสิ่งนั้น เช่น แอบอ้างเป็นนักศึกษา จะได้ซื้อแท็บเล็ต หรือโน้ตบุ๊ก หรือซอฟต์แวร์บางอย่างในราคานักศึกษา . หรือแอบอ้างเป็นผู้สูงอายุ จะได้ซื้อตั๋วเดินทางในราคาพิเศษ . หรือแอบอ้างเป็นคนรายได้น้อย เพื่อรับสวัสดิการบางอย่าง . หรืออ้างว่าเป็นลูกค้าเก่าหรือรู้จักกับคนที่มาซื้อประจำ เพื่อให้ได้รับการดูแลเป็นพิเศษ หรืออาจได้โพรโมชันพิเศษ . หรือแอบอ้างเป็นสมาชิกหรือบุคลากรในสาขาอาชีพบางอย่าง จะได้รับสิทธิพิเศษที่สงวนไว้ให้กับบุคคลเหล่านั้น ฯลฯ(บิดเบือน → ใช้สิทธิพิเศษ → ช่วงชิง)⦅👎👎⦆
บางคนก็ไม่ได้แต่งเรื่องอะไรขึ้นมาใหม่ แค่ใช้เรื่องเดิมที่มีอยู่แล้ว และเป็นเรื่องที่อีกฝ่ายต้องการจะให้บางอย่างกับคนอื่นอยู่แล้ว แต่สวมรอยเป็นคนรับแทน (เรื่องถูก แต่ผิดคน)
สมมติว่า เราพึ่งสอบผ่านเข้าไปเป็นเด็กใหม่ในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง แล้วมีคนบอกว่าตัวเองเป็นรุ่นพี่ในคณะเดียวกัน มาขอเก็บเงินค่าเข้ากองกลางสำหรับทำกิจกรรมต่าง ๆ ซึ่งเราก็โอเคที่จะจ่ายเพราะเห็นว่าเป็นกิจกรรมที่มีอยู่จริง และจำนวนเงินก็มีเหตุผล ไม่มากเกินไป . แต่พอจ่ายไปแล้ว กลับมีรุ่นพี่อีกคนมาขอเก็บจากเราอีก เราเลยบอกว่าตัวเองจ่ายไปแล้ว จึงพึ่งรู้ว่าคนก่อนหน้าที่เราเอาเงินให้ไปนั้น ไม่ใช่รุ่นพี่ตัวจริง แต่เป็นใครไม่รู้มาแอบอ้างว่าตัวเองเป็นรุ่นพี่(บิดเบือน → ช่วงชิง)⦅👎👎👎⦆
บางคนอาจจะสวมรอยเข้ามารับของที่ร้านค้า เช่น บอกว่าเป็นมาจากลูกค้าคนนี้ เขาให้มารับของแทน หรือบอกว่าเป็นขนส่งเข้ามาเอาของ ฯลฯ โดยที่เข้ามาหยิบของแล้วเดินออกไปหน้าตาเฉย แล้วจึงพึ่งรู้ทีหลังว่าเป็นมิจฉาชีพ ก็ตอนที่ผู้รับตัวจริงเข้ามาเอาของแล้ว((บิดเบือน + ทำอย่างแนบเนียน) → ช่วงชิง)⦅👎👎👎⦆
บางคนก็อ้างว่าเป็นคนมีชื่อเสียงในวงการลงทุน มาเปิดคอร์สสอนการลงทุน . หรืออยู่ ๆ ก็มีดาราหรือศิลปินที่ชื่นชอบ ทักมาขอให้ช่วยซื้อของ หรือบอกว่าจะจัดกิจกรรมพบปะแฟนคลับ ซึ่งมีค่าเข้างาน . หรือมีผู้จัดงานบางอย่างมาขายบัตรหรือเก็บค่าลงทะเบียน โดยที่ผู้จัดงานตัวจริงไม่ได้รู้เรื่องด้วย . หรือมีคนมีชื่อเสียงมาคุยแชตด้วย แล้วก็พูดคุยเพื่อโยงไปเรื่องเกี่ยวกับสิ่งของที่เขาชื่นชอบ แล้วบอกว่าจะขายให้เรา ซึ่งเราก็มักจะอยากได้ของของคนดังเอาไว้สะสมอยู่แล้ว ก็เลยซื้อมา ฯลฯ(บิดเบือน → ช่วงชิง)⦅👎👎👎⦆
สมมติว่า เราเห็นร้านค้าออนไลน์ร้านหนึ่ง ประกาศขายของที่เราอยากได้มานาน เราเลยทักไปหา แล้วก็พูดคุยกันสักพัก เช่น เรื่องสเปก รุ่น ขอดูภาพตัวอย่างสินค้า ขอส่วนลด ฯลฯ จนในที่สุดเราก็ตัดสินใจซื้อ เลยโอนเงินไปให้ . หลังจากนั้นพอผ่านไปหลายวัน เรากลับไม่ได้ของสักที ติดต่อก็ไม่ได้ ทำให้เรากังวลใจ เลยพยายามหาช่องทางอื่นในการติดต่อ จนในที่สุดเขาก็ติดต่อได้ แต่กลับบอกว่าไม่ใช่ร้านเดียวกัน อันนั้นเป็นร้านปลอม ทำให้รู้ตัวว่าถูกหลอก(บิดเบือน → ช่วงชิง)⦅👎👎👎⦆
จากตัวอย่างข้างต้น ที่เราถูกหลอกอาจเป็นเพราะอีกฝ่ายปลอมได้เนียนมาก พยายามลอกของจริงมาทุกอย่าง จนแทบจะเหมือนร้านจริงทุกประการ รวมถึงข้อมูลที่ใช้คุยกับเรา เขาก็ทำการบ้านมาดี จนอาจทำให้เราเชื่อสนิทใจ และไม่ทันได้เอะใจด้วยซ้ำ(ลอกเลียน → บิดเบือน → ช่วงชิง)⦅👎👎👎⦆
ส่วนร้านที่เราเจอในช่องทางใหม่นั้น เห็นว่าเราอยากได้ของจริง ๆ และเห็นใจที่เราเสียเงินฟรี ๆ ก็เลยให้ส่วนลดพิเศษ ก็เลยซื้อจากร้านนี้แทน . แต่พอหลายวันผ่านไป เราก็ยังไม่ได้ของเหมือนเดิม และติดต่อไม่ได้เหมือนเดิม เราจึงพึ่งรู้ว่าร้านนี้ก็เป็นมิจฉาชีพเหมือนกัน(บิดเบือน → ช่วงชิง)⦅👎👎👎⦆(อันนี้คือใจร้ายมาก เพราะซ้ำเติมคนที่ถูกหลอกอยู่แล้ว)
สมมติว่า นาย A กับนาย B เป็นหุ้นส่วนทำธุรกิจด้วยกัน ภายหลังมีปัญหากัน แยกทางกัน ทะเลาะกันใหญ่โต ขาดการติดต่อกัน และถึงขั้นฟ้องร้องกัน . แต่วันหนึ่ง อยู่ ๆ นาย A ก็ทักไปหานาย B บอกว่า ถ้าไม่โอนเงินมาให้ จะเอาหลักฐานที่มีมาแฉ แต่ถ้าโอนเงินมาให้ จะยอมจบเรื่อง ไม่ฟ้องร้องต่อ . นาย B ก็เลยยอมโอนเงินไปให้ เพื่อให้เรื่องจบ(ใช้ร่องรอย → สร้างพันธะ → ช่วงชิง)⦅~👎🖐️⦆. ซึ่งถือเป็นการช่วงชิงโดยการทำให้คนอื่นเอามาให้เอง โดยการบีบบังคับ ยังไม่ใช่การทำให้เข้าใจคลาดเคลื่อน
แต่หลังจากโอนเงินไปแล้ว นาย A กลับไม่ทำตามสัญญา ไม่ถอนการฟ้องร้อง และขู่จะเอาหลักฐานมาแฉเหมือนเดิม . นาย B จึงทนไม่ไหว เอาหลักฐานที่นาย A ขู่บังคับให้โอนเงินเพื่อให้เรื่องจบมาแฉ แล้วจึงพึ่งมารู้ความจริงว่า คนที่ทักไปตอนแรกนั้น ไม่ใช่นาย A ตัวจริง แต่เป็นมือที่สามมาฉวยโอกาสสวมรอยเป็นนาย A อีกที(บิดเบือน → สร้างพันธะ → ช่วงชิง)⦅👎👎👎⦆
และทั้งคู่ก็พึ่งรู้อีกว่า มือที่สามคนนี้ก็สวมรอยเป็นนาย B ไปหลอกนาย A เหมือนกัน ทำให้มือที่สามรู้ข้อมูลจากทั้ง 2 ฝ่าย และยังใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่รู้มาจากแต่ละฝ่าย ไปหลอกอีกฝ่ายหนึ่งอีกที แถมยังปั่นให้ทั้งคู่ทะเลาะกันรุนแรงกว่าเดิม เพื่อให้เข้าทางตัวเองด้วย(บิดเบือน → (ล่วงรู้ + ทำลายความสัมพันธ์) → ช่วงชิง)⦅👎👎👎⦆
บางคนก็สามารถรับเงินจากผู้อื่นได้หลายคนหรือหลายฝ่าย ด้วยเหตุผลเดียวกันได้ เนื่องจากคนที่ให้เงินเขานั้น ไม่ได้คุยกันในเรื่องนี้ จึงเกิดเป็นช่องโหว่ขึ้นมา เช่น พ่อให้เงินลูก 10,000 บาท ไปจ่ายค่าเทอม แต่ลูกกลับเอาไปใช้อย่างอื่น เช่น ถูกรุ่นพี่ไถตังค์ หรือเอาไปเติมเกม หรือเที่ยว หรือเสพยา ฯลฯ และอีกทางหนึ่ง ก็ขอเงินแม่อีก 10,000 บาท ไปจ่ายค่าเทอมเช่นกัน ซึ่งที่ทำแบบนี้ได้ก็เพราะพ่อแม่ของเขาเลิกรากันแล้ว และแทบไม่ได้ติดต่อพูดคุยกัน . หรือนักขายบางคน มีลูกค้ามาขอคำปรึกษาเรื่องหนึ่ง จึงเดินทางไปหาลูกค้า และลูกค้าก็จ่ายค่าเดินทางให้ แต่เขากลับไปเบิกค่าเดินทางจากบริษัทอีกที โดยจงใจปกปิดเรื่องที่ลูกค้าให้ค่าเดินทางมาแล้ว . หรือคนที่ทำโครงการบางอย่าง อาจจะขอเงินช่วยเหลือจากองค์กร A โดยบอกว่าไม่มีเงินพอซื้ออุปกรณ์ และก็ขอเงินจากองค์กร B ด้วยเหตุผลนี้เช่นกัน แล้วพอองค์กรหนึ่งให้เงินมาแล้ว ก็ไม่ได้แจ้งอีกองค์กรหนึ่งว่าได้เงินมาแล้ว และอีกองค์กรก็ให้เงินมาเหมือนกัน ฯลฯ((ใช้ช่องโหว่ + ซ่อนเร้น) → ช่วงชิง)⦅👎👎👎🖐️⦆
บางคนก็ไม่ได้หลอกให้ใครเอาอะไรมาให้ตรง ๆ แต่หลอกให้เขาแปรสภาพทรัพย์สินของเขาให้เป็นอีกสถานะหนึ่ง แล้วใช้กลไกบางอย่างทำให้สิ่งนั้นอยู่ในอำนาจการควบคุมของตน หรือตกมาเป็นของตนเอง เช่น นาย A กับเพื่อนกำลังทำธุรกิจร่วมกัน โดยนาย A ได้นำรถยนต์ และอุปกรณ์ราคาแพงของตัวเองมาใช้กับงานของบริษัท แล้วเพื่อนก็แนะนำว่า “โอนทรัพย์สินพวกนี้เข้าไปเป็นของบริษัทดีไหม ? จะได้จัดการบัญชีง่ายขึ้น และเวลาจะกู้เงิน ก็ใช้ทรัพย์สินพวกนี้เป็นหลักประกันได้” ซึ่งนาย A ก็เห็นว่าเป็นประโยชน์จริง ก็เลยโอนทรัพย์สินเหล่านี้ให้เป็นของบริษัท . จากนั้นเพื่อนก็หาทางเพิ่มอำนาจของตัวเองในบริษัท และลดอำนาจของนาย A ลง เช่น ใช้เสียงข้างมากในการลงมติ หรือกดดันให้นาย A ถอนตัวออกจากการบริหาร ฯลฯ จนเมื่อนาย A หมดอำนาจควบคุมบริษัทแล้ว ทรัพย์สินเหล่านั้นก็ยังคงเป็นของบริษัท และอยู่ภายใต้การควบคุมของคนที่มีอำนาจแทน(บิดเบือน → แปรสภาพ ⇒ ใช้อำนาจ → ช่วงชิง)⦅👎👎👎🖐️⦆
เด็กบางคนมีความสามารถในการทำอะไรบางอย่างลงออนไลน์ เช่น สร้างช่องทำคลิปวิดีโอ หรือสร้างเพจบนโซเชียล ฯลฯ จนเป็นที่รู้จัก แล้วก็มีผู้ใหญ่บางคนเห็นศักยภาพและติดต่อเข้ามา แนะนำให้เด็กไปเปิดบริษัท โดยตัวเองก็อาสาเข้ามาช่วยบริหารด้วย ส่วนตัวเด็กเองก็มองว่าตัวเองไม่เคยทำบริษัท และไม่มีความรู้เรื่องบัญชี ภาษี และกฎหมายมาก่อน จึงคิดว่าการมีผู้ใหญ่มาช่วยก็น่าจะเป็นเรื่องดี ซึ่งถ้าได้คนดีก็ดีไป แต่ถ้าได้คนเลว เขาก็อาจอาศัยความไม่รู้ของเด็กเข้าควบคุมสิ่งที่เด็กเป็นเจ้าของ แล้วหาประโยชน์เข้าตัวเอง เช่น จัดการเงินโดยที่เด็กไม่รู้รายละเอียด แอบโอนเงินบางส่วนเข้าบัญชีส่วนตัว แล้วให้ค่าตอบแทนเด็กไม่คุ้มกับรายได้ที่เกิดขึ้น หรือทำสัญญาและกำหนดเงื่อนไขต่าง ๆ ที่เด็กไม่เข้าใจหรือไม่รู้เท่าทัน หรือจัดโครงสร้างบริษัทและสิทธิในการตัดสินใจให้ตัวเองมีอำนาจเหนือกว่า จนเด็กค่อย ๆ สูญเสียอำนาจในการควบคุมสิ่งที่ตัวเองสร้างขึ้นมา(ใช้จุดอ่อน → บิดเบือน → ช่วงชิง)⦅👎👎👎🖐️⦆
ยิ่งไปกว่านั้น เขาอาจบอกให้เด็กโอนหรือมอบสิทธิ์บางอย่างที่เป็นของตัวเอง เช่น เครื่องหมายการค้า เพจโซเชียล หรือช่องที่ใช้ลงวิดีโอ หรืออุปกรณ์ที่ใช้ถ่ายทำ ฯลฯ ให้กลายเป็นทรัพย์สินของบริษัท จากนั้นก็กำหนดสัดส่วนหุ้นให้ตัวเองมากกว่าเด็ก หรือวางโครงสร้างอำนาจจนสามารถขับเด็กออกจากบริษัทได้ แล้วจึงยึดเอาที่สิ่งต่าง ๆ ที่เด็กสร้างมาเป็นของตัวเอง . โดยในช่วงแรก เด็กอาจเข้าใจว่าผู้ใหญ่กำลังช่วยเหลือตนเองอยู่ด้วยซ้ำ กว่าจะรู้ความจริงก็อาจกลายเป็นเรื่องใหญ่ จนถึงขั้นฟ้องร้องกันใหญ่โต(ใช้จุดอ่อน → บิดเบือน → แปรสภาพ → ช่วงชิง)⦅👎👎👎⦆
บางคนก็ไม่ได้หลอกให้ใครเอาอะไรมาให้ตรง ๆ แต่อาศัยกิจกรรมการแลกเปลี่ยน หรือที่บางครั้งเรียกว่าการซื้อขาย โดยทำให้อีกฝ่ายเข้าใจคลาดเคลื่อน . แบ่งเป็น 2 แบบ ได้แก่ (1) ทำให้เข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับสิ่งที่ตัวเองจะได้รับ และ (2) ทำให้เข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับสิ่งที่ตัวเองจะต้องเสีย
ผู้ผลิตครีม อาจจะทำครีมทาผิวสำหรับผู้ชายกับผู้หญิงแยกกัน แล้วตั้งราคาของผู้หญิงแพงกว่า ทั้ง ๆ ที่ตัวครีมนั้น มีส่วนผสมสำคัญและคุณสมบัติแทบจะไม่ต่างกัน เพื่อให้ลูกค้าผู้หญิงเสียเงินเพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็น(แบ่งแยก → เพิ่มตัวเลือกที่ไม่จำเป็น → บิดเบือน → ช่วงชิง)⦅👎🖐️⦆
ผู้ผลิตอาหารเสริม อาจจะออกรุ่นพิเศษที่เพิ่มส่วนผสมบางอย่างที่ไม่ได้ถึงกับสำคัญ หรือแทบจะไม่ส่งผลอะไรต่อคนกินเลย หรือต่อให้มีผลก็ใส่น้อยจนไม่ส่งผล เพียงเพื่อใช้ส่วนผสมนั้นเป็นจุดขายในการออกรุ่นพิเศษที่แพงกว่าเดิม(เพิ่มตัวเลือกที่ไม่จำเป็น → บิดเบือน → ช่วงชิง)⦅~👎🖐️⦆
ร้านขายมือถือร้านหนึ่ง เห็นว่าลูกค้ากำลังจะเลือกมือถือรุ่นหนึ่ง จึงเสนอรุ่นที่สูงกว่า ซึ่งแพงขึ้น 10,000 บาท โดยบอกกับลูกค้าว่า “ถ้าซื้อรุ่นนี้ ตอนนี้มีโพรโมชัน แถมฟรีหูฟังมูลค่า 10,000 บาท” แต่จริง ๆ แล้ว เป็นเพียงราคาที่บริษัทหูฟังตั้งไว้เมื่อหลายปีแล้ว แต่ราคาในปัจจุบันที่ซื้อขายกันทั่วไปกลับอยู่ที่ประมาณ 3,000 บาทเอง . ลูกค้าที่ไม่รู้เรื่องนี้ก็อาจคิดว่าตัวเองกำลังจะได้หูฟังมูลค่า 10,000 บาท ทั้ง ๆ ที่ราคาที่ซื้อได้จริงแค่ 3,000 บาท ซึ่งถ้าเขารู้เรื่องนี้ เขาก็อาจเลือกซื้อมือถือรุ่นที่ดูไว้ตอนแรก และไม่ต้องเสียเงินเพิ่มอีก 10,000 บาท โดยไม่จำเป็นก็ได้(บิดเบือน → ช่วงชิง)⦅👎🖐️⦆
โฆษณาครีมทาผิวยี่ห้อหนึ่ง มีคนท่าทางยิ้มแย้ม ยืนถือตะกร้าที่มีขวดครีมสีฟ้าอยู่ข้างใน 6 ขวด และก็พูดว่า “ครีมสีฟ้านี้ 500 เอาเปล่า” แล้วก็มีเสียงคนพูดแทรกขึ้นมาว่า “แพงจัง” แล้วคนที่ถือตะกร้าก็หยิบตะกร้าอีกใบขึ้นมา ซึ่งมีครีมสีส้มอยู่ข้างใน 6 ขวด แล้วก็พูดว่า “แล้วถ้าได้ทั้ง 2 สีแต่จ่ายแค่ 500 เอาเปล่า” แล้วก็มีเสียงคนพูดขึ้นมาอีกว่า “หูย ทำไม 500 เองอะ” แล้วคนถือตะกร้า 2 ใบก็พูดว่า “เพราะตอนนี้เขาจัดโปร 1 แถม 1 แต่ราคานี้ มีจำนวนจำกัดเท่านั้นนะ” . ซึ่งบางคนอาจเข้าใจว่าหมายถึงได้ครีมทั้งหมด 12 ขวด และกลัวพลาดโอกาสจึงรีบกดซื้อ แล้วถ้าไม่ได้ดูรูปสินค้าดี ๆ หรือเป็นการพิมพ์ซื้อผ่านแชต พอสินค้ามาส่งจริง ๆ ก็อาจพึ่งรู้ว่าตัวเองได้แค่ 2 ขวด(บิดเบือน → ช่วงชิง)⦅👎👎👎⦆
อธิบายเพิ่มเติม เผื่อบางคนไม่เข้าใจ ตอนที่เขาบอกว่า “ครีมสีฟ้านี้…” เขาไม่ได้หมายถึงทั้งตะกร้า เขาหมายถึงแค่ขวดเดียว และตอนที่เขาบอกว่า “แล้วถ้าได้ทั้ง 2 สี…” เขาหมายถึงสีละขวด . แต่เขาถือทั้งตะกร้าให้ดูเยอะเฉย ๆ เผื่อจะมีคนเข้าใจผิด . เป็นการบิดเบือนรูปแบบการเอาสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องมาเชื่อมโยง
บริษัททัวร์อาจจะเสนอแพ็กเกจ “เที่ยวประเทศแห่งหนึ่ง 5 วัน ราคาแค่ 9,900 บาท” โดยไม่ได้บอกรายละเอียดให้ครบ ทำให้ลูกค้าที่มีเงินจำกัดหรืออยากเที่ยวอย่างประหยัด สนใจและเลือกใช้บริการทัวร์นี้ . แต่จริง ๆ แล้ว ราคานี้ไม่รวมค่าอาหารบางมื้อ หรือค่าเข้าชมบางจุด หรือค่าใช้บางอย่าง แต่พออุตส่าห์ไปแล้วจะไม่กินอาหารท้องถิ่น หรือไม่ไปสถานที่บางแห่งก็น่าเสียดาย ทำให้คนที่ไปอาจต้องยอมจ่ายเพิ่ม จนอาจสูงกว่าราคาที่โฆษณาไว้มาก(บิดเบือน → ช่วงชิง)⦅⦅👎👎👎 / 👎👎⦆🖐️⦆
บริษัทให้บริการซอฟต์แวร์ทำงานบางอย่าง อาจจะโฆษณาว่า “จ่ายเพียงเดือนละ 599 บาท” ทำให้ลูกค้าบางคนสนใจ เพราะเห็นว่าเป็นราคาที่ไม่แพงและถูกกว่าเจ้าอื่น จึงศึกษาซอฟต์แวร์นี้อย่างจริงจัง ทั้งอ่านคู่มือ นั่งดูวิดีโอ ศึกษาเมนู ปุ่มกด และวิธีใช้งานแบบต่าง ๆ จนเข้าใจเป็นอย่างดี เพราะตั้งใจจะลองใช้สัก 2–3 เดือนดูก่อน ถ้าดีแล้วค่อยซื้อต่อ . แต่พอกำลังจะกดซื้อจึงพึ่งรู้ว่า ราคาเดือนละ 599 บาทนั้น ใช้ได้เฉพาะกรณีที่สมัครอย่างน้อย 12 เดือน หากต้องการสมัครแบบเดือนต่อเดือนจริง ๆ จะต้องจ่ายเดือนละ 899 บาท ซึ่งแพงกว่าเดิมถึง 50% และพอ ๆ กับเจ้าอื่นเลย . แต่ก็เสียดายที่อุตส่าห์เสียเวลาศึกษาซอฟต์แวร์ตัวนี้ไปมากแล้ว เลยยอมจ่ายเดือนละ 899 บาทไปก่อน ซึ่งถ้ารู้ว่าราคาเป็นแบบนี้ตั้งแต่แรก ก็อาจเลือกใช้ของเจ้าอื่นไปแล้ว(บิดเบือน → ช่วงชิง)⦅⦅👎 / 👎👎⦆🖐️❓⦆
เวลาที่เรากำลังจะจ่ายเงิน พอเห็นใบเสร็จ บางทีเราก็อาจพึ่งรู้ว่ามีการบวกค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เช่น ค่าบริการ หรือค่าธรรมเนียม หรือค่าดำเนินการ หรือภาษี ฯลฯ . ซึ่งบางครั้งก็อาจจะเกิดจากความจงใจของทางร้าน เช่น เห็นว่าลูกค้าบางคนเป็นคนขี้เกรงใจ ไม่กล้าแย้ง หรือเห็นว่าลูกค้าอาจคิดว่าตัวเองไม่เข้าใจเอง เลยยอมจ่าย ๆ ไป หรือลูกค้าบางคนอุตส่าห์เดินทางมาซื้อหรือใช้เวลาเลือกแล้ว เลยไม่อยากไปหาร้านอื่น ฯลฯ จึงถือโอกาสบวกนู่นบวกนี่เพิ่มโดยไม่แจ้งให้ชัดเจนตั้งแต่แรก(ทำอย่างแนบเนียน → บิดเบือน → ช่วงชิง)⦅~👎🖐️⦆
โดยส่วนมากนั้น ฝั่งคนขายมักเป็นฝ่ายทำให้ฝั่งคนซื้อเข้าใจบางอย่างคลาดเคลื่อน เพราะคนขายมักเป็นฝ่ายกำหนดราคาและเงื่อนไขในการซื้อขาย . แต่จริง ๆ แล้ว ฝั่งคนซื้อก็สามารถทำให้ฝั่งคนขายเข้าใจคลาดเคลื่อนได้เช่นกัน
คนที่ต้องการรถมือสอง แต่อยากซื้อในราคาที่ถูกกว่านี้ ก็อาจจะให้คนรู้จักหลายคน ช่วยกันโพสต์ประกาศขายรถรุ่นเดียวกันในราคาต่ำ ๆ เป็นจำนวนมาก ทำให้เจ้าของรถรายหนึ่งเข้าใจว่า ช่วงนี้มีรถรุ่นนี้ออกมาขายเยอะมาก ถ้าตั้งราคาสูงก็คงขายออกยาก เลยยอมลดราคาลงเพื่อให้ขายได้ก่อนที่จะตกรุ่น(บิดเบือน → ช่วงชิง)⦅👎👎👎⦆
ศิลปินหรือคนทำกราฟฟิกบางคน อาจจะถูกจ้างให้ทำงานบางอย่าง โดยคุยกันในรายละเอียดว่าเป็นงานเกี่ยวกับอะไร ให้ทำอะไร และเอาไปใช้อะไร . แต่หลังจากส่งมอบงานให้กับผู้ว่าจ้าง ผู้ว่าจ้างกลับนำผลงานนี้ไปใช้กับงานอื่น ๆ ด้วย โดยที่ไม่แจ้งให้ทราบก่อน . ซึ่งถ้ารู้อย่างงี้ตั้งแต่แรก ก็คงเรียกค่าจ้างสูงกว่านี้ไปแล้ว(บิดเบือน → ช่วงชิง)⦅⦅👎👎 / 👎👎👎⦆🖐️⦆
บางคนก็ไม่ได้หลอกให้ใครเอาอะไรมาให้ตรง ๆ แต่อาศัยพันธะหรือกลไกที่ออกแบบมาให้เกิดการเคลื่อนย้ายทรัพย์สินระหว่างบุคคลได้ โดยแทนที่จะเล่นกับกลไกเหล่านี้อย่างตรงไปตรงมา กลับใช้เล่ห์เหลี่ยม บิดเบือนความเข้าใจบางอย่างของผู้อื่น เพื่อให้ทรัพย์สินเหล่านั้นไหลไปในทิศทางที่ตัวเองต้องการ . แบ่งเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่ (1) แบบที่เป็นการเดิมพัน เช่น การพนัน หรือการเดิมพันทายผลต่าง ๆ ฯลฯ และ (2) แบบที่เป็นระบบการซื้อขาย เช่น ตลาดหลักทรัพย์ หรือตลาดซื้อขายสินทรัพย์ต่าง ๆ ฯลฯ
บางคนอาจจะท้าจีบสาวกับเพื่อนที่ไปเที่ยวด้วยกัน โดยเดิมพันคนละ 1,000 บาท ว่าใครจะจีบติด แต่จริง ๆ คือแอบเตี๊ยมกับผู้หญิงไว้แล้ว โดยแบ่งเงินกันคนละ 500 บาท(วางกับดัก ⇒ ใช้พันธะ → ช่วงชิง)⦅👎👎🖐️⦆
บางคนอาจจะท้ากับเพื่อนที่เป็นคอฟุตบอลเหมือนกัน ในการเดิมพันผลฟุตบอลที่จะเกิดในรอบถัดไป ซึ่งจริง ๆ คือเขาแอบไปจ้างนักฟุตบอลให้ล้มบอลไว้แล้ว และก็ไม่ได้ท้ากับเพื่อนแค่คนเดียว แต่ไล่ท้าคนไปทั่ว แถมยังเข้าไปทายผลในเว็บพนันอีกต่างหาก(วางกับดัก ⇒ ใช้พันธะ → ช่วงชิง)⦅👎👎👎⦆
บางคนอาจจะวางเงินเดิมพันในเว็บพนัน เกี่ยวกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในหนังเรื่องหนึ่ง เช่น ใครเป็นคนร้ายตัวจริง หรือใครจะชนะ หรือตัวละครนี้จะรอดหรือไม่ ฯลฯ . แต่จริง ๆ แล้ว การทำหนังเรื่องหนึ่งขึ้นมา มีทั้งทีมเขียนบท ทีมเตรียมสถานที่และอุปกรณ์ ทีมถ่ายทำ นักแสดง ทีมตัดต่อ ฯลฯ อีกมากมาย จึงมีโอกาสไม่น้อยที่ข้อมูลบางส่วนจะหลุดออกมา ทำให้อาจมีบางคนรู้คำตอบอยู่แล้ว ทายยังไงก็ถูก เลยเข้าไปกินเงินคนอื่นฟรี ๆ จากเว็บเดิมพัน ส่วนคนอื่นที่ไม่รู้อะไร ก็ได้แต่คาดเดาและเสี่ยงเอา((ล่วงรู้ → ใช้พันธะ → ช่วงชิง). ซึ่งคนที่รู้ก็อาจเป็นคนวงในที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับหนัง(ใช้สิทธิพิเศษ → ล่วงรู้)หรือรู้จักกับคนวงใน เขาเลยเอามาบอกให้ฟังอีกทีก็ได้(ใช้ความสัมพันธ์ → ล่วงรู้)⦅👎👎⦆
ในการเล่นพนัน บางคนมีความสามารถเฉพาะตัว เช่น มีตาไว หรือมือไว หรือมีเทคนิคเฉพาะที่ฝึกมาเป็นอย่างดี ฯลฯ สามารถโกงได้แยบยล จนคนส่วนใหญ่มองไม่ออก เช่น แอบเหลือบดูไพ่ของคนอื่น หรือแอบสลับไพ่ หรือแอบซ่อนไพ่ หรือแอบทำสัญลักษณ์ไว้ที่ไพ่ หรือแอบทำเป็นสับไพ่หลอก ๆ ฯลฯ((ใช้เทคนิคเฉพาะ + ซ่อนเร้น) → บิดเบือน → ช่วงชิง)⦅👎👎👎⦆
หรือบางคนก็อาจจะใช้อุปกรณ์แทน เช่น ลูกเต๋าที่ถ่วงน้ำหนัก ให้มีโอกาสออกบางหน้ามากเป็นพิเศษ หรืออาจถึงขั้นมีรีโมตควบคุมหน้าที่ออกได้เลย . หรือไพ่ที่ตัดแต่งขอบหรือมุมอย่างละเอียด เช่น หนากว่า บางกว่า แข็งกว่า หรือมีมุมที่แตกต่าง ฯลฯ ซึ่งบางคนถ้าได้ลูบดูก็จะรู้ว่าเป็นไพ่อะไร . หรือชุดแว่นตากับไพ่ ที่ทำให้มองเห็นหน้าไพ่จากด้านหลังได้ ฯลฯ(วางกับดัก → (ใช้คุณสมบัติเฉพาะ + ซ่อนเร้น) → บิดเบือน → ช่วงชิง)⦅👎👎👎⦆
หรือบางครั้งก็เป็นการทำกันเป็นทีม เช่น วางคนแจกไพ่ให้เป็นพวกตัวเองตั้งแต่แรก หรือช่วยกันให้คนใดคนหนึ่งที่เป็นพวกตัวเองชนะ แล้วค่อยเอาเงินมาแบ่งกัน ฯลฯ(วางกับดัก → (รวมตัว + ซ่อนเร้น) → บิดเบือน → ช่วงชิง)⦅👎👎👎⦆
ถ้าเป็นเกมในเว็บพนัน ก็จะโกงได้ง่ายกว่าการเล่นจริง ๆ มาก เพราะทุกสิ่งที่เป็นการสุ่ม สามารถออกแบบผลลัพธ์ได้ด้วยรหัสคอมพิวเตอร์ (code) เช่น อยากให้ลูกเต๋าออกเลขไหน หรือมีโอกาสออกเลขไหนมากน้อยเป็นพิเศษ หรืออยากให้ไพ่ออกเลขไหน หรืออยากให้วงล้อหมุนไปลงช่องไหน ฯลฯ ทำให้คนที่เล่นพนันผ่านเว็บไซต์หรือแอป แทบจะทำอะไรไม่ได้เลย และแทบจะไม่มีโอกาสรู้ด้วยซ้ำว่ากำลังถูกโกงอยู่((ควบคุม + บิดเบือน) → ช่วงชิง)⦅👎👎👎⦆
ส่วนเกมในเว็บพนันที่ต้องใช้ฝีมือผู้เล่น เช่น เกมแข่งรถกินเงิน ผลลัพธ์อาจขึ้นอยู่กับฝีมือของผู้เล่นแต่ละคนก็จริง แต่ก็ยังแอบควบคุมบางอย่างได้ เช่น ถ้าแอบเพิ่มหรือลดความเร็วของรถบางคันเล็กน้อย ก็ส่งผลต่อโอกาสแพ้ชนะได้แล้ว หรือถ้ามีไอเท็มให้เก็บตามทาง ก็อาจจะกำหนดให้บางคนได้รับไอเท็มที่มีประโยชน์มากหรือน้อยกว่าอีกคนได้ ฯลฯ(ทำอย่างแนบเนียน → (ควบคุม + บิดเบือน) → ช่วงชิง)⦅👎👎👎⦆
แต่บางครั้ง เจ้ามือเกมการพนัน ก็อาจไม่จำเป็นต้องโกงอะไรเลยก็ได้ ไม่จำเป็นต้องมีเทคนิคพิเศษ ไม่ต้องมีอุปกรณ์พิเศษ ไม่ต้องมือไวตาไว ไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น เล่นตามกติกาทุกอย่าง ก็กินเงินคนอื่นได้สบาย ๆ แล้ว เพราะชนะตั้งแต่คณิตศาสตร์แล้ว . เพราะหลายคนที่เข้าไปเล่นพนันนั้น อ่อนคณิตศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอัตราต่อรอง ความน่าจะเป็น ค่าความคาดหมาย สถิติ ความผันผวน ฯลฯ(ใช้จุดอ่อน → ช่วงชิง)⦅~👎🖐️⦆
ถ้าเราติดตามวงการลงทุน เราก็มักเห็นข่าวที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อปั่นราคาของหุ้นหรือทรัพย์สินบางอย่างอยู่ไม่น้อย มีตั้งแต่แบบที่เกินจริงเล็กน้อย คือเขียนหรือพูดให้คนรู้สึกตื่นเต้นกว่าที่ควรจะเป็น แต่ก็ยังอยู่บนพื้นฐานของความจริงอยู่ . แบบที่เกินจริงไปมาก คือเรื่องจริงมีแค่นิดเดียว แต่เขียนหรือพูดให้ดูใหญ่โตจนแทบจะคนละเรื่องเลย . จนถึงแบบที่แทบจะไม่มีมูลความจริงอยู่เลย จับนู่นผสมนี่ คาดเดาไปต่าง ๆ นานา . และมีทั้งแบบที่เป็นข่าวดี กับข่าวร้าย
แบบที่เป็นข่าวดี มักจะทำเพื่อให้คนคิดว่าเป็นโอกาส แล้วรีบเข้าไปซื้อ ส่งผลให้ราคาพุ่งสูงขึ้นกว่ามูลค่าที่แท้จริงของกิจการนั้น ๆ จากนั้นคนปล่อยข่าวก็เทขายเพื่อทำกำไร(บิดเบือน → (ทำให้แพร่กระจาย + สร้างความโลภ) → ช่วงชิง)⦅👎👎👎🖐️⦆
ส่วนแบบที่เป็นข่าวร้าย มักจะทำเพื่อให้คนคิดว่าสถานการณ์กำลังแย่ลง แล้วรีบพากันเทขาย ส่งผลให้ราคาตกลงมาต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงของกิจการนั้น ๆ จากนั้นคนปล่อยข่าวก็เข้าไปช้อนซื้อเพื่อทำกำไร(บิดเบือน → (ทำให้แพร่กระจาย + สร้างความกลัว) → ช่วงชิง)⦅👎👎👎🖐️⦆
สมมติว่า มีผู้บริหารบริษัทใหญ่ให้สัมภาษณ์กับสื่อ หรือขึ้นไปพูดบนเวที หรือโพสต์อะไรลอย ๆ ในอินเทอร์เน็ต เช่น “กำลังมองหาโอกาสขยายธุรกิจไปต่างประเทศ” หรือ “กำลังสนใจเทคโนโลยีบางอย่าง” ฯลฯ ทั้ง ๆ ที่เป็นแค่คำพูดกว้าง ๆ ยังไม่ได้มีอะไรเป็นรูปธรรมด้วยซ้ำ . แต่บางคนหรือสื่อบางเจ้าก็อาจจะนำคำพูดนั้นไปคาดการณ์ต่าง ๆ นานา เช่น “อาจกำลังเตรียมบุกต่างประเทศครั้งใหญ่” หรือ “อาจมีดีลลับกับพันธมิตรต่างชาติ” หรือ “เราอาจได้เห็นการนำเทคโนโลยีนี้มาเปลี่ยนวงการครั้งใหญ่” ฯลฯ เพื่อให้คนที่ฟังเกิดความตื่นเต้น ความอยากทำกำไร และกลัวจะเข้าไม่ทัน เลยแห่พากันเข้าไปซื้อ จนอาจทำให้ราคาหุ้นของบริษัทนั้นดีดตัวขึ้นมาอย่างรวดเร็ว จากนั้นคนที่อยู่เบื้องหลังการปั่นข่าวก็ขายหุ้นออกมาเพื่อทำกำไร(บิดเบือน → (ทำให้แพร่กระจาย + สร้างความโลภ) → ช่วงชิง)⦅👎👎👎🖐️⦆
สมมติว่า มีข่าวเกี่ยวกับเทคโนโลยีใหม่บางอย่าง ซึ่งกล่าวถึงความคืบหน้าในบางด้าน แต่ยังมีข้อจำกัดที่ต้องพัฒนาอีกหลายด้าน จึงไม่ได้หมายความว่าจะสำเร็จจริง ๆ หรือต่อให้สำเร็จจริง ก็ใช่ว่าจะถูกเอามาใช้จริง ๆ อย่างแพร่หลาย . แต่บางคนหรือสื่อบางเจ้าก็อาจจะนำข่าวนั้นไปเล่าต่อให้ดูน่ากลัว เช่น “ธุรกิจเดิมกำลังจะถูกแทนที่” หรือ “ถ้าไม่รีบปรับตัว เราอาจได้เห็นการล่มสลายของธุรกิจนี้” ฯลฯ เมื่อคนเกิดความกลัวมาก ๆ ก็อาจจะพากันเทขายหุ้นของบริษัทที่เกี่ยวข้อง จนทำให้ราคาตกลง จากนั้นคนที่อยู่เบื้องหลังการปั่นข่าวก็ช้อนซื้อเพื่อทำกำไร(บิดเบือน → (ทำให้แพร่กระจาย + สร้างความกลัว) → ช่วงชิง)⦅👎👎👎🖐️⦆
*** แต่ก็ใช่ว่าทุกครั้งที่เป็นแบบนี้จะเป็นการปั่นข่าวเสมอไป บางครั้งคนที่เขาออกมาเขียนหรือพูดอะไรแบบนี้ เขาก็แค่วิเคราะห์และคาดการณ์ไปตามหลักการและเหตุผล ไม่ได้จงใจบิดเบือนหรือทำให้ดูเกินจริงเสมอไป แถมบางครั้งยังเป็นการให้ความรู้ และให้มุมมองใหม่ ๆ กับผู้อื่นด้วยซ้ำ . จริง ๆ แล้ว ผู้เขียนก็ชอบฟังอะไรแบบนี้เหมือนกัน⦅👎👎🖐️⦆. เราเลยอาจจะต้องแยกแยะระหว่างสื่อที่วิเคราะห์ไปตามเหตุผล กับสื่อที่จงใจปั่นข่าวให้คนเข้าใจผิด เพื่อผลประโยชน์บางอย่าง
นอกจากการปั่นข่าวจากนักลงทุนด้วยกันแล้ว บางครั้งคนที่มีอำนาจภายในบริษัทนี่แหละ ที่มีส่วนในการปั่นข่าวขึ้นมา . ซึ่งต่างกันตรงที่ นักลงทุนทั่วไปทำได้เพียงนำสิ่งที่เกิดขึ้นมาตีความหรือขยายความต่อ แต่คนที่มีอำนาจภายใน สามารถสร้างเหตุการณ์บางอย่างขึ้นมาด้วยตัวเอง แล้วนำไปเป็นจุดตั้งต้นในการปั่นข่าวอีกที
บริษัทบางแห่งอาจจะประกาศว่า “จะลงทุนสร้างโรงงานแห่งใหม่” เพื่อจงใจให้สื่อเอาไปตีความว่า “บริษัทกำลังจะมีคำสั่งซื้อครั้งใหญ่” โดยเฉพาะ . หรือผู้บริหารบางคนอาจจะเดินทางไปพบกับบริษัทต่างชาติ แล้วทำท่าทางสนิทสนม หรือโพสต์ความคืบหน้าของโปรเจกต์บางอย่างที่กำลังคุยกันลงออนไลน์ เพื่อให้สื่อเอาไปเล่าต่อว่า “อาจมีดีลใหญ่ร่วมกัน” หรือ “มีการร่วมลงทุนครั้งใหญ่” . หรือบริษัทประกาศว่า “สนใจจะซื้อธุรกิจบางอย่าง” เพื่อให้คนเข้าใจว่า “กำลังเตรียมรุกตลาดใหม่ครั้งใหญ่” . หรือบริษัทประกาศรับพนักงานจำนวนมากในแผนกวิจัยและพัฒนา เพื่อให้คนเอาไปขยายความว่า “กำลังเร่งพัฒนาเทคโนโลยีบางอย่าง” หรือ “กำลังจะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่” ฯลฯ เพื่อดันราคาหุ้นให้สูงขึ้นแล้วทยอยขายทำกำไร หรือเพื่อพยุงราคาไม่ให้ตกลงในช่วงที่กำลังมีข่าวลบ แล้วทยอยขายก่อนที่จะขาดทุน(สร้างร่องรอย → (บิดเบือน + สร้างความโลภ) → ช่วงชิง)⦅👎👎👎🖐️⦆
หรือบางครั้งก็ไม่ใช่การปั่นข่าว แต่ถึงขนาดลงทุนทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันขึ้นมาเพื่อหลอกลวงโดยเฉพาะ เช่น บริษัทบางแห่งอาจจะสร้างยอดขายที่ไม่มีอยู่จริง โดยการสร้างเอกสารการขายปลอมขึ้นมา หรือจัดฉากสร้างโรงงานหรือโกดังปลอม หรือแกล้งทำเป็นขนส่งสินค้าหลอก ๆ ขึ้นมาเลย ฯลฯ เพื่อให้คนอื่นเข้าใจว่าขายดี ส่งผลให้ราคาหุ้นสูงขึ้น แล้วจึงเทขายก่อนที่ความจริงจะปรากฎ(บิดเบือน → ช่วงชิง)⦅👎👎👎⦆
หรือบางคนก็ใช้วิธีตกแต่งบัญชี เช่น บริษัทที่มีผลประกอบการขาดทุนมากกว่าที่คาด ผู้บริหารก็อาจจะสั่งให้ฝ่ายบัญชีไม่บันทึกหรือเลื่อนการบันทึกค่าใช้จ่ายบางอย่างออกไป เช่น ค่าซ่อมแซมเครื่องจักร หรือค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินบางอย่าง หรือค่าบริการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นแล้ว ฯลฯ ส่งผลให้งบการเงินที่ออกมาดูขาดทุนน้อยกว่าความเป็นจริง ทำให้ราคาหุ้นตกลงมาไม่มากเท่าที่ควรจะเป็น แล้วผู้บริหารก็อาจจะทยอยขายหุ้นก่อนที่ความจริงจะแสดงออกมา(ซ่อนเร้น → บิดเบือน → ช่วงชิง)⦅👎👎👎⦆
หรือบางครั้งพวกเขาก็เลือกที่จะไม่ตกแต่งบัญชีให้ผิดปกติ เพราะนอกจากจะเสี่ยงผิดกฎหมายแล้ว ยังมีวิธีอื่นที่สามารถทำให้ตัวเลขออกมาดูดีกว่าความเป็นจริงได้เช่นกัน เช่น บริษัทแห่งหนึ่ง ตามปกติจะต้องส่งสินค้าให้ลูกค้ารายใหญ่รายหนึ่ง 100,000-150,000 ชิ้น ทุกช่วงต้นปี แต่ในปีนี้กลับเร่งส่งสินค้าให้เสร็จก่อนปิดงบปลายปี พร้อมบันทึกเป็นยอดขายของปีนี้ ทำให้รายได้ของปีนี้สูงกว่าปกติ เพื่อให้คนที่อ่านงบการเงินเข้าใจว่าบริษัทมีรายได้เพิ่มขึ้น ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ขายสินค้าเพิ่มขึ้นจริง เพียงแค่เอารายได้ที่ปกติควรจะเป็นของปีถัดไปมาแสดงก่อน(สลับขั้นตอน → บิดเบือน → ช่วงชิง)⦅👎👎🖐️⦆
บริษัท A ขายสินค้าให้บริษัท B ซึ่งเป็นบริษัทในเครือเดียวกัน จากนั้นบริษัท B ก็ขายต่อให้บริษัท A หรือบริษัทอีกแห่งในเครือเดียวกัน ทำให้เกิดยอดขายและรายได้ในทางบัญชีมากขึ้น แต่รายจ่ายก็มากขึ้นตามเช่นกัน เพราะเป็นการซื้อขายกับตัวเอง คือเมื่อบริษัทหนึ่งขาย อีกบริษัทก็ต้องซื้อ ทำให้มีทั้งรายได้กับรายจ่ายเสมอตัว ไม่ได้มีรายได้จากภายนอกเข้ามาจริง ๆ แถมบางครั้งยังอาจต้องเสียภาษีหรือต้นทุนทางธุรกรรมฟรี ๆ ด้วย . แต่ที่ทำแบบนี้ก็เพราะ ตัวเลขยอดขายและรายได้ที่เพิ่มขึ้นนั้นนั้น สามารถนำไปใช้หลอกคนที่ดูตัวเลขทางการเงินคร่าว ๆ โดยไม่ได้ลงรายละเอียดให้ดี ให้เข้าใจว่าบริษัทมีขนาดใหญ่หรือมีการเติบโตกว่าความเป็นจริงได้ เช่น ทำสไลด์รายงานผลประกอบการของบริษัท ก็อาจใส่แผนภูมิแท่งแสดงยอดขายปีนี้เทียบกับปีก่อน ๆ ซึ่งพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก หรือแผนภูมิแท่งเปรียบเทียบรายได้ของตัวเองที่สูงกว่าคู่แข่ง ทั้ง ๆ ที่จำนวนลูกค้าที่ต้องการสินค้าจริง ๆ อาจมีน้อยกว่าด้วยซ้ำ ฯลฯ(เพิ่มกระบวนการที่ไม่จำเป็น → บิดเบือน → ช่วงชิง)⦅👎👎👎🖐️⦆
ผู้ถือหุ้นที่เป็นผู้บริหารด้วยบางคน อาจจะควักเงินส่วนตัวซื้อสินค้าของบริษัทตัวเอง เพื่อทำให้ยอดขายและกำไรเติบโตขึ้นมาก แล้วพอผลประกอบการออกมาดูดี ราคาหุ้นก็อาจสูงขึ้น แล้วค่อยขายทำกำไร เช่น สมมติว่าเขาถือหุ้นอยู่ 70% ของบริษัทแห่งหนึ่ง แล้วเขาก็นำเงินของตัวเอง 100 ล้านบาท มาซื้อสินค้าจากบริษัท ส่งผลให้บริษัทมียอดขายและกำไรเพิ่มขึ้นจริง . พอคนอื่นเห็นว่าผลประกอบการดีขึ้น ก็อาจพากันเข้ามาซื้อหุ้นจนทำให้มูลค่าของบริษัทเพิ่มขึ้นอีก 500 ล้านบาท เท่ากับว่าหุ้น 70% ที่เขาถืออยู่มีมูลค่าเพิ่มขึ้น 350 ล้านบาท จากนั้นเขาก็ทยอยขายทำกำไร . พอผลประกอบการครั้งถัดไปออก บางคนก็อาจพึ่งรู้ความจริงว่า ยอดขายและกำไรที่ได้นั้น ไม่ได้เกิดจากความต้องการของลูกค้าจริง ๆ(สละ → บิดเบือน → ช่วงชิง)⦅~👎🖐️⦆
(3. การ "ใช้จิตวิทยา")
การใช้จิตวิทยา เป็นการ “ใช้สภาพทางจิตใจบางอย่าง เพื่อทำให้อีกฝ่ายยอมเอาบางอย่างมาให้ หรือยอมเสียประโยชน์บางอย่าง”.เป็นการคอมโบระหว่างกลศึกประเภท “จิตใจ” และ “การช่วงชิง”(ใช้อารมณ์ → ช่วงชิง)
บางคน เวลาเมาแล้วจะหน้าใหญ่ เป็นคนใจป้ำ ชอบแจกนู่นแจกนี่ ใครขออะไรก็ให้ . คนอื่นก็เลยชอบมามอมเหล้าเขา เพื่อให้เขาเมาจะได้ขอเงินหรือสิ่งต่าง ๆ จากเขา(วางกับดัก → ทำให้เมา → ช่วงชิง)⦅👎👎👎🖐️⦆
บางคนอาจรู้ว่าถูกคนอื่นโกงก็จริง แต่ก็โกงไม่มาก แถมคนที่โกงยังชอบทำตัวน่ารำคาญด้วย เลยไม่อยากยุ่งด้วย จึงยอมปล่อยไป((ใช้จำนวน + ใช้ความรำคาญ) → ช่วงชิง)⦅👎👎👎🖐️⦆
นักขายบางคนอาจจะหว่านล้อมให้ลูกค้าอยากได้บางอย่าง แล้วพอลูกค้าเริ่มคล้อยตาม ก็ชอบกดดันให้ลูกค้ารีบซื้อในสิ่งที่ไม่คุ้ม ทำให้ลูกค้าไม่ทันคิดคำนวณให้ดี ๆ(ใช้ความกดดัน → ช่วงชิง)⦅~👎🖐️⦆
โปรแกรมที่คิดค่าบริการเป็นรายเดือนบางอย่าง เช่น แอปดูหนัง หรือแอปฟังเพลง หรือซอฟต์แวร์สำหรับทำงานบางอย่าง ฯลฯ ผู้พัฒนาบางรายก็อาจจงใจออกแบบให้ยกเลิกยาก ๆ โดยไม่จำเป็น มีหลายขั้นตอน ต้องกดนู่นกดนี่ บางทีต้องโทรไปบอกหรือทักแชตไปคุย . ทำให้ลูกค้าบางคนขี้เกียจยกเลิก ทั้ง ๆ ที่แทบไม่ได้ใช้ หรือยอมใช้ของเจ้านี้ต่อ ทั้ง ๆ ที่อยากลองเปลี่ยนไปใช้ของเจ้าอื่นดูบ้าง(ใช้ความยุ่งยาก → ช่วงชิง)⦅👎👎🖐️⦆
บางคนก็ใช้ความกลัวบางอย่าง เช่น จะเกิดสงคราม หรือภัยพิบัติ หรือโรคระบาด ฯลฯ ในการขายของบางอย่าง เช่น คอร์สเรียนการลงทุนในสภาวะสงคราม หรืออุปกรณ์เอาชีวิตรอด หรือสมุนไพรที่รักษาโรคระบาดบางอย่างได้ หรืออุปกรณ์ที่ป้องกันคลื่นที่นักวิทยาศาสตร์ใช้ควบคุมสมองของเราได้ ฯลฯ และบางคนก็ใช้ความเชื่อเรื่องศาสนาบางอย่างมาร่วมด้วย((ใช้ความกลัว + ใช้ความเชื่อ) → บิดเบือน → ช่วงชิง)⦅~👎🖐️⦆
สมมติว่า ป้า A กับป้า B เป็นพี่น้องกัน . ป้า B มักจะโกงเงินป้า A อ้อม ๆ แบบเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น ยืมเงินป้า A เป็นประจำ คืนบ้าง ไม่คืนบ้าง ครบบ้าง ไม่ครบบ้าง ชอบทำเป็นลืม หรือได้บ้านจากมรดกก็เนียนเอามาใช้ส่วนตัว หรือเงินส่วนกลางจากครอบครัวก็เป็นคนบริหาร ฯลฯ และรู้ว่าป้า A เป็นคนเห่อหลาน รักหลาน ชอบอวดรูปหลาน ชอบเอาเรื่องของหลานมาเล่าให้ฟังตัวเองฟังบ่อย ๆ ก็เลยใช้วิธีเข้าทางหลาน เช่น ซื้อของให้หลานเป็นประจำ หรือแวะไปเล่นด้วยบ่อย ๆ ฯลฯ . ป้า A ก็อาจจะใจอ่อน เห็นว่าเป็นพี่น้องกัน และเห็นแก่ความจำเป็นที่ป้า B ไม่ค่อยมีเงิน ก็เลยยอม ๆ ไปก็ได้(((ใช้จุดอ่อน → ทำให้ใจอ่อน) + ทำอย่างแนบเนียน + ใช้ความชอบธรรม) → ช่วงชิง)⦅👎👎🖐️⦆
(4. การ "ใช้แรงจูงใจ")
การใช้แรงจูงใจ เป็นการ “ให้ผลตอบแทนบางอย่าง เพื่อจูงใจให้อีกฝ่ายนำบางสิ่งที่ต้องการมาให้” ซึ่งไม่ใช่การชิงอะไรจากคนที่แลกเปลี่ยนด้วย แต่เป็นการชิงจากฝ่ายที่สูญเสียสิ่งที่ถูกนำมาแลกเปลี่ยนแทน จึงจัดเป็นการช่วงชิงทางอ้อมเสมอ
ในการแข่งขันหรือการทำธุรกิจ บางคนใช้วิธีซื้อตัวคนของคู่แข่ง ซึ่งเป็นคนที่มีความสามารถเฉพาะตัว และหาคนทดแทนได้ยาก เช่น วิศวกรที่เชี่ยวชาญเทคโนโลยีเฉพาะทาง หรือช่างฝีมือที่มีทักษะเฉพาะ หรือนักออกแบบที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว หรือนักกีฬาเก่ง ๆ ของทีมคู่แข่ง หรือนักวิจัยเฉพาะทาง หรือผู้บริหารที่มีความสามารถสูง ฯลฯ โดยเสนอเงินเดือนที่สูงกว่า หรือตำแหน่งที่ดีกว่า หรือเสนอเงินก้อนโต ฯลฯ เพื่อให้มาอยู่กับตัวเอง(ใช้ความโลภ → สร้างพันธะ → แปรสภาพ → (ช่วงชิง + ใช้จุดแข็ง))⦅~👎🖐️⦆
ในการสงคราม บางคนอาจจะซื้อตัวคนสำคัญของฝ่ายตรงข้ามให้มาเป็นพวก เช่น แม่ทัพที่มีฝีมือ หรือนักรบที่เก่งกาจ หรือที่ปรึกษาคนสำคัญ หรือขุนนางที่มีอำนาจ หรือเจ้าหน้าที่ดูแลคลังเสบียง หรือผู้ที่ทำหน้าที่เปิดปิดประตูเมือง หรือครอบครัวของผู้มีอำนาจ หรือช่างทำอาวุธที่มีฝีมือ ฯลฯ โดยอาจจะเอาทรัพย์สินเงินทอง หรือสาวงาม หรือตำแหน่ง ฯลฯ มาแลกเปลี่ยน(ใช้ความโลภ → สร้างพันธะ → แปรสภาพ → ช่วงชิง)⦅👎👎👎⦆
ซึ่งอาจจะศึกษามาก่อนว่า คนที่ต้องการจะซื้อตัวนั้นชื่นชอบอะไร หรือมีปมกับเรื่องไหน เช่น รู้ว่าเขาเป็นคนละโมบโลภมาก เห็นแก่ทรัพย์สินเงินทอง ก็อาจจะเอาแก้วแหวนเงินทอง หรือเครื่องประดับราคาแพง หรือที่ดินมาแลก . หรือรู้ว่าเขาเป็นคนหมกมุ่นในกาม ก็อาจจะเอาสาวงามมาล่อ . หรือรู้ว่าเขาเป็นคนทะเยอทะยาน มักใหญ่ใฝ่สูง ชอบคำเยินยอ ก็อาจจะเสนอตำแหน่งที่มีหน้ามีตาให้เขา . หรือรู้ว่าเขาสร้างผลงานมาตั้งมากมาย แต่ผู้มีอำนาจฝั่งนั้นกลับไม่เห็นค่า หรือกลัวเขาเด่นเกินจึงไม่ให้อำนาจ ก็อาจจะเสนอตำแหน่งที่ใหญ่กว่าให้เขา ฯลฯ(ล่วงรู้ → สร้างความโลภ → สร้างพันธะ → แปรสภาพ → ช่วงชิง)⦅👎👎👎⦆
ในทางการเมือง บางเรื่องจำเป็นต้องใช้เสียงโหวตของ ส.ส. ให้ถึงเกณฑ์ จึงจะผ่านมติหรือสามารถดำเนินการได้ เช่น การออกกฎหมาย หรือแก้ไขกฎหมาย หรืออนุมัติงบประมาณ หรือเห็นชอบเรื่องสำคัญบางประเภท ฯลฯ . บางพรรคการเมืองเลยใช้เงินซื้อ ส.ส. ของพรรคอื่น ให้โหวตตามที่ตนเองต้องการ หรือย้ายข้างมาอยู่ฝ่ายตัวเองเลย(ใช้ความโลภ → สร้างพันธะ → แปรสภาพ → ช่วงชิง)⦅👎👎👎⦆
(3. ช่วงชิงโดยการ "ปรับสัดส่วน")
การช่วงชิงโดยการปรับสัดส่วน เป็นการ “ไม่ได้ไปเอาอะไรมา และก็ไม่ได้ให้อีกฝ่ายเอาอะไรมาให้ตรง ๆ แต่เพิ่มสัดส่วนบางอย่างซึ่งไปกระทบกับอีกฝ่าย จนอีกฝ่ายค่อย ๆ สูญเสียบางอย่างไปเอง” เป็นลักษณะของการ “เจือจาง” หรือ “แทนที่” (จึงถือเป็นการช่วงชิงทางอ้อมเสมอ) . แบ่งเป็น 2 แบบ ได้แก่ (1) แบบที่เพิ่มจำนวนจากภายนอก เพื่อเข้าไปชิงบางอย่างมาจากส่วนกลาง(เพิ่มจำนวน → ช่วงชิง)และ (2) แบบที่ดึงมาจากส่วนกลาง โดยไม่ได้เพิ่มจำนวนจากภายนอกเข้าไป
สมมติว่า คน 3 คน คือนาย A นาย B นาย C ต้องแบ่งเงินจากกองกลางกัน . ถ้านาย A เอานาย D มาเพิ่มตัวหาร กลายเป็นแบ่ง 4 คน เพื่อให้นาย B กับนาย C ได้รับน้อยลง ถือเป็นแบบที่เพิ่มจำนวนจากภายนอกเข้าไป(เพิ่มจำนวน → ช่วงชิง). แต่ถ้าเขาหาวิธีเพิ่มสัดส่วนของตัวเองได้ โดยที่ยังคงมีแค่ 3 คนนี้เหมือนเดิม ถือว่าเป็นแบบที่ดึงมาจากส่วนกลางโดยไม่ได้เพิ่มคนจากภายนอกเข้าไป(ช่วงชิง). แต่ถ้าทำอย่างสมเหตุสมผล เช่น ทั้ง 3 คนตกลงกันอย่างเต็มใจและเป็นธรรมว่าควรให้นาย A ได้เงินกองกลางมากขึ้น หรือเพิ่มนาย D เข้ามาเพราะเหตุผลที่เหมาะสม ฯลฯ โดยไม่มีใครใช้เล่ห์เหลี่ยมหรือกลอุบายใด ๆ ในการเอาเปรียบคนอื่น แบบนี้ไม่ถือเป็นกลศึก
มหาเศรษฐีคนหนึ่ง มีทรัพย์สมบัติมากมาย ไม่ว่าจะเป็นที่ดิน ตึกแถว ห้องเช่า ทองคำ เครื่องประดับ และเงินสดจำนวนมาก และยังมีภรรยากับลูกหลานจำนวนมาก เมื่อเขาตายไป สมบัติเหล่านั้นก็จะถูกแบ่งไปให้เหล่าภรรยาและลูกหลานของเขา . ถ้าครอบครัวของภรรยาแต่ละคน เป็นแบบต่างคนต่างอยู่ คือไม่ได้เป็นแบบครอบครัวใหญ่อยู่ด้วยกัน หรืออาจไม่รู้จักกันด้วยซ้ำ หรืออยู่ด้วยกันแต่ไม่ได้รักใคร่กลมเกลียวกัน มีการทะเลาะแก่งแย่งกันภายใน ภรรยาบางคนก็อาจจะใช้วิธีมีลูกเยอะ ๆ และเร่งให้ลูกของตัวเองมีครอบครัวเร็ว ๆ มีลูกหลานเยอะ ๆ ครอบครัวฝั่งตัวเองจะได้มีตัวหารมรดกมากขึ้น และได้รับสมบัติมากกว่าครอบครัวอื่น(เพิ่มจำนวน → ช่วงชิง)⦅~👎🖐️⦆
หรือถ้าเศรษฐีคนนั้น ไม่ได้มีแค่สมบัตินิ่ง ๆ ที่แบ่งกันได้ แต่ยังมีมรดกในรูปแบบของตำแหน่ง หน้าที่การงาน หรืออำนาจบางอย่าง ที่ลูกหลานของเขาสามารถสืบทอดต่อได้ด้วย เช่น เป็นเจ้าของกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ ที่ชอบวางคนในครอบครัวตัวเองให้ดำรงตำแหน่งสำคัญต่าง ๆ ในธุรกิจ . หรือเป็นนักการเมืองหรือข้าราชการที่มีอิทธิพล ที่มักจะปั้นลูกหลานของตัวเองให้ขึ้นมาสืบทอดตำแหน่ง ดูแลลูกน้องและบริวาร รวมถึงคนในพื้นที่ของตัวเอง ฯลฯ . ภรรยาบางคนก็อาจพยายามทำให้ตัวเองมีลูกหลานมาก ๆ แล้วปั้นลูกหลานตัวเองให้มาสืบทอดสิ่งเหล่านี้ ครอบครัวตัวเองจะได้มีตำแหน่งและอำนาจมากกว่าครอบครัวอื่น(เพิ่มจำนวน → แย่งชิงอำนาจ)⦅~👎🖐️⦆
ถ้าสิ่งที่แย่งชิงเป็นอำนาจ ก็สามารถเขียนคอมโบโดยรวบกลศึกประเภท “อำนาจ” และ “การช่วงชิง” เป็น “การแย่งชิงอำนาจ” ได้(แย่งชิงอำนาจ = เพิ่มอำนาจ + ช่วงชิง)
พระราชาบางองค์ อาจมีพระโอรสและพระธิดาจำนวนมาก เพื่อให้สามารถส่งลูกหลานของตนไปดำรงตำแหน่งสำคัญต่าง ๆ ได้มากขึ้น เพราะอย่างน้อยก็เป็นคนในราชวงศ์เดียวกัน . พระมเหสีบางคนก็อาจพยายามมีพระโอรสและพระธิดาให้มาก เพื่อเพิ่มจำนวนสมาชิกในสายตระกูลของตน และผลักดันให้ลูกหลานขึ้นมามีบทบาทในการสืบทอดอำนาจ เมื่อตระกูลของตนเองมีคนครองตำแหน่งสำคัญมากขึ้น ก็อาจทำให้ตระกูลอื่นมีอิทธิพลลดน้อยลงไปในตัวด้วย(เพิ่มจำนวน → แย่งชิงอำนาจ)⦅~👎🖐️⦆
ในการแย่งชิงอำนาจภายในองค์กร บางคนแทนที่จะแย่งตำแหน่งมาตรง ๆ ก็อาจใช้วิธีค่อย ๆ เอาคนของตัวเองเข้าไปแทนที่ในตำแหน่งต่าง ๆ เช่น ดันเด็กของตัวเองให้เลื่อนตำแหน่งเร็ว ๆ หรือตั้งคนของตัวเองเข้าไปอยู่ในตำแหน่งที่ยังขาดคน หรือหางานที่ยังขาดคนทำ แล้วสร้างตำแหน่งขึ้นมาใหม่ จะได้เอาพรรคพวกของตัวเองเข้าไปอยู่ในตำแหน่งนั้น ฯลฯ จนตนเองมีอำนาจและอิทธิพลมากขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะที่ฝ่ายอื่นค่อย ๆ มีอำนาจน้อยลงไปเอง(ใช้อำนาจ → แย่งชิงอำนาจ)⦅~👎🖐️⦆
สมมติว่า นาย A กับนาย B เปิดบริษัทเพื่อทำตามความฝันไปด้วยกัน แต่เนื่องจากคนไม่พอ นาย B จึงเสนอให้นาย C กับนาย D เข้ามาทำด้วยกัน เพราะเห็นว่าทั้งคู่เป็นคนมีความสามารถ . และเนื่องจากเป็นบริษัทที่พึ่งก่อตั้งใหม่ จึงไม่อยากเสียเงินจำนวนมากในการจ้าง 2 คนนั้น และต้องการให้เข้ามาเป็นผู้ร่วมก่อตั้งช่วยกันสร้างบริษัทมากกว่า นาย A กับนาย B จึงแบ่งหุ้นบางส่วนของตัวเองให้นาย C กับนาย D และให้ทั้งคู่เข้ามาเป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งด้วย
แต่เมื่อเวลาผ่านไป นาย C กับนาย D กลับไม่ได้ตั้งใจและทุ่มเทอย่างที่เคยบอกไว้ เพราะจริง ๆ แล้ว นาย B นาย C และนาย D เป็นพวกเดียวกันมาตั้งแต่แรก และรวมหัวกันหลอกให้นาย A แบ่งหุ้นบางส่วนของตัวเองให้แก่ C และ D ทำให้นาย A มีหุ้นลดลง และไปอยู่ที่ 3 คนนี้มากขึ้น(รวมตัว → (บิดเบือน + วางกับดัก) → เพิ่มจำนวน → ช่วงชิง)⦅👎👎👎🖐️⦆
วิธีการป้องกัน เช่น ออกแบบให้บริษัทมีหุ้นหลายประเภท โดยกำหนดสิทธิ์ในการออกเสียงของหุ้นแต่ละประเภทให้ไม่เท่ากัน . หรือถ้านาย A เป็นตัวหลักในการขับเคลื่อนบริษัท ก็อาจกำหนดให้นาย A ถือหุ้นที่มีสิทธิ์ออกเสียงมากกว่าครึ่งหนึ่ง เพื่อช่วยรักษาอำนาจในการตัดสินใจ . หรือทำข้อตกลงไว้ว่า ถ้าใครต้องการจะขายหุ้น ก็ต้องเสนอขายให้นาย A ก่อน และกำหนดวิธีคำนวณราคาหุ้นและเงื่อนไขในการขายไว้ด้วย ฯลฯ(ใช้พันธะ + ทำเผื่อ)⦅👍👍⦆
รัฐบาลบางประเทศ อาจจะพิมพ์เงินแล้วอัดฉีดเข้าสู่ระบบ เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับคนบางกลุ่ม แล้วส่งผลให้เงินของคนส่วนใหญ่มีมูลค่าลดลงไปในตัว(เพิ่มจำนวน → ช่วงชิง). โดยอาจจะแอบพิมพ์โดยที่ประชาชนทั่วไปไม่รู้(ซ่อนเร้น → เพิ่มจำนวน → ช่วงชิง). หรือไม่ได้แอบ แต่ยกเหตุผลบางอย่างมารองรับ เช่น เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ต้องอัดฉีดเงินเข้าไปพยุงไม่ให้เศรษฐกิจล้ม หรือต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจ ฯลฯ(ใช้ความชอบธรรม → เพิ่มจำนวน → ช่วงชิง)⦅~👎🖐️⦆
คนรวยบางกลุ่ม อาจจงใจสร้างสินค้าหรูหราขึ้นมา โดยเล่นกับการอยากเป็นที่ยอมรับ การอยากได้สถานะทางสังคม เพื่อสูบเงินจากคนชนชั้นกลาง ไม่ให้กระจายรายได้ไปอุดหนุนคนที่มีเงินน้อย กลับต้องนำเงินส่วนใหญ่มาซื้อของแพง ๆ โดยไม่จำเป็น ส่วนคนรวยก็ซื้อของหรูหราด้วยกันเองอีกที ทำให้คนรวยยิ่งรวยขึ้น ส่วนคนจนก็ยังคงจนอยู่อย่างงั้น(ใช้การอยากเป็นที่ยอมรับ → ช่วงชิง)⦅~👎🖐️⦆. และถือเป็นการปรับสัดส่วนแบบ 3 ฝ่ายเลย คือมีทั้งคนรวย คนชนชั้นกลาง และคนจน อยู่ในสมการเดียวกัน
(4. ช่วงชิงโดยการ "ไม่ให้ในสิ่งที่ควรจะให้")
การไม่ให้ในสิ่งที่ควรจะให้ เป็นการ “ไม่ให้บางอย่างกับอีกฝ่าย ในสิ่งที่เขาควรได้รับจากเรา” ซึ่งมีหลายรูปแบบ เช่น ไม่ให้ในสิ่งที่เขาเป็นเจ้าของ หรือสิ่งที่เคยตกลงกันไว้ว่าจะให้ หรือสิ่งที่โฆษณาไว้ หรือสิ่งที่ควรจะให้ตามหน้าที่ ฯลฯ
บางครั้งใครบางคนก็ลืมของไว้ หรือทำบางอย่างหล่นไว้ แล้วก็มีคนเก็บไปเลย ไม่เอาไปคืนเจ้าของ เช่น มีคนกำลังเดินอยู่บนถนน แล้วคนที่เดินอยู่ข้างหน้าก็ทำเงินตก แล้วคนที่เดินตามหลังก็เก็บไว้เป็นของตัวเอง ไม่เอาไปคืนคนข้างหน้า(ช่วงชิง)⦅👎👎👎⦆
บางคนอาจจะลืมของมีค่าบางอย่าง เช่น เงิน หรือกระเป๋าสตางค์ หรือนาฬิกาข้อมือ หรือพาสปอร์ต หรือมือถือ หรือกระเป๋าเดินทาง ฯลฯ ไว้บางแห่ง เช่น บนรถแท็กซี่ หรือในร้านอาหาร หรือร้านกาแฟ หรือห้องพักของโรงแรม ฯลฯ แล้วพนักงานที่เก็บได้ก็ไม่นำมาคืนเจ้าของ แต่เก็บไว้เอง(ซ่อนเร้น → ช่วงชิง)⦅~👎🖐️⦆
ของบางอย่างอาจมีมูลค่าน้อย หรือผู้ที่พบอาจไม่ได้คิดว่าการเก็บไว้เป็นเรื่องสำคัญ หรือติดต่อเจ้าของไม่ได้ จึงอาจจะเก็บไว้โดยไม่ได้มีเจตนาที่จะช่วงชิงของของคนอื่นก็ได้⦅🖐️⦆
หรือถ้าเป็นบนรถแท็กซี่ คนขับบางคนพอเห็นผู้โดยสารลงไปแล้วแต่ลืมของไว้ หรือเผลอทำของตกไว้ เช่น ลืมมือถือไว้ หรือมือถือลื่นไถลออกจากกระเป๋ากางเกง หรือขยับตัวแล้วสร้อยคอหล่น ฯลฯ ก็อาจจะรีบบึ่งรถหนีไป เพื่อไม่ให้ผู้โดยสารตามเอาของคืนได้(ทำอย่างฉับพลัน → หนี → ช่วงชิง)⦅👎👎👎🖐️⦆
บางคนก็อาจจะไม่ให้ในสิ่งที่เคยตกลงไว้แล้ว หรือที่เรียกว่าการ “เบี้ยว” เช่น เบี้ยวหนี้ เบี้ยวค่าแรง เบี้ยวค่าจ้าง เบี้ยวไม่ทำตามที่รับปากไว้ ฯลฯ
บางคนอาจจะยืมเงินคนอื่น แต่พอถึงเวลากลับไม่จ่ายหนี้ หรือที่เรียกว่าการเบี้ยวหนี้ ซึ่งมีหลายวิธี เช่น บอกตรง ๆ ไปเลยว่าจะไม่คืน(ทำลายพันธะ → ช่วงชิง)หรืออ้างเหตุผลบางอย่างในการไม่คืน(ใช้ความชอบธรรม → ทำลายพันธะ → ช่วงชิง)หรือแม้เจ้าหนี้จะมาทวงเท่าไหร่ก็ไม่สน ทำเป็นทองไม่รู้ร้อน(นิ่งเฉย → ช่วงชิง)หรือพยายามหลบหน้า ไม่ให้โดนทวง หรือเก็บข้าวของหนีหายไปเลย(ซ่อนเร้น → ช่วงชิง)ฯลฯ . หรือบางคนก็อาจจะตั้งใจที่จะไม่จ่าย และคิดวิธีเบี้ยวไว้แล้ว ตั้งแต่มาขอยืมเงินด้วยซ้ำ(บิดเบือน → สร้างพันธะ → ช่วงชิง)⦅👎👎👎🖐️⦆
หรือบางคนอาจจะยืมเงินแบบยืม ๆ คืน ๆ ยืมก้อนนั้นที ก้อนนี้ที คืนก้อนนั้นที ก้อนนี้ที . แล้วถ้าอีกฝ่ายเป็นคนคำนวณไม่เก่ง หรือไม่รอบคอบ หรือไว้ใจเลยไม่ได้ตั้งใจคำนวณจริงจัง ก็อาจเข้าใจผิดหรือสับสน ว่าตัวเองให้ยืมไปเท่าไหร่และได้คืนมาเท่าไหร่กันแน่ จนอาจได้เงินคืนมาไม่ครบก็ได้(ทำให้ซับซ้อน → บิดเบือน → ช่วงชิง)⦅👎👎👎🖐️⦆
สมมติว่า มีประเทศหนึ่งก่อหนี้ไว้กับอีกประเทศหนึ่งจำนวนมาก ผู้ปกครองประเทศนั้น จึงหาวิธีบางอย่างในการทำให้เกิดสงครามขึ้นมา เมื่อทั้งสองประเทศกลายเป็นศัตรูกัน หรือเมื่อตนเองเป็นฝ่ายชนะสงคราม จะได้อ้างเหตุผลในการไม่ชำระหนี้ที่เคยก่อไว้ หรือทำให้หนี้นั้นถูกยกเลิกหรือเป็นโมฆะไป หรือที่เรียกว่าการ “ทำสงครามล้างหนี้”(วางกับดัก → สร้างความชอบธรรม → ทำลายพันธะ → ช่วงชิง)⦅👎👎👎⦆
สมมติว่า มีพระราชาองค์หนึ่ง เห็นว่าประเทศของตนเองจำเป็นต้องใช้เงินจำนวนมาก เพราะพึ่งพ้นจากวิกฤตบางอย่าง จึงกู้ยืมเงินจากประเทศอื่นในนามส่วนตัว หรือนามของราชวงศ์ ไม่ได้กู้ในนามของประเทศ จากนั้นก็จัดฉากทำให้ราชวงศ์ของตัวเองถูกโค่น ให้มีคนมาแย่งชิงบัลลังค์ ทำให้ตนเองไม่สามารถใช้หนี้ได้ ส่วนตัวประเทศเองก็ไม่ต้องใช้หนี้ เพราะตัวสัญญาผูกติดกับตัวเอง ไม่ได้ผูกติดกับตัวประเทศ จึงไม่ใช่หนี้ของรัฐ(รวมพันธะ ⇒ ทำลายพันธะ → ช่วงชิง)⦅~👎🖐️⦆
บางคนอาจจะรับจ้างทำบางอย่าง แต่พอทำให้ตามสัญญาแล้ว ผู้ว่าจ้างกลับเบี้ยว ไม่จ่ายค่าจ้าง หรือจงใจจ่ายน้อยกว่าที่ตกลงกันไว้ . หรือในทางกลับกัน บางคนก็อาจจะจ้างให้คนอื่นทำบางอย่าง แต่พออีกฝ่ายรับเงินแล้ว กลับเบี้ยว ไม่ทำตามที่ตกลงกันไว้ หรือจงใจทำให้น้อยกว่าที่ตกลงกันไว้ . ซึ่งมีหลายรูปแบบ เช่น เฉไฉ บอกว่าไม่เคยตกลงกันไว้แบบนี้(บิดเบือน → ทำลายพันธะ → ช่วงชิง)หรือยกเหตุผลต่าง ๆ มาอ้าง(ใช้ความชอบธรรม → ทำลายพันธะ → ช่วงชิง)หรือจงใจสร้างสัญญาให้มีช่องโหว่ตั้งแต่แรก((สร้างช่องโหว่ + สร้างพันธะ) → ช่วงชิง)หรือทำตัวให้น่ารำคาญ ยุ่งยาก อีกฝ่ายจะได้ตัดใจเลิกยุ่งไปเอง((ทำให้รำคาญ + ทำให้ยุ่งยาก) → ช่วงชิง)หรือไม่สนใจ ทำตัวเป็นทองไม่รู้ร้อน แถมบางคนยังถึงขั้นท้าให้อีกฝ่ายไปฟ้องเอาเอง(นิ่งเฉย → ช่วงชิง)หรือหนีหายไปเลย(ซ่อนเร้น → ช่วงชิง)ฯลฯ⦅👎👎👎🖐️⦆
วิธีป้องกัน เช่น ร่างสัญญาหรือเก็บหลักฐานไว้(เก็บร่องรอย)หรือทำข้อตกลงให้ชัดเจนและรัดกุม(ใช้ความชัดเจน)หรือวางเงื่อนไขในกรณีที่มีคนไม่ทำตามสัญญา(เพิ่มพันธะ)หรือแบ่งการจ่ายและส่งมอบเป็นงวด ๆ(แบ่งแยก)ฯลฯ หรือใช้หลายวิธีร่วมกัน⦅👍👍⦆
ในบางประเทศ บริษัทประกันอาจใช้วิธีทำให้การเคลมประกันใช้เวลานาน และมีขั้นตอนยุ่งยากมากมาย เช่น ขอเอกสารหลายครั้ง หรือถ่วงเวลาในการพิจารณา ฯลฯ จนคนเบิกรู้สึกยุ่งยาก รำคาญ จึงไม่อยากดำเนินการ ทำให้บริษัทประกันไม่ต้องเสียเงินชดเชยในครั้งนั้น((ถ่วงเวลา + ทำให้ยุ่งยาก) → ช่วงชิง). หรือผลักภาระบางอย่างไปให้หมอ หรือโรงพยาบาล หรือคลินิกที่รักษาแทน(ให้รับแทน → ช่วงชิง). หรือจงใจตีความเงื่อนไขในกรมธรรม์แบบผิด ๆ เพื่อให้จ่ายเงินชดเชยน้อยลง(บิดเบือน → สร้างความชอบธรรม → ช่วงชิง). หรือปกปิดหรือบิดเบือนข้อมูลเกี่ยวกับเงื่อนไขของกรมธรรม์ตั้งแต่แรก(ซ่อนเร้น → บิดเบือน → ช่วงชิง)ฯลฯ⦅👎👎👎🖐️⦆
บางคนก็ขายของโดยไม่ทำตามที่โฆษณา หรือรับปากกับลูกค้าไว้ ซึ่งมีหลายเทคนิค เช่น ใช้ของเกรดต่ำกว่าที่ตกลงไว้หรือโฆษณาไว้ หรือเอาของที่ไม่ดีหรือมีตำหนิมาย้อมแมวขาย หรือแอบเปลี่ยนไส้บางอย่างที่อยู่ข้างใน หรือเอาของที่คล้ายกันมาหลอกขาย หรือขายของปลอมแต่บอกว่าเป็นของแท้ ฯลฯ(บิดเบือน → ช่วงชิง)⦅👎👎👎🖐️⦆
ร้านอาหารบางแห่ง อาจจงใจใช้ภาพอาหารแบบหนึ่ง แต่อาหารที่ลูกค้าได้รับจริง ๆ กลับเป็นอีกแบบอย่างชัดเจน เช่น ใช้เนื้อเกรดต่ำกว่ากันมาก หรือในรูปเป็นกุ้งตัวใหญ่ ๆ 5-6 ตัว แต่พอได้จริงเป็นกุ้งตัวเล็ก ๆ แค่ 4 ตัว ฯลฯ(บิดเบือน → ช่วงชิง)⦅~👎🖐️⦆
สมมติว่า เราไปเห็นเสื้อผ้าชุดหนึ่งในอินเทอร์เน็ต สวยดี เลยสั่งมา แต่พอของจริงมาส่ง แม้จะเป็นลายเดียวกันกับในรูป แต่กลับมีจุดต่างกันชัดเจน เช่น เนื้อผ้าบางกว่าที่คิดมาก หรือใช้ผ้าเกรดถูกกว่า หรือสีสันกับความคมชัดของลาย คนละเรื่องกับในรูปเลย หรือมีการตัดเย็บที่ชุ่ย เก็บงานไม่เรียบร้อย ฯลฯ ทั้ง ๆ ที่ควรจะให้ของที่ใกล้เคียงกับรูป(บิดเบือน → ช่วงชิง)⦅~👎🖐️⦆
บางคนอาจจะจ้างช่างรับเหมาก่อสร้างให้มาทำบ้านหรืออาคารให้ตนเอง ช่างบางรายอาจจะแอบลดเกรดของวัสดุไปใช้ของที่ถูกลง เพื่อลดต้นทุน ทั้ง ๆ ที่ตกลงกันไว้แล้ว และจงใจปกปิด ไม่ให้ผู้ว่าจ้างรู้(ซ่อนเร้น → ช่วงชิง). หรือช่างที่ติดตั้งอุปกรณ์บางอย่าง อาจจะบอกว่าต้องใช้อุปกรณ์ราคาแพง แล้วเบิกเงินไปซื้อ แต่ลับหลังแอบเปลี่ยนชิ้นส่วนที่อยู่ข้างใน โดยเอาของถูกมาใส่แทน ส่วนของแพงเอาไปใช้ในงานอื่น หรือแอบเอาไปขายต่อ((ซ่อนเร้น + สอดแทรก) → ช่วงชิง)⦅👎👎👎🖐️⦆
ผู้ผลิตอาหารเสริมหรือครีมต่าง ๆ ซึ่งจ้างโรงงานให้ผลิต พอผลิตมาล็อตแรก ก็จ้างเจ้าหน้าที่ภายนอกมาตรวจสอบ แล้วก็ผ่านการตรวจสอบ ตรงตามมาตรฐานทุกอย่าง ทั้งปริมาณและคุณภาพ แต่หลังจากนั้นก็ไปบอกโรงงานให้แอบลดสเปกในล็อตถัดไป เช่น ลดปริมาณหรือความเข้มข้นของสารที่ราคาสูงลง หรือเปลี่ยนสารที่ราคาสูงไปใช้เกรดที่ถูกลง หรือปรับสัดส่วนของสารที่ถูกกับแพง ฯลฯ โดยยังใช้แพ็กเกจแบบเดิม โฆษณาแบบเดิม และไม่ได้มีการตรวจใหม่(ใช้ตัวกลาง → สร้างความน่าเชื่อถือ ⇒ (ซ่อนเร้น + บิดเบือน) → ช่วงชิง). หรือบางครั้งก็อาจจะเป็นทางโรงงานเองที่แอบทำ และปกปิดไม่ให้คนที่สั่งให้ผลิตรับรู้ก็ได้(ซ่อนเร้น → ช่วงชิง)⦅👎👎👎⦆
บางคนก็ไม่ให้สิ่งที่ควรจะให้ตามหน้าที่ของตัวเอง เช่น ผู้จัดการร้านอาหาร อาจจะไม่แนะนำโพรโมชันบางอย่าง หรือไม่เอาเมนูพิเศษใบนั้นมาให้ดูเลย เพื่อให้ลูกค้าสั่งเมนูที่ทางร้านได้กำไรมากกว่า หรือสั่งแยกแทนที่จะสั่งเป็นเซ็ตที่จะทำให้ร้านกำไรน้อยลง . หรือพนักงานร้านค้า อาจจะไม่บอกว่าของที่ลูกค้าซื้อมีตำหนิเล็กน้อย เพราะกลัวลูกค้าไม่ซื้อ . หรือบริษัทประกัน อาจจะไม่บอกสิทธิ์หรือเงื่อนไขบางอย่างที่ทำให้ลูกค้าได้รับประโยชน์มากขึ้น เพราะบริษัทจะต้องจ่ายเพิ่มขึ้น . หรือพนักงานขาย อาจจะไม่บอกผลิตภัณฑ์หรือทางเลือกที่ลูกค้าจะได้รับประโยชน์มากกว่า เพราะอยากขายผลิตภัณฑ์ที่ตัวเองได้ค่าคอมมิชชันมากกว่า ฯลฯ(ซ่อนเร้น → ช่วงชิง)⦅~👎🖐️❓⦆
ในสมัยก่อนที่ยังไม่มีออนไลน์ ผู้ประกอบการที่ต้องการเลือกซื้อสินค้าจากต่างแดนหรือแหล่งที่ไม่คุ้นเคย ก็จะมีคนที่ทำอาชีพเป็นตัวแทนในการพาชมร้านค้าต่าง ๆ . แต่ตัวแทนบางคนก็อาจเตี๊ยมกับบางร้านค้าไว้แล้ว โดยฉากหน้าเหมือนเป็นตัวแทนของลูกค้า แต่จริง ๆ ก็เป็นเหมือนนักขายของทางร้าน และได้รับส่วนแบ่งจากยอดการซื้อของลูกค้า แทนที่จะเลือกสินค้าที่ทำให้ลูกค้าได้ประโยชน์สูงสุดจริง ๆ . ส่วนร้านที่ไม่ให้ส่วนแบ่ง ก็อาจจะไม่ได้เชียร์ขายเป็นพิเศษ หรือไม่พาไปชมตั้งแต่แรก หรืออาจถึงขั้นให้ความเห็นในแง่ลบเลย เพื่อชี้นำให้ลูกค้าซื้อกับร้านที่ตัวเองได้รับส่วนแบ่ง หรือเพื่อเอามาใช้ต่อรองให้ร้านอื่นยอมแบ่งส่วนแบ่งให้ตัวเองบ้าง . ทั้ง ๆ ที่ตนเองได้เงินจากลูกค้ามาแล้ว ซึ่งเท่ากับว่าเขาได้เงินถึง 2 ทาง(เป็นตัวกลาง → (ซ่อนเร้น + บิดเบือน) → ช่วงชิง)⦅👎👎🖐️⦆
หรือในทางกลับกัน คนกลางที่ทำหน้าที่แนะนำและพาชมร้านค้า หลังจากที่ลูกค้ากับร้านค้ารู้จักกันแล้ว ก็อาจจะตัดคนกลางออก ติดต่อกันเอง ซื้อขายกันเองโดยไม่ผ่านคนกลาง เพื่อประหยัดค่านายหน้า((ซ่อนเร้น + ตัดตัวกลาง) → ช่วงชิง)⦅~👎🖐️❓⦆
ผู้บริหารบางบริษัทอาจจะใช้วิธีต่าง ๆ ในการหลีกเลี่ยงภาษี เช่น ปิดบังรายได้บางอย่าง ไม่ให้สรรพากรรู้ . หรือแจ้งรายได้ต่ำกว่าความเป็นจริง . หรือทำเอกสารค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง เพื่อให้กำไรน้อยลง จะได้เสียภาษีน้อยลง . หรือใส่ชื่อครอบครัวเป็นพนักงานที่ไม่มีอยู่จริง เพื่อจ่ายเงินเดือนปลอม จะได้ลดหย่อนภาษี . หรือเอาค่าใช้จ่ายบางอย่างที่ไม่เกี่ยวกับบริษัท มาบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายของบริษัท . หรือใช้บริษัทหรือบุคคลอื่นในการปิดบังรายได้บางส่วน . หรือทำให้ดูเหมือนเป็นรายได้หรือค่าใช้จ่ายอีกประเภทหนึ่ง เพื่อให้ได้รับสิทธิ์ทางภาษีที่ตัวเองไม่มีสิทธิ์ได้รับ ฯลฯ หรือใช้หลายวิธีร่วมกัน((ซ่อนเร้น + บิดเบือน) → ช่วงชิง)⦅~👎🖐️⦆
รัฐบาลของบางประเทศ อาจจะจงใจยกเว้นหรือลดภาษีให้กับบางบริษัท ทั้ง ๆ ที่บริษัทเหล่านั้นไม่ได้มีเหตุผลที่ดีพอในการได้รับสิทธิ์เหล่านี้ หรือให้สัมปทานกับบางบริษัท แทนที่จะประมูลอย่างถูกต้อง . ทำให้ประเทศชาติสูญเสียรายได้ที่ควรได้รับไปพัฒนาและช่วยเหลือคนหมู่มาก ส่วนบริษัทเหล่านี้ได้รับประโยชน์จากเงินที่ควรจะเข้าส่วนรวม(ใช้อำนาจ → ให้สิทธิพิเศษ → ช่วงชิง)⦅👎👎👎🖐️⦆
ธุรกิจที่ส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม เมื่อดำเนินการแล้ว ก็ควรจะลงทุนในการลดผลกระทบ หรือถ้าลดไม่ได้จริง ๆ ก็อาจจะลงทุนในการชดเชยผลกระทบนั้น ๆ เช่น โรงงานที่ปล่อยมลพิษทางอากาศ ก็อาจจะลงทุนในระบบบำบัดหรือควบคุมมลพิษ หรือปลูกป่าชดเชย . หรือธุรกิจที่สร้างขยะจำนวนมาก ก็อาจจะลงทุนในระบบจัดการหรือรีไซเคิลขยะ ไม่ใช่ทิ้งอย่างมักง่าย . หรือธุรกิจที่ทำลายพื้นที่สีเขียว ก็อาจจะลงทุนปลูกป่า หรือฟื้นฟูพื้นที่สีเขียวในพื้นที่อื่น . หรือดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งจำเป็นต้องใช้ไฟฟ้าและน้ำจำนวนมาก ก็อาจจะลงทุนในพลังงานสะอาด และการฟื้นฟูแหล่งน้ำ ฯลฯ โดยมีกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน และมีเจ้าหน้าที่รัฐคอยตรวจสอบอย่างเข้มงวด⦅👍👍⦆. หรือถ้าเจ้าของธุรกิจคำนึงถึงผู้อื่น และใส่ใจสิ่งแวดล้อม ก็อาจจะทำเกินกฎเกณฑ์เหล่านั้นไปอีก⦅👍👍👍⦆
แต่เจ้าของธุรกิจบางคน แทนที่จะลงทุนในการแก้ไขผลกระทบที่ตัวเองก่อ กลับเลือกที่จะติดสินบนเจ้าหน้าที่ที่มีหน้าที่ตรวจสอบแทน เพราะคำนวณดูแล้วเสียเงินน้อยกว่า ทำให้ประเทศชาติเสียผลประโยชน์ ผู้คนและสัตว์ได้รับผลกระทบจากสิ่งแวดล้อม ส่วนผู้ที่ได้ประโยชน์กลับเป็นเจ้าของธุรกิจนี้ กับเจ้าหน้าที่รัฐที่รับสินบนแทน(ใช้ความโลภ → สร้างพันธะ → ใช้อำนาจ → ช่วงชิง)⦅👎👎👎⦆
หรือบางครั้ง เจ้าหน้าที่อาจเป็นฝ่ายเข้าหาเองเลยก็ได้ เช่น “พี่ทำไม่ถูกนะรู้ไหม” ⇒ “พี่ได้เงินเท่าไหร่ ?” ⇒ “แล้วพี่จะให้ผมเท่าไหร่ ?” หรือ “ถ้าผมปรับพี่ พี่ต้องจ่ายเท่าไหร่รู้ไหม ?” ⇒ “พี่จ่ายผมดีกว่า จ่ายแค่นี้พอ เดี๋ยวผมจัดการให้” ฯลฯ(ใช้อำนาจ → สร้างพันธะ → ช่วงชิง)⦅👎👎👎⦆